หนังสือสำหรับประกาศพระกิตติคุณ

สารบัญ


ความมั่นใจในความรอด
และคำถามต่าง ๆ สำหรับคริสเตียนใหม่

โดย : อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์
ศูนย์ส่งเสริมการประกาศในกลุ่มคริสตจักร CCMA

จำนวน 35 หน้า ราคา 10 บาท

หนังสือสำหรับประกาศพระกิตติคุณ

หมายเหตุ ข้อความ ด้านล่างนี้ เป็นเนื้อหาของ หนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ถ้าสนใจสามารถ หาซื้อได้จาก ร้านหนังสือ คริสเตียน ใกล้บ้านท่าน ท่านถ้าหาร้านหนังสือคริสเตียนไม่ได้

  ให้คลิกที่นี่  หรือติดต่อ โดยตรงที่ CCMA   ให้คลิกที่นี่

คำนำ

  1. เมื่อฉันเชื่อพระเยซูคริสต์ฉันควรจะเริ่มต้นในการดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างไรบ้าง?  

  2. ฉันจะมั่นใจ ได้อย่างไรว่าฉันรอดแล้ว?…

  3. ถ้าฉันยังทำบาปอยู่ฉันจะสูญเสียความรอดไหม?..

  4. เพราะเหตุไรหลังจากเป็นคริสเตียน แล้วยังทำบาปอยู่และรู้สึกว่าจะทำบาปมากกว่าเดิม?

  5. เพราะเหตุไรเมื่อเป็นคริสเตียนแล้วยังไม่เห็นดีขึ้นเลย?

  6. เพราะเหตุไร เมื่อฉันเป็น คริสเตียนแล้ว ฉันรู้สึกว่าสังคมรอบข้าง เพ่งเล็งฉัน และวางมาตรฐาน ให้ฉันสูงมากกว่าเดิม?…"

          ข้างต้นนี้ เป็นคำถาม ที่มักจะปรากฏ อยู่ในความคิด ของผู้ที่หลังจาก ได้ตัดสินใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็น พระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัว และเริ่มต้น ในการที่จะดำเนินชีวิต คริสเตียน  ถ้าคำถามเหล่านี้ ไม่ได้รับคำตอบ ที่ชัดเจน อาจจะมีผลต่อ การดำเนินชีวิต คริสเตียน ของเขาทั้งชีวิตก็ได้….

          จากประสบการณ์ของผม ในการรับใช้พระเจ้า มาสิบกว่าปีมานี้ ผมสังเกต เห็นอย่างหนึ่งก็คือ "หลายคนที่ เลิกติดตาม พระเยซูคริสต์ หรือมีชีวิตที่ห่างเหิน ไปจากทางของพระเจ้า  ไม่ใช่เพราะเหตุที่ เมื่อได้ศึกษาหลัก ข้อเชื่อ หรือความจริง ของพระวจนะ และรู้สึกว่าไม่จริง จึงทิ้งทางพระเจ้าไป แต่เป็นเพราะเหตุที่การดำเนิน ชีวิตคริสเตียน มีปัญหาไม่ชัดเจน ในหลักการดำเนินชีวิต คริสเตียนนั่นเอง ทำให้เขายิ่งมายิ่งห่างจากทางของ พระเจ้า"

          เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ จึงถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นคำตอบของคำถามที่ค้างคาใจ ของพี่น้องคริสเตียนทุกท่าน และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตหลังจากที่ได้ตัดสินใจเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร
นิกร สิทธิจริยาภรณ์


    Click Here
  1. สิ่งที่ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ควรจะทำ

    เมื่อคนหนึ่งได้ตัดสินใจต้อนรับและเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้วมีพิ่นฐานเริ่มต้น 3 ประการที่ควรจะทำ คือ..

    1. การอธิษฐาน ไม่ใช่การสวดมนต์หรือพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ แต่เป็นการพูดคุยกับพระเจ้าเหมือนลูกคุยกับ พ่อ  การอธิษฐานเป็นการพูดความในใจต่อพระเจ้า ระบายความรู้สึกทุกอย่างที่เรามีต่อพระเจ้า เป็นการทูลขอสิ่งที่เรามีความจำเป็นต่อพระเจ้า คริสเตียนจะขึ้นต้นคำอธิษฐานด้วยคำว่า "พระบิดาเจ้า " และลงท้ายด้วยคำว่า"ขอในนามพระเยซูคริสต์อาเมน " ส่วนเนื้อความ ตรงกลาง เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละครั้ง การเริ่มต้นคำอธิษฐานว่า  พระบิดาเจ้า ก็เพราะเรารู้ว่า เราไม่ได้พูดลอย ๆ แต่พระเจ้าทรงฟังเราแน่นอน การจบลงด้วยคำว่า ขอในนาม พระเยซูคริสต์  หมายความว่าเราเป็นคนบาปไม่มีสิทธิ์คุยกับพระเจ้า  แต่เพราะพระคุณของ พระเยซูคริสต์ เราจึงกล้าทูลหรือพูดกับพระเจ้าได้ส่วนคำว่า อาเมน หมายความว่า เราไม่ได้ใช้แค่ ปากพูด แต่เราใช้ใจพูดและพูดด้วยความจริง การอธิษฐานนั้นจะต้องออกพูดเสียงหรือไม่นั้น ก็ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับกาละเทศะ และความถนัดของคนนั้นๆ ส่วนท่าทางในการอธิษฐาน ให้เราคิดถึงเมื่อเวลาเราคุยกับคุณพ่อคุณแม่ เรามีท่าทางหลายท่าทางในการสนทนากับคุณพ่อคุณแม่ ของเรา เราอาจจะนั่งจะนอนก็ได้ในการคุย แต่อย่างน้อยต้องมีท่าทีหรือท่าทางที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน ท่าทาง ในการอธิษฐาน ก็แล้วแต่ ความเหมาะสม ในสถานที่ ถ้าเราอยู่ในที่ประชุม เราก็นั่งอธิษฐาน เหมือนกับ พี่น้องท่านอื่น ๆ  แต่ถ้าเราอยู่ห้องนอน เราก็สามารถ นอนอธิษฐาน ก็ได้ (แต่อย่าหลับก็แล้วกัน)

    2. การอ่านพระคัมภีร์  เป็นการเรียนรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา  พระคัมภีร์เป็น เหมือนแผนที่ของชีวิตคริสเตียน ที่ทำให้เรารู้ว่าจะดำเนินชีวิตในโลกอย่างไรและควรจะไปทางไหน พระคัมภีร์เปรียบเสมือนอาหารฝ่ายวิญญาณจิต ที่เลี้ยงให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราให้เติบโตขึ้น พระคัมภีร์เป็นเหมือนกระจก ที่ตรวจสอบชีวิตภายในของเรา ว่าเป็นอย่างไรเพื่อเราจะแก้ไขความ บกพร่องนั้น พระคัมภีร์เป็นเหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมและหนุนใจ ให้กำลังแก่จิตใจของเราเมื่อเจอปัญหา เพราะฉะนั้นชีวิตคริสเตียนไม่สามารถที่จะห่างจากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าได้เลย ส่วนวิธี การอ่านพระคัมภีร์ควรจะทำอย่างไรนั้น เราคงไม่สามารถที่จะพูดรายละเอียดกันได้ในหนังสือเล่ม เล็ก ๆ นี้ ขอให้คุณที่จะติดต่อทางคริสตจักร ผมเชื่อแน่ว่าพี่น้องที่คริสตจักรพร้อมที่จะแนะนำวิธีการ อ่านพระคัมภีร์ให้กับคุณด้วยความยินดีอย่างแน่นอน

    3. การไปเข้าร่วมประชุมกับพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักร  เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราควรจะ ต้องไปนมัสการพระเจ้าร่วมกับผู้ที่เชื่อคนอื่นๆ เพราะ
      3.1  เป็นการทำตามคำสอนของพระคัมภีร์และยังเป็นการประกาศตนว่าเราเป็นคนของพระเจ้าแล้ว
      3.2  เป็นการร่วมกับพี่น้องคริสเตียนอื่นๆในการนมัสการพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เหมือนกับคุณพ่อที่ได้เห็นลูกๆของเขาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในการพูดคุยมีความสัมพันธ์กับเขา
      3.3  เป็นการเสริมสร้างซึ่งกันและกันระหว่างพี่น้องคริสเตียนเพราะเราจะมีโอกาสถามสารทุกข์สุกดิบ ของกันและกันและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคริสเตียนยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น
      3.4  เป็นการเป็นพยานเป็นกลุ่มชนที่แสดงออกถึงความรักต่อสังคมที่เราอยู่เพราะคนที่มาคริสตจักร ครั้งแรก แม้ไม่เชื่อแต่เมื่อได้เห็นภาพของกลุ่มคริสเตียนที่แสดงออกถึงความรักและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เขาก็เกิดความประทับใจและชักนำเขาให้ได้สัมผัสถึงความรักของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางพวกเรา เหตุผลข้างต้นเป็นเหตุผลที่คริสเตียนเราควรจะต้องเข้าร่วมประชุมในคริสตจักรร่วมกับพี่น้องคนอื่นๆ

    Click Here
  2. เพราะเหตุไรเราจึงสามารถมั่นใจในความรอด?
    (
    1 ยอห์น 1.9 / ยอห์น 6.47 )

              ถ้ามีใครที่เราไม่ค่อยรู้จัก มาบอกเราว่าเขาจะเลี้ยงดูเราตลอดชีวิตเราคงไม่เชื่อแน่นอน แต่ถ้าคนที่พูด คนนั้นเป็นในหลวงกษัตริย์ของเมืองไทย เราเชื่อแน่ๆเพราะเรารู้ว่าในหลวงเป็นบุคคลที่เราสามารถที่จะ เชื่อถือได้"
              เช่นเดียวกันเมื่อคุณได้ถ่อมใจยอมรับว่าเป็นคนบาป และยอมที่จะพึ่งในพระเยซูคริสต์แล้วพระเจ้า ผู้ที่ทรงสร้างจักรวาลได้ตรัสว่า "ผู้ใดสารภาพความผิดบาป ถ่อมใจมาหาเราและขอให้เรายกโทษให้เรา จะยกโทษให้แก่เขาในความผิดบาปที่เขาได้กระทำมาทั้งสิ้น และยิ่งกว่านั้นเราจะให้สิทธิ์เขาเป็นบุตร (บุตรบุญธรรม)ของเราด้วย" (1ยอห์น1.9 ,ยอห์น1.12 ) .......ซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสนั้นเป็นสิ่งที่ จริงแท้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอนเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง พระองค์จะ ไม่มุสาเลย ดังนั้นเมื่อพระเจ้าตรัสเช่นนี้ เราจึงสามารถมั่นใจและเชื่อได้ว่า บาปเราได้รับการยกแล้ว …เพราะฉะนั้นความเชื่อในการมั่นใจว่า "เรารอดแล้ว" ขึ้นอยู่กับว่าคนที่สัญญาหรือพูดกับเรานั้นเป็นใคร

              เมื่อคุณสารภาพบาปและหันมาพึ่งในพระเยซูคริสต์นั้นคุณอาจจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกอะไรเลยเกี่ยวกับ การอภัยโทษความผิดบาปก็ได้ซึ่งความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือความจริงจากพระวจนะ ของพระเจ้าขอให้คุณทราบเถิดว่าความรู้สึกจะมีหรือไม่มีก็ไม่สามารถลบล้างความจริงได้เหมือนกับถ้าผม ถามคุณว่าคุณรู้สึกถึงการวิ่งของเลือดในร่างกายคุณไหม?...ไม่มีทางรู้สึกแน่..แต่ไม่รู้สึกเลือดยังวิ่งอยู่ไหม? ....วิ่ง...เพราะฉะนั้นถึงแม้จะไม่มีความรู้สึก ความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่ดี คือเลือดของคุณกำลังวิ่งอยู่. .เช่นเดียวกัน  เมื่อพระเจ้าตรัสว่าถ้าคุณสารภาพบาปพระองค์จะยกโทษให้ ถึงแม้คุณจะไม่รู้สึกเลย แต่ความจริงก็คือความจริงคือพระเจ้าทรงยกโทษให้แก่คุณแล้ว

    Click Here

  3. มีการแสดงออกอย่างไรบ้างถึงชีวิตที่ได้รับความรอดแล้ว?
     (
    ยอห์น3.5-8. - 1ยอห์น3.19 )

              มนุษย์เรามีวิญญาณ ซึ่งเรามองไม่เห็นวิญญาณแต่เราสามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์ การแสดงออก ของวิญญาณได้เหมือนกับ "ลม" เรามองไม่เห็นลม แต่เราสามารถรู้ว่ามีลม โดยดูจากปรากฏการณ์ของ มันได้ เช่นเดียวกันวิญญาณของมนุษย์มีจริงหรือไม่ ก็ดูได้จากปรากฏการณ์การแสดงออกของวิญญาณ เมื่อเราเดินกลับบ้าน เราเห็นสุนัขที่บ้านวิ่งมาต้อนรับเรา เราไม่พูดพล่ำทำเพลง เต๊ะเปรี้ยงไปที่ตัวมัน มันจะร้องเอ๋ง…และวิ่งหนี พอสักครู่เราเรียกมันมากินไก่ย่าง มันก็วิ่งกระดิกหางเข้ามาแล้ว แต่ถ้าเราเดิน กลับบ้านเจอน้องเราวิ่งมาต้อนรับ เราไม่พูดพล่ำทำเพลง เต๊ะเปรี้ยงไปที่ก้นของน้องเรา เขาร้องไห้ เพราะความเจ็บ สักครู่เราบอกว่ามากิน KFC ..คุณคิดว่าเขาจะมากินหรือ?..ไม่มีทางเด็ดขาด เมื่อเรา เต๊ะสุนัข มันแค่เจ็บกาย แต่มนุษย์เราจะเจ็บทั้งกายและเจ็บทั้งใจ เมื่อสุนัขขี้เรื้อนตัวหนึ่ง คุ้ยเขี่ย เศษอาหาร ที่กองขยะ มันจะไม่รู้สึกน้อยใจ อาภัพในวาสนา หรือ รู้สึกเศร้าใจที่ไม่มีใครสนใจมันอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นสัตว์ มันไม่มีวิญญาณเหมือนมนุษย์เรา แต่ถ้ามนุษย์เราไม่มีใครสนใจเขา ให้ความสำคัญ หรือ มองเหมือนเขาไม่มีชีวิตอยู่ในโลกเขาจะรู้สึกอย่างไร?…เมื่อสุนัขตัวผู้เดินหางตก เพราะสุนัขตัวเมีย ไม่สนใจมัน(ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Broken heart dog) ขณะนั้นมันเดินอยู่แถวทางรถไฟ พอดีรถไฟ วิ่งมาขบวนหนึ่ง คุณคิดว่า มันจะกระโดด ให้รถไฟทับตายไหม? ไม่มีทางเด็ดขาด คุณจะไม่มีทาง เคยเห็นสุนัข หรือสัตว์ตัวใด มันฆ่าตัวตาย เป็นอันขาด นอกจากมนุษย์ นั่นเป็นเพราะสัตว์มันไม่มีวิญญาณ เหมือนกับมนุษย์เรา เมื่อมันเจ็บมันเจ็บแค่กาย แต่มนุษย์เรานั้น เจ็บทั้งกายและจิตใจ(จิตวิญญาณ)

              และพระคัมภีร์ยังได้บอกอย่างชัดเจนว่า เพราะเหตุที่มนุษย์เรา มีวิญญาณนี่เอง จึงทำให้มนุษย์เรา มีคุณค่ามากที่สุด ในท่ามกลางสรรพสิ่ง ที่พระองค์ทรงสร้าง ในตัวของมนุษย์เรานี้ มีส่วนผสม ทั้ง วัตถุ พืช สัตว์ และจิตวิญญาณ ที่มาจากพระเจ้า ถ้ามนุษย์ ไม่มีจิตวิญญาณแล้ว คุณค่าของเขา สู้วัวตัวหนึ่ง ยังไม่ได้เลย อะไร ในตัวของมนุษย์ที่เป็นวัตถุ นั่นก็คือ พวกหินปูน ที่เกาะอยู่ที่ฟัน (ที่มีส่วนผสม ของน้ำลาย ของมนุษย์) ขี้ไคล ขี้ตา ส่วนที่เป็นเหมือนพืช ก็คือ เล็บ ผม ซึ่งเวลาเราตัดมันก็ไม่รู้สึกเจ็บ และมันก็งอกใหม่ได้เรื่อยๆ ส่วนสิ่งที่เหมือนสัตว์ก็คือความรู้สึกเจ็บทางร่างกาย หิว ดีใจ เหล่านี้ (เราลองเอานิ้วหยิกแมวกับหยิกเนื้อของเราเอง ก็จะรู้ได้) และแต่ถ้ามนุษย์ ไม่มีวิญญาณแล้ว ดังผมที่บอกข้างต้น เขาก็มีราคา สู้วัวตัวหนึ่ง ยังไม่ได้เลย แต่การที่มนุษย์ เรารู้ว่าชีวิตของเรา มีคุณค่ามากที่สุด ก็เพราะเรา มีจิตวิญญาณ ที่พระเจ้า ทรงประทาน ให้นั่นเอง

              แต่น่าเศร้าใจที่มนุษย์เรากลับใช้ชีวิตของตนเองอย่างไร้ค่า และไม่เชื่อฟังกฏเกณฑ์ของพระเจ้า ดังนั้นเขาจึงล้มลงในความผิดบาป พระคัมภีร์บอกว่าชัดเจนว่า เมื่อมนุษย์เราล้มลงในบาป วิญญาณนั้น ตายสนิท แต่คนที่เชื่อ ในพระเยซูคริสต์ ได้รับความรอดแล้ว พระเจ้าจะทรง ประทานชีวิตใหม่ ให้แก่เขา ดังนั้น วิญญาณของเขา จะเริ่มฟื้นขึ้น เขาจะมี การเคลื่อนไหวของชีวิตใหม่เหมือน "ลม" เรามอง ไม่เห็นลม แต่เรารู้ว่ามีลม เพราะเห็นการเคลื่อนไหวของวัตถุ…(บางคนแรง บางคนเอื่อย แต่ยังไงก็ยังมี การเคลื่อนไหว) เช่นเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งรอดแล้ว เราจะเห็น การปรากฏการณ์ การเคลื่อนไหว 3 ประการ นี้ (จะต้องมี อย่างแน่นอน เด็ดขาด ถ้าเรายัง ไม่เคยมี ปรากฏการณ์ 3 ประการนี้ ต้องทูลขอ การกลับใจใหม่ ได้แล้ว เพราะนั่นเป็น เครื่องหมาย ว่าเรายังไม่รับ ความรอด หรือเรากำลังเชื่อไม่จริง) ปรากฏการณ์นี้ โดยทั่วไป คนภายนอก จะสังเกตเห็นได้ แต่บางปรากฏการณ์ อาจจะไม่แสดง ออกมาภายนอก เพราะบุคคลิค ของคนเรา ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่คน คนนั้นจะรู้เอง ระหว่างเขากับพระเจ้า

    1. ไวต่อบาป (เอเฟซัส 2.1,5)

                เมื่อเราเอาสิ่งของมาวางทับ คนเป็น กับ คนตาย คนที่มีชีวิตจะรู้สึกว่าหนักแน่นอน แต่คนที่ ตายแล้ว ต่อให้เอาสิบล้อมาทับก็เฉยๆ เมื่อเราเอามีดกรีดซากศพ กับกรีดคนที่ยังมีวิตอยู่ความรู้สึก ต่างกันเหมือนกับเราพอมีบาดแผล เราก็จะเจ็บ(และถ้าใครไปตอกย้ำ บดขยี้แผลของเรา เรายิ่งเจ็บ) แต่ลักษณะของสิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เมื่อมันมีบาดแผลร่างกายจะค่อย ๆ สมานหรือ ซ่อมแซมบาดแผลนั้น ซึ่งต้องใช้เวลา เมื่อคนหนึ่งได้เชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง เมื่อเขาทำบาป ความรู้สึกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาจะรู้สึกเจ็บปวดใจ(ถ้าใครมาพูด หรือมาย้ำความผิดของเขา เขาจะรู้สึกเจ็บปวดมาก) แต่นั่นเป็นลักษณะของชีวิตใหม่ ที่พระเจ้าทรงประทานให้และต้องใช้เวลา กว่าความรู้สึกเจ็บ จะหายไป(เมื่อคริสเตียนทำบาป แน่นอนพระเจ้าทรงอภัย แต่ผลที่เขา ได้รับจาก การทำบาป เจ็บกว่าคนไม่เชื่อหลายร้อยเท่า) และเมื่อบาดแผลหายแล้ว พวกเรา ที่เป็นคริสเตียน ก็ควรจะระวัง อย่าตั้งใจทำให้เกิดแผลอีก เป็นอันขาด (ถ้าใครตั้งใจเอามีดมากรีด ตัวเองให้เป็นแผล นั่นคงเป็นคนที่ไม่ค่อยมีสิตสัมปะชัญญะเท่าไหร่)

                หลายคนเมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว โดยธรรมดาเขาจะรู้สึกว่าเขาทำบาปมากกว่าเดิม แต่แท้จริง แล้วเขาไม่ใช่ทำบาปมากกว่าเดิมเขาทำบาปน้อยลงแต่การที่เขารู้สึกว่ามากขึ้น นั่นเป็นเพราะว่า เขามีชีวิตใหม่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไวต่อความผิดบาปที่เข้ามาในชีวิต จึงทำให้รู้สึกว่า ทำบาปมากลง แต่ตรงกันข้าม เขายิ่งมาจะยิ่งทำบาปน้อยลงอย่างแน่นอน

    2. อยากทำตามพระวจนะของพระเจ้าและเกลียดชังความบาป

                แต่ก่อนชีวิตเก่าเราเป็นเหมือนหมูชอบสิ่งโสโครก และ ทำตามที่ตนเองเห็นชอบ อยากทำอะไร ก็ทำโดยไม่แคร์ใครถูกผิดขึ้นอยู่กับความคิดและมาตรฐานของตัวเอง แต่เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนเราจากหมูให้เป็นแมว(เมื่อเราโยนหมูที่ล้างสะอาดแล้วลงโคลนมัน ไม่วิ่งหนี แต่จะนอนแช่ แต่ถ้าเราโยนแมวลงไป มันจะตะกุยหนีจากโคลนนั้น) เมื่อเราได้เชื่อใน พระเยซูคริสต์ ลึกภายในจิตใจของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเราเริ่มที่อยากจะทำตามที่พระเจ้า ทรงเห็นชอบ เราเริ่มที่จะยอมเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าและเอาพระคำของพระเจ้ามาเป็น มาตรฐานในการดำเนิน ชีวิตและเริ่มที่อยากจะเรียนรู้ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราดำเนินชีวิต อย่างไร เราลองสังเกตดู จิตใจของเรา เวลานี้ก็ได้ว่าเป็นเช่นนี้ไหมก็จะรู้ได้ว่าเรามีชีวิตใหม่แล้ว

    3. คนรอบข้างของเขาจะเริ่มสังเกตเห็น(โรม 10.9 )

                นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายและประกาศความเชื่อของเขา เมื่อคนหนึ่งเชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาจะต้อง มาถึงจุดที่ประกาศตัวเองว่าเขาเป็นคริสเตียน (ซึ่งการประกาศตัวเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเป็นสิ่ง น่าอายเลย เพราะว่านี่คือความจริง พระคัมภีร์เรียกคน ที่กล้ายอมรับว่า ตัวเองเป็นคริสเตียนว่า "คนกล้า" เพราะเขายอมรับในสิ่งที่จริง แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แต่พระคัมภีร์เรียกคนเหล่านั้น ที่รู้ว่าอะไรจริงแล้วมั่นใจแล้วแต่ไม่กล้ายอมรับ กลัวคน กลัวโน่นกลัวนี่ว่า "คนขลาด") และถ้า คนคนนั้นเชื่อในพระเยซูคริสต์จริง ชีวิตของเขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตของเขาจะมีอิทธิพลต่อทุกคนที่อยู่รอบข้างเขาอย่างแน่นอน

    Click Here
  4. เป็นคริสเตียนถ้ายังทำบาปอยู่เรื่อยๆ ยังจะรอดไหม?
    (
    เอเฟซัส2.8-9 / ยอห์น 1.12 / 2โครินธ์ 5.17 )

              สิ่งหนึ่งที่คริสเตียนเราแตกต่างจากศาสนาอื่นอย่างชัดเจนก็คือ "ศาสนาอื่นทำดีเพื่อรับความรอด แต่พวกเราคริสเตียนรอดแล้วจึงทำดี" และถึงแม้เขาอาจจะยังไม่สามารถทำดีได้เต็ม 100 % แต่เขาก็ ยังรอดอยู่ดี เพราะพระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า "การที่เรารอดนั้น รอดโดยพระคุณและความเชื่อ ไม่ใช่ ตัวเราทำเอง" เพราะฉะนั้นความรอดไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำของเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระคุณและความจริง แห่งพระวจนะของพระเจ้า

              นอกจากนั้นพระเจ้ายังทรงสัญญาว่า เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์ได้ประทานให้เรามีสิทธิ์ เป็นบุตรของพระองค์ด้วย เมื่อเราเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว เราก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าแผ่นดินสวรรค์ ตัวอย่าง ต่อไปนี้จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น เช่น..ถ้ามีใครมาบอกเราว่าเขาเป็นคนดียอดเยี่ยม อยากมาอาศัยอยู่ใน บ้านของเราตลอดชีวิต เราคงไม่มีทางให้แน่นอนถึงแม้เขาจะคิดว่าเขาดีขนาดไหนก็ตาม  เพราะเรา ไม่รู้จักเขา แต่ถ้าเป็นลูกของเรา เราให้นอนแน่ๆ ถึงแม้ลูกเราจะดื้อ ทำผิด เราต้องตีมันอยู่บ่อยๆ แต่ยังไงๆ เราก็ยังให้เขานอนอยู่ดี เพราะเขาเป็นลูกของเรานั่นเอง เช่นเดียวกัน..เมื่อเราเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว ถึงแม้เราจะผิดพลาดอยู่บ่อยๆ แต่เราก็ยังได้เข้าแผ่นดินสวรรค์อยู่ดี เพราะเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ในฐานะเป็นบุตรแล้วไม่มีลูกคนไหนเมื่อทำผิดแล้วจะไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ต่อไป เขาก็ยังเป็นลูกอยู่ดี เพียงแต่ขอให้เขาเมื่อทำผิดมาขอโทษ พ่อแม่ก็พร้อมจะให้อภัยอย่างแน่นอน แต่ถ้ามีบางคนคิดว่า "อย่างนี้ก็สบายซิ เพราะทำบาปแล้วก็ยังได้ขึ้นสวรรค์อยู่" คนที่คิดเช่นนี้ แสดงว่าเขายังไม่ได้รับความรอด เพราะคนที่ได้รับความรอดแล้วจะไม่พูดเช่นนี้……แน่นอนคริสเตียนมีโอกาสพลาดพลั้ง และทุกครั้ง ที่เขาพลาดพลั้งทำผิดความรู้สึกเจ็บจะมีมากกว่าคนไม่เชื่อ และเขาจะยอมรับการตีสอนจากพระเจ้า และขวนขวายที่จะแก้ตัวใหม่  (ฮีบรู 12.5-8./ 2โครินธ์ 7.9-11 )

    Click Here

  5. ทำไมเป็นคริสเตียนแล้ว ยังคงทำบาปอยู่เรื่อยๆ
    (
    2 โครินธ์ 5.17 )

              เมื่อคริสเตียนทำบาปเป็นเรื่องธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา … *เป็นเรื่องธรรมดาหมายถึงอะไร? ..หมายถึงว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในขณะที่อยู่ในขั้นตอนหรือขบวนการของการฝึกพัฒนาชีวิตใหม่และ เป็นขั้นตอนในการพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ(อิสยาห์ 1.16 /1 ทิโมธี 4.7 ) ใน 2 โครินธ์ 5.17 ในภาษา เดิมคือภาษากรีก จะมีคำว่า "กำลัง" (ing) อยู่ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้เขียนเป็นภาษาเดิม คงเป็นอย่างนี้ "ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ "กำลัง " ถูกสร้างใหม่แล้วสิ่งสารพัด เก่า ๆ ก็ "กำลัง " ล่วงไป นี่แน่ะ "กำลัง " กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น "..เขาจะเป็นเหมือนตึกที่กำลัง ถูกก่อร่างสร้างขึ้น ขณะที่กำลังสร้างตึก มันสกปรก และเลอะเทอะ คนที่สร้างตึกเขาจะเขียนป้ายติดไว้ว่า "ขออภัยในความไม่สะดวก กำลังทำการก่อสร้างอยู่ "…เช่นเดียวกัน ชีวิตของคริสเตียนก็กำลัง ถูกสร้างอยู่ ดังนั้นการบกพร่อง พลาดพลั้งนั้นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น เหมือนเด็กทารกกำลังหัดเดิน ทุกครั้งที่เขาฝึกเดินจะมีการล้ม และเมื่อเด็กล้ม ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่จะกระทืบซ้ำ มีแต่จะพยุงให้ลุกขึ้น และพูดให้กำลังใจลูก เพราะพ่อแม่รู้ดีว่าลูกมีศักยภาพที่จะเดินได้แต่การที่ล้ม เพราะลูกอยู่ในขั้นตอน ของการฝึก เพราะฉะนั้นลูกล้มร้อยครั้ง พ่อแม่ก็พยุงให้ลุกขึ้นร้อยครั้ง เพราะพ่อแม่รู้ดีว่า วันหนึ่ง ลูกจะเดินได้ เพราะฉะนั้นไม่มีพ่อแม่คนไหนซ้ำเติมเมื่อลูกล้ม แต่พ่อแม่จะไม่พอใจเลย ถ้าลูกล้มแล้ว ไม่ยอมลุกขึ้น เอาแต่พูดว่า "เดินไม่ได้หรอก เดินไม่ได้หรอก.."ไม่ใช่เดินไม่ได้ แต่ไม่ยอมฝึกเดินต่างหาก"

              อย่าลืมว่าเรามีความเคยชินต่อชีวิตเก่าแต่เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์จะฝึกเราให้ดำเนิน ชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นชีวิตที่เรายังไม่คุ้นเคย ดังนั้นต้องมีการฝึก (เหมือนเราฝึกเขียนภาษาจีนที่เราไม่เคย เรียนมาก่อนมันก็แตกต่างกับภาษาเดิมที่เราเคยชินกับมันจนมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ชีวิตเราเช่นเมื่อเราเขียนคำว่า "เกลียด" เราสามารถเขียนหรือหลับตาก็เขียนได้ทันที โดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าสระ "เ" หรือ ตัว "ก" มันเขียนอย่างไร เพราะมันเป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิตของเราแล้ว แต่ถ้าเราจะเขียนคำว่า "รัก" เป็นภาษาจีน เราไม่ชินกับมันแน่ๆ ) ชีวิตเก่าของเรานั้นชินกับมันมาก เมื่อมีรถปาดหน้าเรา เราก็ด่าทันที เมื่อมีคนทำให้เราไม่พอใจเราก็โกรธ ทันที เมื่อมีเรื่องเราก็โกหกเพื่อให้พ้นตัวทันที..แต่ชีวิตใหม่ ไม่ใช่เช่นนั้น พระองค์จะฝึกเรา ให้เป็นเหมือน นิสัย ที่พระเจ้าต้องการ ที่บันทึกอยู่ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ และพระองค์จะฝึกเราทุกวัน ดังนั้นชีวิต คริสเตียนเป็นชีวิตที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะเราจะได้รับบทเรียน การฝึกชีวิตจากพระเจ้าตลอดเวลา เช่น สมมุติว่าเราเป็นคนขี้โมโห เมื่อเราขอให้พระองค์ช่วยเราให้พ้นจากนิสัยไม่ดีนี่ เราก็จะพบกับเรื่อง ที่ทำให้ เราต้องโมโหอยู่เรื่อยๆนั่นอย่าแปลกใจ เพราะพระเจ้ากำลังฝึกให้เราไม่โมโหหรือเอาชนะความขี้โมโหอยู่ ถ้าเราไม่ค่อยมีความรัก พระเจ้าก็จะให้เราพบกับเหตุการณ์ที่เรารักไม่ค่อยลง เพื่อเราจะสามารถที่จะให้ หรือเรียนรู้ที่จะรักได้ และมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าจะทรงใช้ เหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อฝึกฝนชีวิต ของลูกของพระองค์ให้ยิ่งมายิ่งดีขึ้น

              ดังนั้นในขณะที่เราอยู่ในขั้นตอนขบวนการในการฝึกชีวิตใหม่นั้นเราอาจจะพลาดพลั้งทำความผิดบาป อยู่บ่อย ๆ แต่อย่าท้อใจ เพราะพระบิดาคือพระเจ้าของเราไม่เคยซ้ำเติม แต่พระองค์พร้อมที่จะพยุงให้เรา ลุกขึ้นในทุกครั้งที่เราล้มลง ขอเพียงแต่เรามีใจอยากจะฝึก มีใจที่ยอมที่จะพัฒนาชีวิต มีใจที่อยากจะลุกขึ้น มีใจที่จะขออภัยในความผิดที่ทำต่อพระองค์ พระองค์ก็จะทรงพยุงเราและฝึกเราให้ยิ่งมายิ่งดียิ่งขึ้นและ ขั้นตอนขบวนการของการฝึกนี้ ไม่ใช่ปีสองปีก็สำเร็จบริบูรณ์ แต่เป็นขั้นตอนหรือขบวนการที่จะต้องฝึก ตลอดชีวิตของเรา ซึ่งยิ่งมาไม่ว่าคนอื่นหรือตัวของเราเองจะยิ่งสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น สำหรับคริสเตียนแล้ว การล้มลงในบาป เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะต้องเกิดขึ้น แต่ทุกครั้งที่ล้มลงในบาป เขาจะขออภัยพระเจ้าและลุกขึ้นรับการฝึกอีกครั้ง และวันหนึ่งเขาจะทำได้อย่างแน่นอน เพราะพระเจ้า ทรงประทานศักยภาพแห่งชีวิตใหม่ให้แก่เขาแล้ว เหมือนกับเรากำลังฝึกเขียนคำว่า "รัก"ในภาษาจีน ตอนแรกอาจจะเขียนผิดเขียนถูก แต่ถ้าเราฝึกเรื่อย ๆ (และเราก็มีศักยภาพที่จะเขียนมันได้ด้วย) มันก็ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราได้อย่างแน่นอน

    *เป็นเรื่องไม่ธรรมดาหมายถึงอะไร?
              หมายถึง เมื่อคริสเตียนทำบาป เขาจะเห็นว่านี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องที่ผิดปกติในชีวิต คริสเตียน ซึ่งเขาต้องทิ้งและเอาชนะมัน ซึ่งแตกต่างกับคนไม่เชื่อที่เห็นว่า การทำบาป เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นเป็นไร แต่สำหรับคริสเตียน เขาจะเห็นว่า "เป็นไร" และต้อง เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง แก้ไข ให้ชีวิตถูกต้อง กับความจริงในพระคัมภีร์ (2 ทิโมธี 3.16 )

    Click Here

  6. คริสเตียนเป็นผู้ที่อยู่ในกฏใหม่แล้ว
    (
    โรม7.21-25. / โรม8.1-2 )

              *การที่คริสเตียนเราสามารถที่จะมั่นใจในความรอดได้อีกประการหนึ่งก็เพราะว่าเราอยู่ในกฏใหม่แล้ว คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์นั้น แต่ก่อนเขาอยู่ภายใต้กฏหมาย ซึ่งเมื่อเขาทำผิดก็ต้องว่าไปตามกฏหมาย ไม่มีคำว่า "อภัย" แต่เมื่อเขาเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ย้ายเขาเข้ามาอยู่ในกฏอีกกฏหนึ่งนั่นก็คือ "กฏครอบครัว" ซึ่งเมื่อเขาทำผิด เขาจะถูกตีแต่จะมีการให้อภัย (พระธรรมโรม 8.1-2 )  เหมือนกับมี ขโมยมาขโมยเงินคุณ 5 ล้านบาท พอตำรวจจับได้คุณก็ให้ตำรวจว่าไปตามกฏหมาย ถึงแม้โจรคนนั้น จะอ้อนวอนอย่างไร คุณก็ไม่มีทางยกโทษให้เขาแน่ แต่ถ้าลูกคุณขโมยเงิน 5 ล้านบาทเช่นกัน เมื่อคุณจับได้ เขาขอโทษคุณ คุณไม่มีทางจับลูกติดคุกแน่(ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่มีสติดี) กับโจรคุณใช้ กฏหมายที่ยุติธรรม แต่กับลูกคุณใช้ กฏครอบครัว(ผมขอให้คุณใช้เวลาลองคิดความจริงในเรื่องนี้ดู แล้วคุณจะเข้าใจได้ว่า คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถึงแม้เขาอาจจะพลาดพลั้งทำผิดบาปแต่เพราะเขาถูกย้ายมาในกฏครอบครัวแล้ว ดังนั้น เขารอดจากการพิพากษาแน่นอน)

    Click Here

  7. การดำเนินชีวิตคริสเตียนไม่ใช่เรื่องง่าย

              เมื่อคุณได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เวลานี้ในใจของคุณจะมีพลังอย่างหนึ่ง ที่กำลังทำงานอยู่ในคุณ พลังนี้จะเรียกร้องและพลักดัน ทำให้คุณอยากที่จะทำตามกฏเกณฑ์ของพระเจ้า และไม่อยากทำตามที่ใจตนเอง ปรารถนาอีกต่อไป และเวลานี้พระองค์ได้ทรงย้ายคุณ ออกจากอาณาจักร ของความบาป เข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้าแล้ว และกฏเกณฑ์ของพระเจ้า สำหรับพวกเราที่เป็น คริสเตียน ก็คือ"พระคริสต์ธรรมคัมภีร์"...

อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง  เมื่อเราไม่ดำเนินชีวิต
ในความบาปอีกต่อไปอีกต่อไป?

          ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ได้บอกอย่างชัดเจนว่า เมื่อคนหนึ่งกลับใจมาเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาจะโดน คนเกลียดชังแบบไร้สาเหต ุ ......ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?... . นั่นก็เพราะว่า เขาไม่ได้อยู่ในกฏ แห่งความบาป อีกต่อไป บัดนี้เขาได้ถือกฏ คนละฉบับกับมนุษย์คนอื่น ๆ   และเขาก็ได้นำกฏ ที่เขาถือนั้น ประพฤติออกมา ให้เห็น ซึ่งกฏที่เขาถือนั้น มันเป็นกฏที่แท้จริงของพระเจ้าที่บันทึกอยู่ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ เมื่อเป็น เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนจะเกลียดชังเขาอย่างไร้สาเหตุ ทำไมถึงเกลียดชัง? นั่นก็เพราะ การแสดงออก ของกฏใหม่ ที่เขาประพฤติออกมานั้น มันเป็นความจริง และเป็นความสว่างที่ทำให้มนุษย์คนอื่น ๆ เห็นถึงความผิดบาปของ ตนเอง คนที่เป็นคริสเตียนจริง ๆ  นั้น ในตัวของเขา จะมีพลังผลักดันอย่างหนึ่ง ที่จะกระตุ้น และให้กำลังแก่เขา ที่จะเลิกในการกระทำที่เลวร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า และหันกลับมา ทำในสิ่งที่ดีงาม ในสายพระเนตร ของพระเจ้าอีกด้วย (ไม่ใช่แค่เลิกทำ ในสิ่งที่ไม่สมควรทำเท่านั้น แต่เขายัง ทำในสิ่งที่เขาสมควรทำอีกด้วย) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ สุภาษิตที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม " ใช้ไม่ได้เลยกับคริสเตียน ถ้าเขารู้ว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ผิด เขาจะ กล้าหาญและพร้อมจะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง

          มีคนหนึ่ง ที่ทำงานราชการ ในหน่วยงานหนึ่งได้กลับใจมาเป็นคริสเตียน หลังจากนั้นมีพลังอย่างหนึ่ง ที่พลักดันให้เขา มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และกระตุ้นให้เขา ที่จะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง เขาจึงเริ่มเซ็นชื่อ ลงเวลา ขึ้นทำงาน แบบสัตย์ซื่อ (ซึ่งแต่ก่อน ที่เขาจะ เป็นคริสเตียนนั้น ลงเวลาขึ้นทำงานไม่ใช่เวลาจริงเลย) และวันแรก ที่เขาเริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้อง เสียงประชดชัน เสียงไม่พอใจ จากเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน ก็เต็มรูหู ของเขา แต่เขา รู้สึกแปลกใจที่เขาสามารถทนได้และมีสันติสุขลึก ๆ ในจิตใจของเขา ซึ่งเป็นความรู้สึก ถึงความภูมิใจ ที่เขาได้ทำ ในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะโดนคน ไม่ชอบก็ตาม

          มีชายคนหนึ่งเขาได้เปิดร้านอาหารที่ขายเหล้า และก็ชอบดื่มเหล้าด้วย ซึ่งในใจของเขาก็คิดว่า "ไม่เห็นบาป อะไร นี่เป็นอาชีพสุตจริตและไม่ผิดกฏหมาย ฉันดื่มเหล้าก็เงินของฉัน ร่างกายของฉัน" ต่อมาเมื่อเขากลับใจมา เป็นคริสเตียน เขาได้เลิกดื่มเหล้า และเลิกขายเหล้า ซึ่งทำให้รายได้ ของเขาลดลง อย่างน่าใจหาย (เพราะคนส่วน มากชอบกินเหล้า) คนที่สนิทกับเขาได้บอกเขาว่า "ทำไมเอ็ง ต้องเคร่ง ศาสนา มากนักว่ะ? เชื่อก็เชื่อ ไม่ต้องบ้า ขนาดนั้น" ทำไม แต่ก่อน เขาดื่มเหล้า และเปิดร้านขายเหล้า ไม่ถูกด่าว่าบ้า แต่พอเลิกดื่มและ เลิกขายเหล้ากลับ ถูกด่าว่าบ้า? ไม่มีเหตุผลอื่น นั่นเป็นเพราะบัดนี้ เขาได้ ถือกฏที่แท้จริง ของพระเจ้าแล้วนั่นเอง

          เมื่อคุณได้มาเป็นคริสเตียนแล้ว คุณอย่าได้แปลกใจ ว่าเลยว่า "ทำไม..คนจึงไม่ค่อยชอบ พระเยซูคริสต์ แบบไร้สาเหตุ?" นั่นเป็นเพราะ มนุษย์เรา รักความมืด มากกว่า รักความสว่าง เพราะการกระทำ ของคนเหล่านั้น ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จริงๆ จะเป็นเหมือนความสว่าง ที่ส่องให้เขาเห็น ธาตุแท้ในใจของเขา เขาจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ เพราะการกระทำ ความคิด ของคริสเตียนนั้น มีเหตุผล และเป็นเหตุผล ที่สมเหตุสมผล คริสเตียน จะไม่เห็นด้วย กับการกระทำ ที่ไม่ถูกต้องกับเขา และกล้าที่จะยืนหยัด เพื่อความจริง ของพระเจ้า ดังนั้นเขาจึง เกลียดชัง คริสเตียน ไม่ใช่เพราะ การกระทำของ คริสเตียนคนนั้นไม่ดี แต่เพราะการกระทำของคริสเตียน คนนั้น ทำให้เขารู้สึกว่า การทำผิดบาปไม่ใช่เรื่องปกติ หรือธรรมดาอีกต่อไป เหมือนกับ ตำรวจนายหนึ่งที่ ไม่ยอมกินสินบน (ไม่ตามน้ำ) ร่วมกับ ตำรวจนายอื่น ๆ  คุณคิดว่า ตำรวจนายนั้น จะได้รับการยกย่องจาก ตำรวจนายอื่น ๆ หรือ ? ไม่มีทาง เขาจะถูกเกลียดต่างหาก ทำไมถึงเกลียด? คุณทราบดีอยู่แล้ว แต่ถ้าตำรวจ นายนั้น เป็นคริสเตียน เขาก็จะกล้ายืนหยัด ในสิ่งที่ถูกต้อง และถ้าถึงที่สุดจริง เขาก็ยอมออกจาก ตำรวจดีกว่า ทำในสิ่งที่ขัดกับ มโนธรรม หรือขัดกับกฏ แห่งความจริง ของพระเจ้า

          ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ได้บันทึกคำตรัส ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งสามารถที่จะสรุปได้ อย่างชัดเจนดังนี้ว่า "ถ้าใครจะติดตามเรา เขาจะต้องเป็นคนกล้า ที่จะยืนหยัด ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าการนับถือ พระเจ้าองค์เดียวและ การประพฤติที่ดีงาม ตามกฏที่เป็นมาตรฐาน ที่แท้จริง ที่พระเจ้าให้ กับมนุษย์ และเราขอบอก ให้ท่านทั้งหลาย รู้ว่าเส้นทาง สำหรับคนที่ จะเดินตามทาง ของเรานั้น ไม่ใช่โปรยด้วย กลีบดอกกุหลาบเลย แต่จะมีการข่มเหง จะถูกเกลียดชัง โดยไร้สาเหตุจากโลกใบนี้ และขอท่านรู้เถิดว่า การที่เขาเกลียดชังท่านนั้น ไม่มีเหตุผลและไม่ สมเหตุสมผลเลย แต่เราบอกความจริง แก่ท่านทั้งหลายว่า ปลายทาง ที่เราจัดเตรียมให้ท่านนั้น มันคุ้มเกินคุ้ม และยอดเยี่ยมที่สุด ท่านกล้ายอมรับ ในสิ่งที่เราได้พูด มาข้างต้นนี้ไหม? ถ้าท่านกล้า ก็ตามเรามา"

          พี่น้องคริสเตียนทุกท่าน ผมเชื่อแน่ว่า คุณไม่ใช่คนขลาด ขอให้คุณ ที่จะมั่นคง ในทางของ พระเยซูคริสต์ ขอให้คุณมั่นใจเถิดว่า คุณได้ตัดสินใจถูกแล้ว เมื่อคุณกล้าที่ยืนหยัด ในกฏที่แท้จริง ของพระเจ้า ที่เป็นมาตรฐาน ที่แท้จริง ที่พระเจ้า ทรงกำหนด ให้กับมนุษย์ และเป็นกฏที่มีเหตุผล ที่สมเหตุสมผล ที่ไม่ขัดแย้งกับสติปัญญา และความคิด วินิจฉัยของ ความเป็นมนุษย์ ในตัวของคุณแล้วละก็.... ในวันสุดท้าย คุณก็จะดีใจว่า คุณได้กล้า ที่จะยืนหยัด และทำตามกฏ ที่แท้จริงของ พระเจ้า แต่ถ้าคุณ ไม่กล้ายืนหยัด เพื่อความจริง ตามกฏแท้จริงของ พระเจ้า ผมขอโทษ ที่ต้องขอบอกคุณตรงๆว่า คุณจะเสียใจ ที่ไม่ได้ยืนหยัด และทำตามกฏที่แท้จริง ของพระเจ้า แต่ผมเชื่อว่า..คุณไม่ใช่คนอย่างนั้นแน่นอน


Click Here

คำถาม - คำตอบ

1) ถ้ายังไม่กล้าบอกครอบครัวว่าตัวเองเป็นคริสเตียนแล้ว ควรจะทำอย่างไรดี?

ตอบ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า การเชื่อในพระเยซูคริสต์ คือภายในจิตใจ ไม่ใช่ภายนอก ซึ่งจิตใจของเรา เป็นอย่างไรนั้น ไม่มีใคร ที่สามารถ จะหยั่งรู้ได้เลย มีเพียงเรา กับพระเจ้าเท่านั้น ที่รู้ว่าเราได้เชื่อจริง หรือเปล่า ดังนั้น เมื่อเราเข้าใจ ในความจริง เกี่ยวกับความรอด ของพระเยซูคริสต์ เราก็ควรจะรับและ ยึดมั่น ในความจริงนั้น โดยไม่ต้องไปกังวลว่า ครอบครัว หรือ คุณพ่อคุณแม่ จะต่อว่าเรา เพราะว่า เป็นเรื่องส่วนตัว ของจิตวิญญาณเรา และอีกอย่าง เพราะเหตุ ที่เรารู้ว่า สิ่งที่เราได้ฟังเป็นความจริง เราจึงยึดถือ และสมควรอย่างยิ่ง ที่เราควร จะนำครอบครัว ของเรามาสู่ความจริงนั้นด้วย โดยทั่วไป เมื่อคนหนึ่ง ได้รับเชื่อ ในพระเยซูคริสต์ เขาก็จะประกาศตัวทันที แต่เพราะเหตุว่า บุคลิกแต่ละคน แตกต่างกัน และสภาพแวดล้อม หรือสถานะ ของแต่ละคน ก็แตกต่างกัน ดังนั้น เป็นการง่ายมาก สำหรับบางคน ที่หลังจากเชื่อ พระเยซูคริสต์แล้ว ก็ประกาศตัวออกมาทันทีว่า เขาเป็นคริสเตียน แต่สำหรับบางคน เขาอาจจะต้องขอเวลา หรือใช้เวลาบ้าง ในการค่อย ๆ บอกกับครอบครัว หรือ สังคมรอบข้างว่าเขา เป็นคริสเตียน

          ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ มีบันทึกเรื่องของ ชายคนหนึ่ง ชื่อ "นาอามาน " ซึ่งเป็นแม่ทัพของ ประเทศซีเรีย ท่านเป็นโรคเรื้อน และได้รับการรักษา จากพระเจ้า ให้หาย ท่านจึงตัดสินใจ ที่จะเลิกติดตาม พระต่าง ๆ และขอติดตาม พระเจ้า ที่เที่ยงแท้แต่องค์เดียว ที่สร้างชีวิตของท่าน แต่เพราะเหตุที่ทางประเทศ ของท่าน มีกฏมณเทียรบาล บางอย่าง ที่ทำให้ท่าน ไม่กล้าที่จะบอกว่า ตัวเองนั้น ได้เชื่อใน พระเจ้า ดังนั้น ท่านจึงขอ พระเจ้าทรงอภัยแก่ท่าน ในเรื่องนี้ ซึ่งผู้รับใช้ ของพระเจ้า ก็ไม่ได้ตำหนิท่าน (2 พงษ์กษัตริย์ 5.1-19 ) จากตัวอย่าง ที่บันทึก ในพระคัมภีร์นี้ เราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงทอดพระเนตร ที่จิตใจไม่ใช่ ภายนอก แต่ไม่ใช่ว่า นาอามาน จะไม่ประกาศตัวตลอดชีวิตว่า ตนนั้นได้เชื่อ ในพระเจ้า ที่เที่ยงแท้แล้ว แน่นอน เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ความเชื่อของ นาอามาน จะต้องปรากฏ แก่คนรอบข้างของเขา อย่างแน่นอน เช่นเดียวกัน วันนี้ เราอาจจะยัง ไม่กล้าบอก คนในครอบครัว ของเราว่า เราเป็นคริสเตียนแล้ว เราก็ สามารถเงียบได้ แต่ต้องอธิษฐาน ขอพระเจ้า จัดเตรียมเวลาที่เหมาะสม หรือ โอกาสเหมาะ ที่เราจะบอกกับ คนในครอบครัวของเราว่า เราเป็นคริสเตียนแล้ว และในขณะเดียวกัน ถ้าเราได้เชื่อ ในพระเยซูคริสต์ อย่างแท้จริงแล้ว ชีวิตใหม่ ของเราจะพลักดัน และเปลี่ยนแปลงชีวิต ของเราให้ดีขึ้นซึ่งยิ่งมายิ่งจะปรากฏ ออกมา ให้คนในครอบครัว สังเกตเห็นอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้น ถ้าเขาถาม ก็เป็นโอกาสอันดี ที่เราจะ ประกาศตัว และบอกว่า คนในครอบครัวของเราว่า เราเป็นคริสเตียนแล้ว

Click Here

2) มีบางคนบอกว่า "พระเจ้าสอนให้รักและเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าพ่อแม่" จริงหรือไม่?

ตอบ ในมัทธิว 10.34-39 มีข้อความบางประโยค ที่มักจะเป็นปัญหา ของคุณพ่อคุณแม่ หลายคนที่ทำ ให้เข้าใจผิด ในความเชื่อ ของคริสเตียน และดูเหมือนว่า คริสเตียน นั้นสอนไม่ให้เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ มี 3 ประการ ที่เราควรจะทำ ความเข้าใจก่อนที่เราจะ อธิบายในเรื่องนี้

  1. เราต้องรู้ว่า พระเจ้า คือที่มาของ สรรพสิ่งทั้งปวง เป็นแหล่งกำเนิด ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง พระองค์ ทรงประทาน ชีวิต อากาศ อาหาร ให้แก่มนุษย์ (ซึ่งสิ่งที่จำเป็นสำหรับ การดำรงชีพอยู่ ของมนุษย์นั้น มนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้นมาเลย แต่พระเจ้า ทรงจัดเตรียมให้ และมนุษย์นำมันมาใช้ เท่านั้น)  เมื่อเรารู้ว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของเราเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ ถ้าเราไม่ รักเราก็จะถูกเรียกว่า "อกตัญญู" แน่นอน ดังนั้น พระเจ้า จึงเป็นบุคคลที่ สมควรที่มนุษย์เรา จะรักอยู่แล้ว

  2. ไม่มีใครที่สติสมประกอบจะไม่รัก บรรพบุรุษของเขา ถ้าเราไปถามคุณพ่อคุณแม่ของเราว่า "อยากให้ เรารัก ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราไหม?"..คำตอบก็คือ "อยากให้ รักน่ะซิ!" และถ้าเราถามต่อไปว่า "อยากให้เรารักใครมากกว่ากัน?" ...คำตอบที่เราจะได้ยินก็คือ "มันคนละอย่างกัน รักปู่ย่า ตายาย ก็รักอีกแบบหนึ่ง รักพ่อแม่ก็อีกอย่างหนึ่ง"....เช่นเดียวกัน ถ้าเราไล่ไปเรื่อยๆในสายบรรพบุรุษของเรา เราก็จะพบว่า ที่มาแรกเริ่มที่ให้ชีวิตแก่บรรพบุรุษของเราคือ พระเจ้า ...... ดังนั้น เราควรจะรัก พระเจ้าไหม? ควร และเราควรจะรัก พระเจ้า กับพ่อแม่ ของเราอย่างไหนมากกว่ากัน?...เทียบไม่ได้ เพราะรักคนละอย่างกัน รักพระเจ้า ก็รักอีกแบบหนึ่ง รักมนุษย์ ก็รักอีกแบบหนึ่ง

  3. ความรักที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์นั้น เป็นความรักที่แตกต่างจากสัตว์ เพราะเป็นความรัก ที่มีเหตุและผล มีการแยกแยะผิดหรือถูกได้ เราอาจจะรักคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่ารักเขาเสียจน เห็นว่าสิ่งที่เขากระทำทุกอย่างแม้กระทั่งเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ถูกต้อง ขัดกับความจริง ไม่สมเหตุสมผล เราก็เห็นด้วยกับเขา ถ้ามีใครรักเช่นนี้ คุณลองคิดดูว่า คุณเห็นด้วยไหม? ที่รักแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่คำนึงผิดถูกเช่นนี้ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงเหตุการณ์ระหว่าง ที่ต้องเลือก ระหว่างถูกและผิด มีเหตุผลหรือไร้เหตุผล เราที่เป็นมนุษย์ ควรจะไตร่ตรอง และสมควร ที่จะเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง และสมเหตุสมผล แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายที่เราไม่ได้เลือกเขาก็จะบอก ว่า "เราไม่รักเขา หรือ รักอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าเขา" แต่เราไม่รักเขาจริงหรือ?..ไม่ใช่แน่นอน เรารักเขา แต่การที่เราไม่เห็นด้วยกับเขา หรือ ไม่เชื่อฟังเขา ไม่ใช่เพราะเราไม่รักเขา แต่เพราะการกระทำ ของเขานั้นขัดกับเหตุและผลหรือขัดกับความจริง และความจริงและสิ่งที่สมเหตุสมผล ถูกต้องตาม มโนธรรมทุกอย่างก็มาจากพระเจ้าทั้งสิ้น(ถ้าคุณเป็นพี่น้องคริสเตียน ขอให้คุณที่จะเล่าเรื่องของ โยนาธานที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องของซาอูล บิดาของเขา ในการที่อยากจะฆ่าดาวิด ผู้ไร้ผิด โยนาธานนั้นรักพ่อของเขา แต่เมื่อคุณพ่อทำไม่ถูก เขาก็จำเป็นที่จะต้องเลือกที่จะไม่เห็นด้วย กับการกระทำที่ผิดๆของบิดาเขา ซึ่งมันคนละประเด็นกับ รักหรือไม่รักพ่อ)

              เมื่อเราทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว  เราก็จะมาดูข้อพระคัมภีร์ ที่พระเยซูตรัสไว้กัน
    มัทธิว 10: 34 - 39  ในพระคัมภีร์ตอนนี้ ไม่ใช่มาเทียบว่า รักพระเจ้า หรือ รักพ่อแม่ รักฝ่ายไหน มากกว่ากัน? เพราะเป็นการ รักคนละแบบคนละอย่างกัน เหมือนกับถ้าจะถามเราว่า รักคุณพ่อคุณแม่ หรือ รัก สามีหรือภรรยา ของเรา มากกว่ากัน ? เราก็บอกว่า "ก็รัก หมดนั้นแหละ แต่มัน รักคนละอย่าง คนละแบบกัน แต่เมื่อมาถึง เหตุการณ์ที่มีถูก และผิด ที่เราจะต้อง เลือกว่า จะเลือกฝ่ายไหน? และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเลือก ว่าจะอยู่ฝ่ายพ่อแม่ หรือ สามีภรรยาของเรา ถ้าเราเป็นคนที่รักในเหตุผล รักใน ความจริง เราก็สมควรที่จะเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายที่เราไม่ได้เลือก เขาก็จะต่อว่าเราว่า "เรารักอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าเขา"

              ถ้าคุณเป็นคนที่มีเหตุผล ลองนั่งคิดดูสิ่งที่อ่านมาข้างต้น ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจและแยกแยะได้ คนที่เป็นพ่อแม่นั้นรักลูกทุกคน ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่รักลูก แต่ถ้าลูกทำผิด พ่อแม่ที่ดี จะไม่มีทาง เห็นด้วยแน่นอน เมื่อไม่เห็นด้วย ลูกของเขาอาจจะบอกว่า "พ่อแม่ ไม่รักเขา" ประโยคนี้ถูกไหม? ไม่มีทางถูก พ่อแม่รักกับ ไม่เห็นด้วย มันคนละประเด็นกัน เช่นเดียวกัน เราที่เป็นลูกก็รักพ่อแม่ แต่ถ้า พ่อแม่ ทำในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลขัดกับความจริง และขัดกับมโนธรรมจะให้เราที่เป็นลูก ทำตามได้อย่างไร?

              ในบริบทนี้ที่พระเยซูทรงตรัส พระองค์กำลังหมายถึงสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น พระองค์ตรัสว่า "ถ้าท่านจะติดตามเรามา ท่านกล้าที่ยืนหยัดในความจริง และความถูกต้องตาม พระวจนะของเรา ถึงแม้เมื่อท่านทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจจะโดนการเกลียดชัง ท่านยังจะกล้าไหม? เรารู้ดีว่า ถ้าคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านก็ง่ายต่อการที่ไม่เห็นด้วยกับเขา แต่ถ้าคนที่ทำ ไม่สมเหตุสมผลขัดกับความจริง ขัดกับมโนธรรมของมนุษย์เป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ ของท่านล่ะ? ท่านคิดว่าท่าน ยังกล้า ที่จะยืนหยัดในความจริง แม้จะโดนพวกเขาเหล่านั้นเข้าใจผิดว่า "ท่านนั้น รักเรามากกว่าพวกเขา" หรือไม่?...ถ้าท่านกล้า..จงตามเรามา"

              ข้างต้นนี้เป็นความหมายที่แท้จริง ของพระดำรัสของพระเยซูคริสต์ คุณที่เป็นพ่อแม่ลองคิด ดูซิว่า การที่คุณบอกว่า "พระเยซูสอนลูกของฉัน ให้รักพระเจ้ามากกว่าฉัน" นั้น คุณว่ามาจากเรื่องใด ที่ทำให้คุณพูดประโยคนี้ ถ้ามาจากการที่เขาไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องที่ถูกต้อง สมเหตุสมผลและ สอดคล้องกับความจริง ไม่ขัดกับมโนธรรมของมนุษย์ ของคุณ โดยเขาอ้างว่า "พระคัมภีร์สอนว่า ไม่ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ เชื่อฟังพระเจ้าก็พอ" ถ้าเป็นเช่นนี้ ขอให้คุณรู้เถิด ว่านั่นไม่ใช่คำสอนจาก พระคัมภีร์เลย ขอให้คุณด่าเถอะเพราะด่าถูกแล้ว และช่วยบอกทางคริสตจักรด้วยจะเป็นพระคุณ อย่างสูง ทางเราจะอบรมเขาให้ถูกต้องเอง แต่ถ้าเบื้องหลังของคำพูดของคุณ มาจากการที่ลูกของคุณ กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ทำตามในข้อเรียกร้อง ที่ขัดกับความจริง หรือไร้เหตุผลที่คุณต้องการ จากลูกคุณลองคิดดูซิว่า คำพูดของคุณนั้น"มันสมเหตุสมผลหรือไม่?"

              มาถึงตรงนี้หวังว่าคุณคงจะเข้าใจในคำสอนของพระคัมภีร์แล้ว สุดท้ายนี้ ผมขอบอกคุณด้วย ใจจริงว่า พระคัมภีร์ของ คริสเตียนนั้นสอนให้ ลูกรักและให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน ถ้าลูกคนใด ไม่ทำตามคำสอนนี้ พระเจ้าจะทรงพิพากษา ลงโทษเขาอย่างรุนแรงแน่นอน (สุภาษิต 30.17 / เอเฟซัส 6.1-3 / อพยพ 20.12 /เฉลยธรรมบัญญัติ 5.16 , 27.16 )

Click Here

3) คริสเตียนจะวางตัวอย่างไรเมื่อเข้าร่วมในพิธีศพของครอบครัวหรือคนที่ยังไม่เชื่อ?


(
1 โครินธ์ 10.23 - 33)

ตอบ ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าแท้จริงแล้ว พิธีการไหว้หรือทำความเคารพศพแก่ผู้ตาย หรือบรรพบุรุษ นั้น คนที่ก่อตั้งพิธีนี้ แต่ดั้งเดิมนั้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงถึงการ ไว้อาลัยและให้เกียรติ ต่อผู้ตายหรือ บรรพบุรุษ ของคนรุ่นหลัง เพื่อแสดงว่า คนรุ่นหลัง ไม่ได้ลืมสิ่งที่ คนรุ่นก่อน หรือบรรพบุรุษได้กระทำ เพื่อพวกเขา ซึ่งถ้าปัจจุบันนี้ พิธีเหล่านี้ ยังคงความหมายเดิมอยู่ พวกเราคริสเตียน ก็คงจะสามารถที่จะ เข้าร่วม หรือทำตามประเพณี นี้ได้ แต่เพราะว่า คนรุ่นต่อมา ได้นำเอาพิธีนี้มาผสมผสาน กับความเชื่อ ทางศาสนา ซึ่งทำให้คนทั่วไป ส่วนมากหลงเข้าใจไปว่า

  1. วิญญาณของผู้ที่ตายหรือบรรพบุรุษสามารถที่จะสื่อสารกับคนที่เป็นอยู่ได้
  2. วิญญาณของผู้ที่ตาย หรือบรรพบุรุษ มีฤทธิ์สามารถ ที่จะอวยพรผู้ที่ยังเป็นอยู่ได้

              เมื่อคนทั่วไป ส่วนมากเข้าใจเช่นนี้ พวกเราที่เป็นคริสเตียน ก็ไม่ควรปฎิบัติตาม พิธีไหว้ศพ หรือเคารพศพ หรือบรรพบุรุษ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เพื่อไม่ให้คนทั่วไปสะดุด คิดว่าพวกเราคริสเตียน ก็เชื่อว่าวิญญาณ ของผู้ที่ตาย ยังสามารถสื่อสาร รับรู้ สิ่งที่ผู้ที่ยังเป็นอยู่ กระทำเพื่อเขาและเขาอาจจะ คิดว่า พวกเราคริสเตียน ก็เชื่อว่าวิญญาณ ของผู้ตายนั้น สามารถอวยพร และคุ้มครองคนรุ่นหลังได้

              แต่อย่างไรก็ตาม การที่เราบอกว่า คริสเตียนไม่ควร เข้าร่วมในการเคารพ หรือ ไหว้ศพผู้ตาย หรือบรรพบุรุษนั้น ก็ไม่ใช่หมายความว่า จะบังคับให้ คริสเตียนทุกคน จะต้องทำตามอย่างเด็ดขาด เพราะว่าบุคลิก ลักษณะนิสัย ปัจจัย ทางสภาพแวดล้อม ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นผม จึงเสนอแนวความคิดเพื่อเป็นทางออกให้กับพี่น้องคริสเตียน 2 ประการดังนี้

    1. สำหรับพี่น้องคริสเตียนที่มีบุคลิก ลักษณะนิสัย ที่แข็ง กล้าได้กล้าเสีย หรือตรงไปตรงมา มีความเชื่อ และอยู่ในสภาพแวดล้อม ของครอบครัวที่สามารถคุยกันเข้าใจในเหตุผล สิทธิ์ส่วนตัว แบบเปิดอกกันได้ หรือ กล้าที่จะเผชิญ กับผลที่จะเกิดขึ้นทุกอย่าง จากการ ไม่ไหว้ศพผู้ตาย หรือบรรพบุรุษ ผมก็เห็นว่า ไม่ใช่ปัญหา และบางครั้ง ไม่จำเป็นต้องสอน สมาชิกเช่นนี้มากนัก เพราะเขาก็คงไม่ไหว้ หรือเคารพศพผู้ตาย หรือบรรพบุรุษอยู่แล้ว

    2. แต่สำหรับพี่น้องคริสเตียนที่มีบุคลิก ลักษณะนิสัยที่สุภาพ หรือ อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ไม่เอื้ออำนวย เช่นเราอาจจะเป็นคริสเตียนคนเดียวในบ้าน หรือเราอาจจะเล็กที่สุดในบ้าน หรือเราอาจจะอยู่ในครอบครัวที่มีคนรู้จักมากมายหลายคน ฯลฯ จึงทำให้รู้สึกเกรงใจ หรือ กลัวการขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเขารู้สึกว่ารับไม่ไหว หรือ ไม่พร้อมจะเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ หรือรู้สึกว่ายุ่งยากเปล่าๆ จึงทำให้เขาตัดสินใจ ที่จะทำตามแบบอย่าง ผู้ที่ยังไม่เชื่อ ในการ เคารพศพ หรือบรรพบุรุษ ซึ่งถ้าเขามา ถามทางคริสตจักรว่า เขาสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้ไหม? ผมก็เสนอว่า ถ้าเขาต้องการ ที่จะเข้าร่วมทำตามแบบอย่าง การไหว้ศพ หรือบรรพบุรุษ ตามอย่างผู้ที่ไม่เชื่อ เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เขาไม่สามารถ ที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็ขอให้ เขาเข้าร่วมได้ แต่ในใจของเขา ต้องระลึกในใจว่า

    1. เขาไม่ได้คิดว่าผู้ตายสามารถที่จะรับรู้หรืออวยพรเข้าได้ เป็นเพียงแต่พิธีเพื่อไว้อาลัย ให้เกียรติ และระลึกถึงผู้ที่ตายหรือบรรพบุรุษเท่านั้น

    2. ขออภัยต่อพระเจ้า โดยยอมรับว่า ตนเองนั้นยังไม่สามารถ ที่จะคุยกับครอบครัวหรือเผชิญ กับผลที่จะตามมาได้ และอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้า ว่าขอให้มีวันหนึ่ง ที่ตนเองนั้นสามารถ ที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้องได้

                ถ้าในใจของเขาระลึกเช่นนี้ เชื่อได้เลยว่า สิ่งที่เขาทำ พระเจ้าไม่ถือโทษแน่นอน เพราะ พระองค์ ทรงทอดพระเนตร "แรงจูงใจ " ของเขา และพระองค์ทรงเข้าใจ ในความจำเป็น ของเขา (ดูใน 2 พงศ์กษัตริย์ 5.15-19 )

                แต่ทางแก้ไข หรือทางออก ของปัญหาในเรื่องนี้ อย่างหนึ่ง ที่พวกเราคริสเตียนควรจะ พิจารณาก็คือ มีครอบครัวหลายครอบครัว หรือ หลายๆคน เกลียดชังคริสเตียน ไม่ใช่เพราะ สาเหตุที่คริสเตียน ไม่ไหว้ศพ หรือ เคารพศพเท่านั้น แต่เพราะส่วนมาก คริสเตียนเรา เมื่ออยู่ ในพิธีต่าง ๆ เหล่านี้ เรามักจะยืนอยู่เฉย ๆ โดยไม่ได้แสดงอะไรออกมาเลย ดังนั้นทางคริสตจักร ควรจะเสนอ แนวทางบางอย่าง เพื่อแสดงให้คนที่ยังไม่เชื่อเห็นว่า คริสเตียน เราไม่เพียงแต่ ให้เกียรติหรือให้ความเคารพ แก่ผู้ตายหรือบรรพบุรุษในใจเท่านั้น แต่เรามีการกระทำบางอย่าง ที่ทำให้คนภายนอกเห็น เป็นรูปธรรมด้วย ในที่นี้ผมขอเสนอแนวทางว่า เมื่อเราคริสเตียน ไปเข้าร่วมพิธีศพ หรือไหว้บรรพบุรุษ เราควร

    1. ถ้างาน ๆ นั้น คนทั่วไปคุกเข่าต่อหน้าโลงศพ และกราบ หลังจากนั้น เอาธูปเทียนไปปัก พวกเรา คริสเตียน ก็ควรจะพุดคุย กับเจ้าภาพ หรือพี่น้องให้เขาใจว่า คริสเตียน เรามีพิธีของเราในการ ไว้อาลัย หรือให้เกียรติผู้ตาย หรือบรรพบุรุษ หลังจากนั้น ให้เราคุกเข่าถือดอกไม้ แต่ไม่ต้อง กราบ เพียงแต่สงบนิ่ง ไว้อาลัยต่อหน้าศพประมาณ 1 นาที หลังจากนั้น เอาดอกไม้ ไปวางที่ที่ เราคิดว่าเหมาะสม กับกาละเทศะ (ในกรณี ถ้าเป็นคนเดียวก็ทำเช่นนี้ แต่ถ้ามีพี่น้องคริสเตียน เป็นกลุ่ม ก็ทำกันเป็นกลุ่มจะดูดีกว่า)

    2. ถ้าผู้ตายหรือบรรพบุรุษ เป็นผู้ที่ใกล้ชิด ของพี่น้องคริสเตียน เราก็ควรจะขอให้ คนครอบครัว ที่ยังไม่เชื่อ เห็นใจเรา และให้เวลาเราสักช่วง เพื่อให้ทางคริสตจักร ทำพิธีนมัสการพระเจ้า ไว้อาลัยผู้ตาย หรือ ใช้วิธีที่ไม่ขัดกับ พระคัมภีร์ของคริสเตียน ในการทำพิธีระลึกถึงบรรพบุรุษ

    3. ถ้าเป็นกรณี ของการเซ่นไหว้ บรรพบุรุษ คนส่วนมาก ก็จะยืน จุดธูปไหว้ สำหรับพวกเรา ก็ควรที่จะยืนโดยถือดอกไม้สด และยืนต่อหน้าบรรพบุรุษ ไว้อาลัยประมาณ 1 นาที หรือจะ อธิษฐาน ขอบพระคุณพระเจ้า ในสื่งที่ดีที่ พระเจ้าอวยพร ให้บรรพบุรุษของ เราทำเพื่อเรา หลังจากนั้น ก็นำดอกไม้ไปวาง ไว้ในที่ที่เราคิดว่าเหมาะสม กับกาละเทศะ

                เมื่อเราเริ่มทำ ตามข้อเสนอข้างต้น ตอนแรก อาจจะรู้สึกเขิน หรือแปลก แต่ให้เราเริ่ม เชื่อแน่ว่า จะเกิดผลดี อย่างแน่นอน และจะเป็นพยานที่ดี แก่คนในครอบครัวได้

                อย่างไรก็ดี ข้อเสนอข้างต้น ที่ผมได้เสนอนั้น ไม่ใช่หลักการเด็ดขาด เป็นเพียงแนวทาง นำเสนอทางออก ของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นพี่น้องคริสเตียน มีสิทธิ์ ที่จะไม่เห็นด้วย หรือสามารถ ปรับเปลี่ยน ตามแต่ท่าน เห็นสมควร ตามสภาพแวดล้อม ของท่านได้

Click Here

4) คริสเตียนดื่มเหล้าได้ไหม?
ตอบ - ถ้าเราจะพูด อย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับ คำสอนของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ เราก็จะเห็นว่า พระคริสต์ธรรม ไม่ใช่หนังสือ ที่มีข้อห้าม ทำโน่น ห้ามทำนี่ เหมือนหนังสือ ศีลธรรมทั่วไป แต่เป็นหนังสือ ที่"สอนคนให้เป็นคน " โดยเฉพาะ ผู้ที่เป็น คริสเตียน จะได้เรียนรู้ว่า "คนควรจะเป็นอย่างไร " หรือ "ใช้ชีวิตอย่างไร จึงจะเหมาะ กับการที่ ถูกเรียกว่าเป็นคน "..

          "เป็นคริสเตียนแล้วกินเหล้าได้ไหม ?" มีจ๊อกกี้ หนุ่มคนหนึ่ง อกหัก เขาจึงคิด อยากจะฆ่าตัวตาย และเขาคิดว่า ไหน ๆ จะตายทั้งที จะต้องตาย ให้สมกับชาติอาชาไนยหน่อย คือควบม้าสีหมอก กระโดดเหวตาย เมื่อคิดดังนั้น เขาจึงควบ ไอ้สีหมอกม้าคู่ใจ วิ่งไปที่หน้าผา หวังจะตกลง ไปในเหว ให้ตายทั้งคนทั้งม้า แต่พอมาถึงริมเหว ไอ้สีหมอก หยุดกระทันหัน ไม่ยอมวิ่งต่อ ไม่ว่าจ๊อกกี้หนุ่ม จะเฆี่ยนจะตีมัน อย่างไรมัน ก็ไม่กระโดดลงเหว ดังนั้นเขาจึง ขี่มันกลับ และได้ใช้ผ้าผืนหนึ่ง มาพันปิดตาของมัน และควบไปที่เหวใหม่ ตอนนี้ไอ้สีหมอก ไม่หยุดแล้ว มันโดดลงไปในเหว และได้ตาย พร้อมจ๊อกกี้หนุ่มทันที คุณคิดดูซิครับว่า ทำไม ตอนแรกไอ้สีหมอกมัน ไม่ยอมกระโดด ก็เพราะมันรู้ว่า อันตรายถึงชีวิต แต่จ๊อกกี้หนุ่มคนนี้ ไม่ได้สำนึกถึงอันตรายเลย ตาฝ่ายวิญญาณเขาบอดสนิท พระคริสต์ธรรมคัมภีร์สอนว่า "คนถ้าเป็นคนควรจะรู้ว่า นี่คืออันตราย อย่าไปทำมัน แต่ถ้ารู้ว่าอันตราย แต่ยังไปทำมันอีก เราก็ไม่ค่อยเหมือนคนเท่าไหร่ "เพราะฉะนั้น คริสเตียนเราไม่ ดื่มเหล้าเด็ดขาด และไม่เพียงแต่ เหล้าเท่านั้น แม้ยาเสพติด บุหรี่ การพนัน หวย ล๊อตเตอรี่ ภาพยนตร์ และวีดีโอที่ไม่ดี เราก็ไม่ทำ และไม่ดูมัน เพราะเรารู้ว่า มันอันตรายต่อชีวิต ฝ่ายจิตวิญญาณ และ อันตราย ต่อครอบครัวของเรา

          ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ไม่ได้บอกรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องปลีกย่อย ในสิ่งต่าง ๆ ที่ คริสเตียน ไม่ควรทำ แต่ได้บอก หลักการใหญ ่ๆ ในพระธรรม 1 โครินธ์ 10.23-33 ไว้ 3 ประการ ในการตรวจสอบ ว่าการกระทำใด ที่ไม่สมควรทำ ดังนี้

  1. การกระทำนั้น เป็นประโยชน์ต่อเราไหม?
  2. การกระทำนั้น เป็นประโยชน์ ต่อคนอื่นไหม? ทำให้คนอื่นสะดุด (เข้าใจผิดในเรื่องคริสเตียน) ไหม?
  3. การกระทำนั้น ถวายพระเกียรติ แด่พระเจ้าไหม?

          ถ้าการกระทำไหน ไม่ครบหลัก 3 ประการนี้ การกระทำนั้น ก็เป็นสิ่งที่ พวกเราที่เป็น คริสเตียน ไม่สมควรทำ เป็นอันขาด แต่ถ้า การกระทำไหน ที่เราตรวจสอบ และครบ 3 ประการ นี้แล้วก็ทำได้เลย เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

Click Here

5)การถวายทรัพย์คืออะไร?

ตอบ - เมื่อเราไปร่วมประชุมในคริสตจักร เราจะเห็น พี่น้องคริสเตียน นำเงินใส่ถุง หรือตู ้หรือกล่องถวาย และบางที อาจจะเกิดคำถามในใจว่า "การถวายทรัพย์คืออะไร ?"

          การถวาย ไม่ใช่การทำบุญ เพื่อรับความรอด แต่เป็นการแสดง ถึงการเชื่อฟังพระเจ้า โดยการยอม ที่จะทำตามหน้าที่ใหม่ ที่พระเจ้าทรงสอน และบันทึกไว้ใน พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ คริสเตียน เราควรจะ ถวายอย่างน้อยคือ "สิบลด"( มาลาคี 3.10-11 ) หมายถึง ถ้าเราได้ รายได้ สิบบาท ก็ให้เราชักหนึ่งบาท เพื่อถวายแด่พระเจ้า แต่นั่น ไม่ใช่หมายความว่า พระเจ้า ต้องการเงินเรา แท้จริง เมื่อเราได้เชื่อ ในพระเยซูคริสต์แล้ว ความสัมพันธ์ ระหว่างพระเจ้า กับเราก็เป็นเหมือน พ่อกับลูก ไม่มีคุณพ่อที่ดีคนไหนหรอก ที่ต้องเงินจากลูก แต่ส่วนมาก คุณพ่อมักจะขอจากลูก เพื่อจะทดสอบลูก ว่ารักและ เชื่อฟังเขาไหม? มีครั้งหนึ่ง ผมได้ ให้เงินลูก 20 บาท ไปซื้อขนม ขณะที่ เขากำลังทาน ขนมอยู่นั้น ผมได้ขอขนมจากเขาและ เขาก็ให้ขนมผม ถามจริง ๆ เถอะว่า ผมต้องการขนมลูกหรือ? ไม่ใช่เช่นนั้นแน่ เงินที่ลูกผม ไปซื้อขนม เป็นเงินของใคร ? ก็ของผม แต่การที่ผม ขอขนมเขากิน ก็เพราะทดสอบว่า เขารักและเชื่อฟังผม หรือไม่เท่านั้น เช่นเดียวกัน.. เพราะว่า พระเจ้า ทรงเป็นผู้สร้างและเป็น เจ้าของ ทุกสิ่งทุกอย่าง และพระองค์ ก็ทรงเป็น ผู้ที่ประทานกำลัง และเรียวแรง ให้แก่พวกเรา ที่จะมีทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ ดังนั้น เป็นการโง่เขลามาก ถ้าจะพูดว่า "พระเจ้าต้องการเงินเรา "(เฉลยธรรมบัญญัติ 8.11-18 )

          การที่พระเจ้า ทรงสั่งให้ พวกเรา คริสเตียน ถวาย ก็เพราะ เป็นการทดสอบว่า เรารัก และเชื่อฟัง พระคำของพระองค์ หรือไม่? และเป็นการแสดงออกว่า พระองค์ยอมรับเรา ถ้าเราสังเกต ตอนที่คนไทย ถวายทรัพย์ สิ่งของให้ ในหลวงของเรานั้น เขาจะรู้สึกภูมิใจมาก เพราะพระองค์ ยอมรับของถวายจากเขา ถ้าจะถามว่า ในหลวง ต้องการทรัพย์ สิ่งของ ของเขาใช่ไหม? ไม่ใช่เลย… แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงมี อย่างบริบูรณ์ แต่พระองค์ ทรงยอมรับ การถวายจาก ชนชาวไทย เพราะพระองค์ ทรงมีความรัก ต่อชนชาวไทย ไม่ปฏิเสธน้ำใจของ ชาวไทย ที่รักพระองค์ท่าน และท่าน เอาทรัพย์ของคนไทย ไปใช้ส่วนพระองค์หรือ?..ไม่ใช่เลย ..แต่พระองค์ ทรงเอาทรัพย์ สิ่งของ นั้นใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์ แก่ประเทศไทย ต่างหาก เช่นเดียวกัน การที่ พระเจ้า สั่งให้เราถวายก็เพื่อจะแสดง ให้เราทราบว่า พระองค์ทรงยอมรับเรา และเปิดโอกาส ให้เรามีส่วนร่วม ในพระราชกิจ ที่ยิ่งใหญ่ ของพระองค์ ในโลกใบนี้ ทรัพย์ ที่พวกเรา คริสเตียน ถวายนั้น จะถูกนำไปใช้ แบบโปร่งใส เพื่องานของ พระเจ้า ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายใน คริสตจักร การเลี้ยงดู ผู้รับใช้ในคริสตจักร งานประกาศ ข่าวประเสริฐ ตามที่ต่าง ๆ และช่วยเหลือ คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ในสังคมของเรา เพราะฉะนั้น คริสเตียน เราควรจะภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสที่ จะถวายทรัพย์ที่ พระเจ้าให้กำลังแก่เรา เพื่อจะได้มาแด่พระเจ้า เพื่อใช้ใน พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ ของพระองค์


Click Here
บทความพิเศษ

การนอนหลับวิญญาณ
(
สดุดี 49.20 / เอเฟซัส 5.14-17 /1 เธสะโลนิกา 5.6 /สดุดี119.17 )

          ถ้าจะถามว่า อะไรคือความสุขที่สุด ของมนุษย์เรา ก็อาจจะคิดถึงสองประการนี้คือ นอนหลับ กับ ขับถ่ายได้ (ถ้าไม่เช่นนั้นเขาไม่เรียกว่า "การปลดทุกข์หรอก") การนอนหลับ ฝ่ายร่างกาย เป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าไม่นอนหลับ พักผ่อนร่างกาย ก็จะพังแน่นอน แต่ถ้านอนหลับมาก ไปก็ไม่ดี เพราะนั่นเป็น ปรากฏการณ์ ของคนที่ขี้เกียจ ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ก็ได้สนับสนุนให้มนุษย์ เรารู้จักพักผ่อน ฝ่ายร่างกาย ให้หายเหนื่อยเช่นกัน แต่พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ไม่ได้สนุบสนุนให้ คริสเตียน เรานอนหลับฝ่ายวิญญาณเลย

การนอนหลับฝ่ายวิญญาณคืออะไร มาจากไหนและเป็นอย่างไร?

          ถ้าจะถามว่า การนอนหลับฝ่ายวิญญาณ คืออะไร? การนอนหลับ ฝ่ายวิญญาณ ก็คือการที่เรา อยู่ในสภาวะที่ ไม่มีสามัญสำนึก ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ หรือละเลย ต่อโลกฝ่ายวิญญาณจิต ของเรา การนอนหลับ ฝ่ายวิญญาณ นั้นมีสาเหตุมาจาก การที่ชีวิต ของเรานั้นสบายเกินไป ขณะที่เราสบาย ๆ  เรามักจะเผลอ หลับฝ่ายวิญญาณ โดยไม่รู้ตัว แล้วเราจะสังเกต ได้อย่างไร ว่าเรากำลังนอนหลับ ฝ่ายวิญญาณ อยู่หรือไม่? ผมมีหลักให้ตรวจสอบอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ

  1. คนที่นอนหลับนั้น จะไม่มีสามัญสำนึก ว่าใครมายืนอยู่ข้าง ๆ เช่นเดียวกัน ถ้าคริสเตียนเรา หลับฝ่ายวิญญาณ ก็จะไม่มีความสำนึกเลยว่า มีใครที่อยู่ข้างกายเรา และเราต่างก็ทราบดีว่า ผู้ที่อยู่ข้างกายเรา คือพระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ถ้าพระเจ้า ทรงอยู่กับเรา เรากล้าทำบาปหรือ? เรากล้าทำผิด เรื่องเพศหรือ? เรากล้านินทาหรือ? เรากล้าขโมยหรือ? เรากล้า ที่จะโกรธเกลียด ชังพี่น้องของเราหรือ?….ถ้าเราไม่ได้หลับ แต่มีสามัญสำนึก เราจะไม่มีทาง ที่จะกล้าทำความผิด บาป อย่างแน่นอน เพราะเราสำนึกว่า พระองค์ ทรงอยู่กับเรา แต่ถ้าเรา มีปรากฏการณ์ที่ชอบทำ บาป นั่นแสดง ให้เห็นว่าเรา กำลังหลับฝ่ายวิญญาณอยู่

  2. คนที่นอนหลับ ฝ่ายวิญญาณนั้น ไม่มีสามัญสำนึก หรือรู้สึกตัวได้เลย ว่ามีอันตรายอยู่ข้าง ๆ เมื่อคนหนึ่งนอนหลับ ถ้าเราเอามีด หรือเอาไม้จะไปตีเขา เขาไม่มีทางที่ จะป้องกันตัวได้ อย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกัน ถ้าคริสเตียนเรา นอนหลับฝ่ายวิญญาณ ก็จะไม่มีสามัญสำนึกว่า ใครคอยจ้องจะเล่นงานชีวิตของเราอยู่ ดังนั้นชีวิตของเรา จึงไม่ค่อยระมัดระวัง แต่ล้มลง และพลาดอยู่เรื่อยๆ นั่นเป็นปรากฏการณ์ ที่เรากำลังนอนหลับฝ่ายวิญญาณอยู่

  3. คนที่นอนหลับ จะไม่มีสามัญสำนึก เกี่ยวกับเวลา ที่กำลังผ่านไป ถ้าหากเรา นั่งรถโดยสาร จากขอนแก่น ไปกรุงเทพฯ ตอนกลางคืน ถ้านอนไม่หลับ เราจะรู้สึก กระสับกระส่าย และรู้สึกว่า เวลาผ่านไปช้ามาก แต่ถ้านอนหลับ เราจะเห็นว่าตื่นขึ้นมา ก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว เวลาผ่านไปเร็วดีจัง เช่นเดียวกัน ถ้าเรานอนหลับ ฝ่ายวิญญาณ เราก็จะไม่รู้สึกตัวเลยว่า เวลาที่มีค่า ของชีวิตกำลัง ผ่านไปโดย ที่เราไม่ได้ทำอะไร ที่มีความหมาย ที่แท้จริงอะไรเลย…

    พระเจ้าทรงทำอย่างไรต่อลูกๆที่กำลังหลับฝ่ายวิญญาณของพระองค์?

              แน่นอน ที่พระบิดา ของเรา ไม่ทรงปรารถนา ที่จะให้เราเป็นคน ที่หลับฝ่ายวิญญาณ เพราะพระองค์ ทราบดีว่าลูก ๆ ของพระองค์ ที่อยู่ในโลกนี้ ไม่ได้มาพักผ่อน แต่มาทำการสู้รบ แต่เพราะเรา มักจะเผลอตัว และหลับไป ดังนั้น พระองค์ จึงทรงปลุกเราด้วย "ความทุกข์" (พระองค์จะเริ่มจากตีเบา ๆ และหนักขึ้นเรื่อย ๆ) เพื่อจะปลุก ให้ลูก ๆ ของพระองค์ตื่นขึ้น สำนึกว่า พระองค์อยู่กับเขา อย่าได้ทำผิดบาป และถ้าเราทำบาป ก็ควรรีบแก้ไข ก่อนที่จะสายไป เพื่อจะปลุก ให้ลูก ๆ ของพระองค์ ระมัดระวัง ในการดำเนินชีวิต เพราะมารซาตาน และสมุน ของมัน จ้องจะทำลาย ชีวิตของเขาอยู่ และเพื่อจะ ปลุกลูก ๆ ของพระองค์ให้ตื่นขึ้น สำนึก ถึงคุณค่า ของเวลา และสำนึกว่า สิ่งที่พวกเขา ทำทุกอย่างในโลกนี้ มีผลต่อโลกนิรันดร์ ที่เขาจะไปอยู่ทั้งสิ้น
    Click Here Click Here คลิกที่นี่ความเห็นเพิ่มเติม

 ข้อพระคัมภีร์อ้างอิง

2พงศ์กษัตริย์ 5:1-19
1 นาอามานผู้บัญชาการกองทัพของพระราชาประเทศซีเรีย เป็นคนสำคัญมากของพระราชา เป็นคนมีเกียรติ เพราะว่าพระเจ้าทรงนำชัยชนะมายังซีเรียโดยท่านนี้ ท่านเป็นวีรบุรุษด้วย แต่ท่านเป็นโรคเรื้อน
2 ฝ่ายคนซีเรียยกพวกไปปล้นครั้งหนึ่งนั้น ได้จับเด็กหญิงคนหนึ่งมาจากแผ่นดินอิสราเอล และเธอมาปรนนิบัติภรรยาของนาอามาน
3 เธอได้เรียนนายผู้หญิงของเธอว่า "อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย ท่านจะได้รักษาโรคเรื้อนของเจ้านายเสียให้หาย"
4 นาอามานจึงไปทูลพระราชาเจ้านายของท่านว่า สาวใช้จากแผ่นดินอิสราเอลพูดว่าอย่างนั้นๆ
5 พระราชาแห่งซีเรียตรัสว่า "จงไปเถิด เราจะส่งสารไปยังพระราชาแห่งอิสราเอล" แล้วท่านก็ไป นำเงินหนักสิบตะลันต์ ทองคำหนักหกพันเชเขล และเสื้อเที่ยวงานสิบชุดไปด้วย
6 และท่านก็นำสารไปยังพระราชาแห่งอิสราเอลใจความว่า "เมื่อสารนี้มาถึงท่าน ขอท่านทราบด้วยว่า ข้าพเจ้าได้ส่งนาอามานข้าราชการของข้าพเจ้ามา เพื่อขอให้ท่านรักษาเขาให้หายจากโรคเรื้อน"
7 และอยู่มาเมื่อพระราชาอิสราเอลทรงอ่านสารนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงฉีกฉลองพระองค์ตรัสว่า "เราเป็นพระเจ้าซึ่งจะให้ตายและให้มีชีวิตหรือ ชายคนนี้จึงส่งสารมาให้เรารักษาคนหนึ่งที่เป็นโรคเรื้อน ขอใคร่ครวญดูเถิดว่าเขาแสวงหาเหตุพิพาทกับเราอย่างไร"
8แต่เมื่อเอลีชาคนแห่งพระเจ้าได้ยินว่าพระราชาแห่งอิสราเอลได้ทรงฉีกฉลองพระองค์จึงใช้คนไปทูลพระราชาว่า "ไฉนฝ่าบาทจึงทรงฉีกฉลองพระองค์ของฝ่าพระบาทเสีย ขอให้เขามาหาข้าพระบาทเถิด เพื่อเขาจะได้ทราบว่า มีผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งในอิสราเอล"
9 นาอามานจึงมาพร้อมกับบรรดาม้าและรถรบของท่าน มาหยุดอยู่ที่ประตูเรือนของเอลีชา
10 เอลีชาก็ส่งผู้สื่อสารมาเรียนท่านว่า "ขอจงไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง และเนื้อของท่านจะกลับคืนเป็นอย่างเดิม และท่านจะสะอาด"
11 แต่นาอามานก็โกรธและไปเสีย บ่นว่า "ดูเถิด ข้าคิดว่าเขาจะออกมาหาข้าเป็นแน่และมายืนอยู่ และออกพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา แล้วโบกมือเหนือที่นั้นให้โรคเรื้อนหาย
12 อาบานาและฟารปาร์แม่น้ำเมืองดามัสกัส ไม่ดีกว่าบรรดาลำน้ำแห่งอิสราเอลดอกหรือ ข้าจะชำระตัวในแม่น้ำเหล่านั้นและจะสะอาดไม่ได้หรือ" ท่านจึงหันตัวแล้วไปเสียด้วยความเดือดดาล
13แต่พวกข้าราชการของท่านเข้ามาใกล้และเรียนท่านว่า"คุณพ่อของข้าพเจ้าถ้าท่านผู้เผยพระวจนะจะสั่งให้ท่านกระทำสิ่งใหญ่โตประการหนึ่งท่านจะไม่กระทำหรือ ถ้าเช่นนั้นเมื่อท่านผู้เผยพระวจนะกล่าวแก่ท่านว่า "จงไปล้างและสะอาดเถิด" ควรท่านจะทำยิ่งขึ้นเท่าใด"
14 ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน ตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า และเนื้อของท่านก็กลับคืนเป็นอย่างเนื้อของเด็กเล็กๆ และท่านก็สะอาด
15 แล้วท่านจึงกลับไปยังคนแห่งพระเจ้า ทั้งตัวท่านและพรรคพวกของท่าน และท่านมายืนอยู่ข้างหน้าเอลีชาและท่านกล่าวว่า "ดูเถิด ข้าพเจ้าทราบแล้วว่าไม่มีพระเจ้าทั่วไปในโลก นอกจากที่ในอิสราเอล เพราะฉะนั้นขอท่านรับของกำนัลสักอย่างหนึ่งจากผู้รับใช้ของท่านเถิด"
16 แต่ท่านตอบว่า "พระเจ้าซึ่งข้าพเจ้าปรนนิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดเลยฉันนั้น" และท่านก็ได้ชักชวนให้รับไว้แต่เอลีชาได้ปฏิเสธ
17 แล้วนาอามานจึงกล่าวว่า "มิฉะนั้นขอท่านได้โปรดให้ดินบรรทุกล่อสักสองตัวให้แก่ผู้รับใช้ของท่านเถิด เพราะตั้งแต่นี้ไปผู้รับใช้ของท่านจะไม่ถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัตวบูชาแด่พระอื่น แต่จะถวายแด่พระเยโฮวาห์เท่านั้น
18ในเรื่องนี้ขอพระเจ้าทรงโปรดให้อภัยแก่ผู้รับใช้ของท่านในเมื่อนายของข้าพเจ้าไปในนิเวศของ พระริมโน เพื่อจะนมัสการที่นั่น ทรงพิงอยู่ที่มือของข้าพเจ้าและข้าพเจ้าจะต้องโน้มคำนับในนิเวศของพระริมโมน เมื่อข้าพเจ้าโน้มตัวลงในนิเวศของพระริมโมนนั้น ขอพระเจ้าทรงให้อภัยแก่ผู้รับใช้ของท่านในกรณีนี้"
19 เอลีชาจึงตอบท่านว่า "จงไปโดยสวัสดิภาพเถิด"แต่เมื่อนาอามานออกไปได้ไม่ไกลนัก