อกหักดีกว่ารักไม่เป็น

โดย อ.โสภณ จริยาสุวรรณ

The Life สาร GCF ฉบับเดือน กันยายน-ตุลาคม 1999

อกหักดีกว่ารักไม่เป็น ประโยคนี้เป็นคำปลอบสำหรับผู้อกหักได้ดีเพราะแม้คนที่อกหักจะรู้สึกแย่มากๆ แต่คนที่ไม่เคยมีคนรักหรือรักไม่เป็นก็ถูกมองว่าแย่กว่า คนที่เคยอกหักจะรู้ดีว่าไม่ง่ายเลยที่จะผ่านช่วงเวลา นั้นไปได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าไม่มีสักคนเดียวในโลกนี้อยากอกหัก หรืออยากแยกจากคนที่ตนรักแต่ถ้าคู่รักที่พบ ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองดำเนินไปด้วยความยากลำบากและดูเหมือนว่าจะมีปัญหามากมายเกิดขึ้นได้ ในอนาคตทั้งสองจะทำอย่างไร เป็นความจริงที่ว่าคู่รักที่สงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ได้หมายความว่า จำเป็นต้องแยกจากกันเสมอไป แต่ทั้งสองคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้อาจต้องปรึกษาผู้ใหญ่ฝ่าย วิญญาณสักคนที่แต่งงานแล้ว เพื่อให้คำแนะนำและช่วยทั้งสองให้ค้นพบความจริงของทั้งคู่เพื่อตัดสินใจ ด้วยตัวเองต่อไปว่าจะแยกกันไปในเวลานี้หรือจะยังคงคบกันต่อไปเพื่อรอวันที่ปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี ขึ้นในเวลาที่ทั้งคู่กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจแน่นอนว่าความอึดอัดจากปัญหาคงจะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดี ระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆและในสภาวะที่ทั้งสองไม่อาจตกลงหรือหาข้อสรุปซึ่งเป็นทางออกที่ดีได้สิ่งที่ทั้งสอง ควรระมัดระวังคือการเกิดอารมณ์หงุดหงิดเข้าใส่กันหรือคำพูดที่ก่อให้เกิดปัญหาในประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกัน เพราะแม้มีปัญหาที่ทำให้ทั้งสองไม่อาจตกลงกันได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแสดงอารมณ์หรือกระทำสิ่งที่ไม่ เหมาะสมต่อกันมากเกินควร สิ่งที่สองก็คือบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งคู่ไม่ควรให้มีคนอื่นเข้ามา เกี่ยวข้องด้วยในเวลาที่ต้องเผชิญการตัดสินใจเพราะเวลาที่เรากำลังไม่แน่ใจและสับสนเช่นนี้ เราจะมองอีกฝ่าย หนึ่งในด้านลบมากกว่าปกติและบางครั้งสิ่งที่เราแสดงออกก็อาจผิดปกติไปจากเดิมได้ง่ายหากมีบุคคลอื่นก้าว เข้ามาอีกก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาในการตัดสินใจมากยิ่งขึ้นและก่อความรู้สึกที่ไม่ดีกับอีกฝ่ายหนึ่งแม้ในที่สุดทั้งสองจะ แยกจากกันหรือไม่ก็ตามเพราะหากทั้งคู่ไม่แยกจากกันความรู้สึกไม่ดีในเรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นเป็นแผลที่ก่อการ กระทบกระทั่งกันได้ในอนาคตและหากทั้งสองแยกจากกันฝ่ายที่ต้องจากไปโดยไม่มีคนใหม่ก็จะรู้สึกขมขื่น เหมือนโดนแย่งชิงของรักไปและฝ่ายที่มีคู่รักใหม่ก็จะรู้สึกผิดเพราะการตัดสินใจของเขาได้ถูกเบี่ยงเบนไป ในเรื่องอื่นไม่ได้จัดการกับปัญหาจริงๆอย่างชัดเจนเป็นไปได้ที่อาจจะมีบางคู่ที่การมีบุคคลที่สามเข้ามาทำให้เกิด ผลดีคือทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งคู่กลับคืนมา ซึ่งพบได้ยากมาก

ตัวอย่างปัญหาของคู่รักในสังคมไทยที่บางครั้งไม่อาจหาข้อยุติกันได้ง่าย เช่น ฝ่ายหนึ่งต้องการมีลูก ขณะที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ การที่ต้องเข้าไปอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ในบ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งการที่ต้องแยกกัน อยู่เพราะเหตุเรื่องงานภาระหนักด้านการเงินของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การเป็นที่ยอมรับของครอบครัว อีกฝ่ายหนึ่ง เป้าหมายในชีวิตแตกต่างกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งอยากเป็นมิชชันนารีในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากเป็น เป็นต้น แต่คู่รักส่วนมากมักไม่ปรารถนาที่จะแยกทางกัน แม้เห็นว่าปัญหาที่ห่วงดูเหมือนจะไม่มีทางแก้ไขนอกจาก ให้ฝ่ายหนึ่งอดทนเอาหากอีกฝ่ายเข้าใจก็ค่อยยังชั่วหน่อยแต่ยังลำบากใจและจำต้องทนอึดอัดไปที่ว่าจำต้องทน ในที่นี้ วางอยู่บนสมมติฐานว่าคู่สามีภรรยาที่เป็นคริสเตียนจะไม่หย่าขาดจากกันเด็ดขาด ดังนั้นต้องระวังว่า เราอาจเลือกที่จะคบกันต่อไปเพราะเราพยายามหลีกหนีปัญหาเท่านั้นหากทั้งสองได้พยายามหาทางออกอย่าง สัตย์ซื่อและจริงใจแล้วและพบว่าไม่มีทางแก้ปัญหาที่ทั้งคู่ห่วงใยได้ ก็จงมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะเผชิญ ความจริงว่าปัญหาที่ทั้งสองห่วงใยไม่อาจแก้ไขได้หมดไปหรือแม้แต่บรรเทาในน้อยลงจนพอที่จะยอมรับได้ทั้ง สองคงต้องมาถึงการตัดสินใจที่ยากลำบากและนำความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาให้แก่ทั้งสองอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้หากทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่และมีบุคลิกสงบพอที่จะปรึกษาหารือกันได้ ทั้งสองก็มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจร่วมกัน ที่จะแยกทางกันและมีความเข้าใจเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายหนึ่ง ในทางตรงกันข้ามหากทั้งสองขาดความเข้าใจใน สภาวะของอีกฝ่ายหนึ่งก็อาจคิดไปว่าอีกฝ่ายไม่อดทนสู้เพื่อการอยู่ด้วยกันต่อไปความรู้สึกบาดหมางในเรื่องนี้ ก็จะตามมา  ดังนั้นหากทั้งคู่มีที่ปรึกษาที่ดีร่วมกันก็จะช่วยให้ทั้งสองผ่านสภาวะที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างดี หากการแยกทางเป็นทางออกที่เหมาะสมที่คู่รักตกลงกันแล้วนี่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บปวดทั้งคู่ยังรู้สึก เจ็บปวดอย่างมาก สับสน รู้สึกว่าตนเองล้มเหลว ไร้คว

Joyce Hugget นักจิตบำบัดชื่อดังได้ให้คำแนะนำไว้ว่า "คู่รักที่เริ่มเตรียมตัวจริงจังในการแต่งงาน และต้องมาตัดสินใจที่จะแยกทางกัน จะเผชิญความทุกข์ราว กับกำลังเผชิญกับความตาย" พวกเราส่วนมาก ไม่อาจทนได้เมื่อต้องสูญเสียคนรักไม่ว่าจากการตายจากกัน หรือการแยกทางกัน ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีบางอย่าง ที่ต้องทำเพื่อเผชิญความยุ่งยากนี้ ขอเรียกว่า "งานเผชิญความทุกข์โศก"

งานเผชิญความทุกข์โศกเป็นขบวนการสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคุณ เมื่อคนที่คุณรักต้องจาก ไปมีอยู่ 5 ขั้นตอนดังนี้ คุณต้องยอมรับอาการชาไปทั้งตัวความรู้สึกของคุณเหมือนคุณถูกแช่แข็งจนชาไป ทั้งตัวและเมื่ออาการนี้ค่อยๆผ่านพ้นไปคุณกำลังเข้าสู่ช่วงโหยหาเมื่อคุณหวนคิดถึงคนที่คุณรักนี่จะนำความเจ็บ ปวดมาทิ่มแทงคุณ การร้องไห้เป็นช่วงที่สามที่เป็นแก่นแท้ของงานเผชิญความทุกข์โศกอย่าพยายามกลั้นน้ำตา ไว้เพราะมันเป็นภาษาที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงซึ่งไม่มีคำพูดใดๆมาทดแทนไดและอย่าแปลก ประหลาดใจถ้าคุณจะรู้สึกโกรธคนที่ทำให้คุณทนทุกข์ การสูญเสียมักตามมาด้วยความโกรธ หรือความกดดัน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของงาน เผชิญความทุกข์โศก คือความสามารถที่จะบอกลาต่อคนที่คุณรักและ เดินจากไป เพื่อไปยังสภาพใหม่ในชีวิตพบสถานการณ์ใหม่ๆ จนในที่สุดก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้งโดย ไม่มีคนที่คุณรักอีกแล้ว แต่จงระลึกว่าขบวนการนี้ไม่อาจเร่งรัดได้ ดังนั้นคุณต้องอดทนด้วยตัวคุณเอง

Joyce ยังได้แนะนำต่อไปว่า"ถ้าคุณตัดสินใจแยกจากกัน คุณจะรู้สึกว่างเปล่า สูญเสียและโดดเดี่ยว อย่าปฏิเสธความรู้สึกเหล่านี้อย่าอดกลั้นราวกับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจงยอมรับมันอนุญาตให้พระเจ้าเคลื่อนเข้าสู่ความ เจ็บปวดและความล้มเหลวที่คุณรู้สึกเพียงแต่คุณวางใจให้พระองค์เข้ามาดูแลบาดแผลของคุณจงดูแลตัวคุณเอง ด้วยความละมุนละม่อมมีความไวต่อความรู้สึกและยอมรับด้วยตัวเอง นี่ไม่ใช่เวลาของการตำหนิตัวเองแต่ เป็นเวลาที่จะรับความรักของพระเจ้าที่มาถึงตัวคุณเองและฟังพระสุรเสียงว่าทรงตรัสอะไรกับคุณในสถานการณ์ นั้น"อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่เผชิญสภาพ "อกหัก" หรือ "แยกจากกัน" ไม่ว่ากรณีใดๆให้เวลาตัวเองค่อยๆผ่าน 5 ขั้นตอนของ "งานเผชิญความทุกข์โศก" ด้วยความเอาใจใส่ตนเอง ดีต่อตัวเอง อย่าตำหนิแต่สำรวจตัวเอง คงมีข้อบกพร่องบางอย่างที่เราค้นพบอาจมีบาปบางอย่างที่เราต้องสารภาพต่อพระเจ้าและเป็นโอกาสที่ดีเราจะ ปรับปรุงส่วนบกพร่องของชีวิตเราและในฐานะของคริสเตียน เมื่อเราชัดเจนว่าที่รักของเราไม่ใช่คนที่จะ แต่งงานด้วย แล้ว การเริ่มต้นฟื้นฟูตัวเอง และการก้าวเดินไปในชีวิตแบบคนที่ยังไม่มีคู่รักก็จะเริ่มต้นขึ้นเราจะ พบว่าบางครั้งท้องฟ้าก็ขุ่นมัว แต่ก็จะมีเวลาที่ท้องฟ้าสดใสด้วยพระเจ้าทรงเอาพระทัยใส่ต่อเราอย่างนุ่มนวล ยิ่ง จงแสวงหาพระองค์เถิดในเวลาวิกฤตินี้

กรณีที่คู่รักอยู่คริสตจักรเดียวกันในช่วงเวลาแห่งการรักษาอาการอกหักอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับทั้งสองฝ่าย อาจจะมีบางคนในคริสตจักรพูดคุยซุบซิบถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองแต่ส่วนมากพวกเขาไม่รู้รายละเอียด และมักจะปะติดปะต่อเรื่องเองคุณต้องอดทนและไม่ใส่ใจนี่จะช่วยให้คุณค่อยๆผ่านพ้นความยุ่งยากนี้ไปได้ คุณอาจต้องคิดถึงคำอธิบายที่เป็นกลางไว้ ไม่โจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น "เราทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่า จะแยก จากกันเวลานี้เราต้องการคนอธิษฐานเผื่อเราทั้งสองฝ่าย และขอให้คุณอธิษฐานเผื่อเราด้วยได้หรือไม่?" คุณจะต้องไม่แสดงอาการโกรธ เกรี้ยวต่อคนที่ซุบซิบหรือคนที่มาถาม เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา Click Here

อีกปัญหาหนึ่งก็คือความรู้สึกที่คุณมีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง คุณจะรู้สึกยุ่งยากไปหมด ทั้งการวางตัว คำพูด และ การกระทำ อันที่จริงการไม่ได้พบกันสักระยะหนึ่ง(บางคู่อาจใช้เวลาสั้นๆเพียง 1-2 เดือน บางคู่อาจใช้เวลา หลายปี) จะช่วยนำคุณให้กลับไปอยู่ในสภาพคนที่ไม่มีคู่รักได้เร็วขึ้น หากทำได้คุณอาจต้องพิจรณาลดบทบาท ที่เกี่ยวโยงกับอีกฝ่ายหนึ่งลง จงระลึกว่าอย่าให้ความสัมพันธ์ใดๆมาทำลายการทรงเรียกของพระเจ้า ซึ่งเป็น อันดับแรกที่ว่า "จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน" หากคุณคิดจะย้ายคริสตจักร คุณต้องพิจารณาว่าคุณ อาจต้องยุ่งยากในการปรับตัวใหม่และอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คุณจะเริ่มผูกพันธ์และร่วมมีส่วนในคริสตจักร ใหม่ได้ ทั้งสมาชิกคริสตจักรเก่าบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการทำเช่นนั้น การพบและปรึกษาศิษยาภิบาลของ คุณดูจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่คุณจะได้รับคำแนะนำที่ดีและเหมาะสม

หลายคนที่อกหัก ต่อมาเขาก็สามารถมีชีวิตคู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตคริสเตียนที่ดีได้ "อกหักไม่ยักกะตาย" ประโยคนี้ยังคงจริงอยู่สำหรับเราทุกคน ขอบคุณพระเจ้าที่ให้มีเวลาทุกข์ยาก และเวลาฟื้นฟูใจรออยูโดยไม่ อ้างว้างเพียงคนเดียว แต่ทรงอยู่ใกล้ๆเราเสมอ