When 2 becomes 1

โดย two bodies in one
[ไมตรีจิตสาร(มี.ค.-พ.ค.1999)]

ชีวิตคู่ ไม่เหมือน  ชีวิตเดี่ยว (นะ)

เมื่อคนสองคนตกลงปลงใจที่จะอยู่ด้วยกันแล้วความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตก็เริ่มเกิดขึ้นคนสองคนที่มา จากครอบครัวที่แตกต่างกันพื้นฐานและสภาวะแวดล้อมทางครอบครัวที่อาจไม่เหมือนกันจากชีวิตที่ปกติเคยทำ อะไรตามใจ"ฉัน"ก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็นการทำอะไรตามใจ"เรา"แต่สามีภรรยาส่วนใหญ่ก็สามารถเรียนรู้ ที่จะยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้พระเจ้าเองก็ทรงพอพระทัยให้เราทุกคนสามารถผ่าน ช่วงของการปรับตัวนี้ด้วยสติปัญญาและความเข้าใจดังใน สุภาษิต24:3 ที่ว่า"เรือนนั้นเขาสร้างกันด้วยปัญญา และสถาปนามันไว้ด้วยความเข้าใจ" แต่สำหรับบางคู่การปรับตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักบางสิ่งบางอย่างก็เป็นเรื่องที่ยากจะทนทานได้จริงๆอาจจะ เป็นเพราะตอนเป็นแฟนกันเนื้อแท้ยังไม่ปรากฏแต่พอแต่งงานไปแล้วลายก็เริ่มออกจนมีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ การขจัดปัญหาความขัดแย้งในชีวิตสมรสออกมามากมายแต่ก็คงช่วยอะไรได้ไม่มากนักความจริงแล้วความผิด พลาดที่เกิดขึ้นนั้นถ้าดูให้ลึกๆแล้วน่าจะมาจากการที่ชีวิตคู่นั้นเริ่มต้นจากความพึงพอใจและความรักฉันหนุ่ม สาวเพียงอย่างเดียวโดยที่มิได้แสวงหาสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า"ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้านบรรดาผู้ที่สร้าง ก็เหนื่อยเปล่า" (สดุดี127:1) เพราะหากเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าแล้วก็ไม่มีผู้ใดจะทำให้ครอบครัวที่พระเจ้าทรง สถาปนานั้นต้องแตกดับได้ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องเริ่มที่ต้นเหตุ มิใช่แก้ไขที่ปลายเหตุ

Click Here

ครอบครัวที่พระเจ้าทรงก่อตั้งหรือ ฉันสร้างเอง

ในปฐมกาลบทที่2เราจะพบว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ก่อตั้งครอบครัวขึ้นโดยพระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความ จำเป็นที่มนุษย์จะต้องมีคู่อุปถัมภ์ ( ปฐมกาล2:18 หญิงที่เป็นคู่ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ชายนั้นพระเจ้า ทรงจัดเตรียมโดยที่ทรงเอากระดูกซี่โครงซึ่งอยู่ใกล้หัวใจมาสร้างเพื่อให้ทั้งคู่เป็นส่วนของกันและกันเพื่อเสริม สร้างและอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันดังนั้นการสร้างครอบครัวจึงมิใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคนที่อยากจะใช้ชีวิต ร่วมกันด้วยความพึงพอใจส่วนตัวเท่านั้นแต่เป็นคู่ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมเป็นคู่ซึ่งมีลักษณะที่ลงตัวเหมาะสม กันและทำให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้นเหมือนกับการนำเอาชิ้นส่วนที่ขาดหายไปนั้นกลับมาประกอบใหม่อีกครั้ง ลองนึกภาพดูสิว่าหากชิ้นส่วนใหม่ที่เพิ่มเข้ามานั้นเป็นชิ้นส่วนที่เพียงแต่ดูดีแต่มิใช่คู่ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ ก็อาจจะทำให้เกิดรูปร่างอัปลักษณ์ไม่สมประกอบแบบที่เรียกว่าฝรั่งทำเกินขึ้นได้

น้ำพระทัย VS ความพอใจ

ฉะนั้นการแก้ปัญหาที่จุดเริ่มต้นก็คือการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้ามากกว่าการแสวงหาความพอใจของฉัน จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า"แล้วทำอย่างไรเราจึงจะรู้น้ำพระทัยได้เล่า?"เพราะตอนที่ความรักบานฉ่ำอะไรๆก็ดูดีไป หมดจนบางครั้งเรามักจะเข้าข้างตัวเองว่าช่าย..เลยคนนี้แน่นอน...คำตอบที่ตอบง่ายแต่ทำยากก็คือให้เรามองหาคู่ พระพรของเราอย่างที่พระเจ้ามองเพราะบางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดในสายพระเนตรพระเจ้าอาจจะดูไม่ดีที่สุดในสายตา ของเราแต่พระเจ้าทรงทราบทุกอย่างพระเจ้าทรงรู้จักและเข้าใจเราดียิ่งกว่าที่เรารู้จักตัวเราเองเสียอีกและพระองค์ ทรงมีแต่ความปรารถนา ดีกับเราและพร้อมจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเราอย่างไม่ต้องสงสัย

แน่ทีเดียวการที่เราจะรู้น้ำพระทัยพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเราแสวงหาพระองค์ใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์ทูลขอ การทรงนำจากพระองค์ให้ความสำคัญกับพระสุรเสียงของพระเจ้าให้การตัดสินใจเป็นของพระองค์มากกว่าของ ตัวเราเองและมีความอดทนรอคอยเพราะเมื่อเราสามารถกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าแล้วเราจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แน่นอนฮีบรู 10:36

Click Here

ชีวิตคู่แห่งการขอบพระคุณ ต่างกับ ชีวิตคู่แห่งความเคยชิน

และเมื่อเราได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเจ้าทรงประทานให้แล้วก็ให้เรารับไว้ด้วยความขอบพระคุณรับไว้ด้วย ความทะนุถนอมเพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิตของเราและจะดำรงคู่กับชีวิตของเราจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะแยกไปพบกับพระเจ้าให้เรารู้จักขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญที่มีค่านี้อยู่เสมอไม่เพียงเฉพาะขณะเข้า สู่พิธีวิวาห์เท่านั้นเพราะความชื่นชมยินดีที่พระเจ้าทรงประทานให้นั้นไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ระยะเริ่มต้นเท่านั้น มิฉะนั้นเราก็จะถูกวันเวลาทำให้ความรู้สึกดีๆกลายเป็นความเคยชินทำให้พระพรในชีวิตคู่ขาดหายไปได้ จริงอยู่เมื่อมีการใช้ชีวิตคู่อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไปการที่เราต้องปรับตัวเข้าหากันอาจทำให้ความรู้สึกชื่นชม ลดลงได้และเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่ว่าแปลกก็กลายเป็นธรรมดาและในที่สุดก็ขาดความพิเศษไปแต่ในความเป็นจริง แล้วพระคุณพระเจ้าไม่เคยลดลงหรือแปรเปลี่ยนเลยถ้าเราลองหาเวลาหยุดคิดใคร่ครวญเรื่องนี้วันละ10-20นาที เราจะพบว่าเราสามารถขอบพระคุณพระเจ้ามากยิ่งขึ้นทุกวันไปตลอดชีวิตของเรา

ครอบครัวของพระเจ้า & ครอบครัวของเรา

สำหรับชีวิตครอบครัวแบบที่พระเจ้าทรงพอพระทัยนั้นถ้าเราเปิดอ่านในเอเฟซัสบทที่ 5-6:4. หรือใน โคโลสี3:18-21 เราจะพบหน้าที่ของสามีและภรรยาหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรพระคัมภีร์ได้เปรียบเทียบ สามีภรรยาเป็นเหมือนพระคริสต์กับคริสตจักรภรรยาพึงเชื่อฟังสามีเหมือนยอมฟังพระผู้เป็นเจ้าส่วนสามีนั้น ก็ให้รักภรรยาเหมือนกับที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักรและสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักรฝ่ายบุตรก็ต้องนบน้อม เชื่อฟังบิดามารดาและให้เกียรติแก่ท่านฝ่ายบิดามารดาก็อย่ายั่วโทสะบุตรแต่ให้อบรมสั่งสอนเตือนสติตามหลัก ขององค์พระผู้เป็นเจ้า คำสอนเหล่านี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อทั้งครอบครัวมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางของครอบครัวมีพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของทุกคนในครอบครัวและมีชีวิตที่ติดสนิทและได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่หากคนหนึ่งคนใดในครอบครัวยังมิได้มีสัมพันธภาพอันดีระหว่างตัวเขาเองกับพระคริสต์ความเข้าใจในความ รักของพระคริสต์และการเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้และการตระหนักถึงหน้าที่ต่อครอบครัว ซึ่งเป็นผลที่ตามมาก็ไม่เกิดขึ้นด้วย

Click Here

เวลาของครอบครัว กับ เวลาของฉัน

นอกเหนือจากความผูกพันระหว่างสามีภรรยา ความรักในครอบครัว และความรับผิดชอบที่มีให้แก่กันแล้ว การให้เวลาแก่ครอบครัวก็เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ครอบครัวเป็นครอบครัวที่น่าอยู่ด้วยจริงอยู่มนุษย์ทุกคนย่อมต้อง การเวลาส่วนตัวบ้างแต่บางครั้งเราอาจจะให้เวลากับทุกอย่างกับทุกคนรวมทั้งตัวเราเองได้แต่กลับละเลยมิได้ เหลียวแลความต้องการเวลาของคนในครอบครัวเราอาจจะสละเวลามากมายให้ใครต่อใครหรืออะไรต่อมิอะไรได้ โดยมิได้นึกเสียดายแต่กับครอบครัวแล้วเรากลับมิได้ขวนขวายหาเวลาให้เลยเราเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า เราควรจะหาเวลาที่จะต่อเติมเสริมสร้างความผูกพันกันในครอบครัวอย่างน้อยที่สุดวันละ2-3ครั้งเช่นตอน รับประทานอาหารเป็นต้นและสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเวลาสำหรับการนมัสการในครอบครัวซึ่งจะทำให้ครอบครัว ของเราเป็นครอบครัวที่มีพระคริสต์เป็นศีรษะของครอบครัวอย่างแท้จริง

เราสอง หรือ สองเรา

ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับเราว่าจะสร้างครอบครัวแบบไหนแบบเราสองคนที่อยู่ด้วยกันเพราะการแต่งงานหรือแบบ สองเราที่รวมเป็นหนึ่งโดยมีพระคริสต์เป็นศีรษะของครอบครัวพระเจ้าทรงให้โอกาสกับเราในการเลือกเสมอใน ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกแบบไหนแบบที่ตามใจฉันหรือแบบที่ตามน้ำพระทัยพระองค์ไม่มีมนุษย์คนไหนมา บอกได้ว่าเราเลือกถูกหรือเลือกผิด แต่เราจะต้องตอบคำถามนี้กับพระเจ้าเอง

ท้ายสุด ขอฝากเกร็ดเล็ก ๆ สำหรับการใช้ชีวิตคู่ เป็นข้อ ๆ ดังนี้

  1. จงเอาใจใส่คู่ของคุณ เสมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของกายคุณ
  2. คู่ของคุณก็ต้องการคำพูดหวานหู เช่นเดียวกับที่คุณต้องการ
  3. ความห่วงใยในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้เกิดความซาบซึ้งมากมายได้
  4. คำชื่นชมเล็ก ๆ จากคนใกล้ตัว ก่อให้เกิดกำลังใจมหาศาล
  5. คำสนทนาในครอบครัวเป็นประจำ จะช่วยลดช่องว่างและความห่างเหิน
  6. อย่าปล่อยให้รากขมขื่นเติบโตในชีวิตคู่ จงรีบตัดมันทิ้งก่อนที่มันจะสร้างปัญหาใหญ่
  7. การยอมอ่อนข้อให้กับคนที่คุณรัก คือชัยชนะในการครองเรือน
  8. อารมณ์ขันหรือความเครียด คือยาบำรุงหรือยาพิษที่ครอบครัวสามารถเลือกบริโภคได้
  9. จงอธิษฐานเผื่อและขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคนในครอบครัวคุณทุกวันสม่ำเสมอ
  10. จงระลึกอยู่เสมอว่าไม่มีปัญหาใดที่เราตั้งใจแก้ไข จะหมดสิ้นหนทางเยียวยา
  11. อย่าให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้ามาเป็นใหญ่ในครอบครัวนอกเหนือจากพระเจ้า
  12. การมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางแห่งความผูกพันในครอบครัว เป็นเคล็ดลับแห่งความสำเร็จในการครองเรือน

"เหตุฉะนั้น ซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย" มาระโก 10:9

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิง

เอเฟซัส 5
1 เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก
2 และจงดำเนินชีวิตในความรัก เหมือนดังที่พระคริสต์ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า
3 แต่การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆและการละโมบ อย่าให้มีขึ้นในพวกท่านเลย จะได้สมกับที่ท่านเป็นธรรมิกชน
4 ทั้งอย่าพูดหยาบคาย พูดเล่นไม่เป็นเรื่อง และพูดตลกหยาบโลนเกเร ซึ่งเป็นการไม่สมควร แต่ให้ขอบพระคุณดีกว่า
5 ท่านจงรู้แน่ว่า คนล่วงประเวณี คนทุศีล คนละโมบ (ที่เป็นเหมือนคนที่นับถือรูปเคารพ) จะมีส่วนในแผ่นดินของพระคริสต์และพระเจ้าเป็นมรดกก็หามิได้
6 อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านด้วยคำพูดที่เหลวไหล เพราะการกระทำเหล่านั้นเอง พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญาแก่ผู้ที่ไม่เชื่อฟัง
7 เหตุฉะนั้นท่านอย่าคบหาสมาคมกับคนเหล่านั้นเลย
8 เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง
9 (ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น)
10 ท่านจงพิสูจน์ดูว่า ทำประการใดจึงจะเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า
11 และอย่าเข้าส่วนกับกิจการของความมืดอันไร้ผล แต่จงเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า
12 เพราะว่าแม้แต่จะพูดถึงการเหล่านั้น ซึ่งพวกเขากระทำในที่ลับก็ยังเป็นที่น่าละอาย
13 แต่เมื่อสิ่งสารพัดที่ได้แสดงเปิดเผยออกโดยความสว่าง สิ่งนั้นก็ปรากฏแจ้ง เพราะว่าทุกๆสิ่งที่ปรากฏแจ้ง ก็คือความสว่าง
14 เหตุฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า นี่แน่ะคนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และจงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน
15 เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา
16 จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว
17 เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร
18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า
20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
21 จงยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์
22 ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า
23 เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร
24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น
25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร
26 เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ
27 เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอย หรือมลทินใดๆเลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ
28 เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง
29 เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทนุถนอม เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร
30 เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์
31 เพราะเหตุนี้ผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน
32 ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร
33 ถึงอย่างไรก็ดี ท่านทุกคนจงต่างก็รักภรรยาของตนเหมือนรักตนเอง และภรรยาก็จงยำเกรงสามีของตน

เอเฟซัส 6
1 ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก
2 จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย
3 เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก
4 ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดา อย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน และการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า

Click Here