How to help your child develop faith in Godช่วยลูกพัฒนาความเชื่อในพระเจ้า (How to help your child develop faith in God)

ผู้แต่ง ไคลด์ เอ็ม. แนรามอร์ ( Clyde M Narramore)

ผู้แปล บุษบา พัฒนวิโรจน์

พิมพ์โดย คริสเตียนศึกษาแบบติสต์

อ่านแบบหนังสือ คลิกที่นี่

Click Here

ผมได้พบหนังสือเล่มนี้ ใน Facebook ของคุณ ปาฏลี ศิลา ที่เธอพิมพ์ไว้เป็นตอน ๆ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ จึงได้ติดต่อและนำมาลง ซึ่งเป็นฉบับสมบูรณ์ และขอขอบคุณ ปาฏลี มา ณ ที่นี้ด้วย ถ้าพี่น้องสนใจหนังสือเล่มนี้หาซื้อได้จากร้านหนังสือคริสเตียนใกล้บ้านท่านถ้า หาร้านหนังสือคริสเตียนไม่ได้ ให้คลิกที่นี่

สารบาญ

  1. สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูก

  2. จงบอกลูกเกี่ยวกับประสบการณ์ของคุณกับพระเจ้า

  3. คุยกับลูกตามลำพังถึงความสัมพันธ์ของเขากับพระคริสต์

  4. แน่ใจว่าลูกเข้าเรียนในชั้นรวีวารศึกษาและคริสตจักรที่เชื่อในพระคัมภีร์

  5. สอนพระคัมภีร์แก่ลูกของคุณ

  6. อธิบายและตีความเหตุการณ์ประจำวันตามความหมายของพระคัมภีร์

  7. เป็นแบบอย่างต่อลูกในเรื่องพระเจ้า

  8. เติมความคิดและจิตใจของลูก ด้วยวรรณกรรมคริสเตียน

  9. ใช้ประโยชน์จากดนตรีเพื่อสร้างอิทธิพลต่อลูก

  10. ช่วยลูกพัฒนามิตรภาพคริสเตียน

  11. อย่ามองข้ามอิทธิพลของโรงเรียนคริสเตียน

  12. ค่ายคริสเตียนสามารถช่วยลูกได้

  13. แสดงให้ลูกเห็นถึงวิธีแบ่งปันความเชื่อกับผู้อื่น

ช่วยลูกพัฒนาความเชื่อในพระเจ้า

1 สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูก

เช้าวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันที่สวยงาม และทำให้หัวใจเบิกบาน อากาศแจ่มใสสดชื่น โลกทั้งโลกก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นด้วยในวันนั้นแต่ในบ้านของครอบครัวสมิธ บรรยากาศกลับสวนทางกับวันที่แจ่มใส่ พ่อกำลังชักชวนลูกชายวัยรุ่นให้เตรียมตัวไปเรียนรวี แต่ทอมไม่อยากไป

"ทอม" พ่อยืนกราน "ทำไมลูกไม่อยากไป"

"เพราะว่า…" "เพราะ...ว่าอะไร" "เพราะว่าผมไม่ต้องการจะไป"

ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในทุกอาทิตย์ ในหลายๆครอบครัว เด็กมักต่อต้าน ในเรื่องที่เกี่ยวกับคริสตจักร พระคัมภีร์ หรือชีวิตคริสเตียน นั่นเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยมาก นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะว่าเรื่องที่พวกเขาต่อต้านเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะช่วยวิญญาณของเขาและนำพวกเขาไปสู่ชีวิตที่ผาสุกตลอดไป พ่อแม่สามารถร่วมมือกับลูกในรูปแบบที่เขาสามารถรักพระเจ้าและพัฒนาชีวิตของ ตนได้เป็นอย่างดี

เมื่อไม่นานมานี้ เด็กชายคนหนึ่งได้เขียนบทความเกี่ยวกับพระเจ้าในความคิดของเขาลงในนิตยสาร ฉบับหนึ่ง เมื่อคุณแม่ของเขาเห็นสิ่งที่ลูกชายเขียน เธออุทานว่า

"โอ … นั่นคือคุณปู่ของเขานี่"

"คุณหมายความว่าอะไร" ครูถาม "เขารู้จักคุณปู่หรือ"

"ใช่ค่ะ" แม่ตอบ " คุณรู้ไหม ดิฉันทำงานทุกวันจึงไม่ได้พบลูกชายตลอดวัน และสามีของฉันก็ไม่ได้พบเขาด้วย และเขาใช้เวลาด้วยกันมากกับคุณปู่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปหนึ่งช่วงตึก เขารักปู่ของเขามาก"

จริงๆแล้วเราไม่ควรประหลาดใจเพราะว่าเด็กๆ มักคิดถึงพระเจ้าในแบบเดียวกับที่เขาคิดถึงพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด เป็นสิ่งสำคัญมากที่พ่อแม่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกชายหรือลูกสาว เพราะว่าเด็กมักคิดถึงพระเจ้าในลักษณะที่เขาคิดถึงพ่อและแม่ ถ้าเขามีพ่อแม่ที่แสดงความรัก เขาจะคิดว่าพระเจ้า เป็นพระเจ้าแห่งความรัก แต่ถ้าการกระทำของพ่อแม่สร้างความกลัว เขาจะรู้สึกในลักษณะเดียวกันต่อพระเจ้า ภาพพจน์ของพ่อเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อพ่อไม่ให้เวลากับลูก พวกเขาจะรู้สึกว่าพระเจ้ายุ่งเกินไป และไม่เอาใจใส่พวกเขา การนำลูกมาสู่พระคริสต์และช่วยเขาพัฒนาความเชื่อในพระเจ้าเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณสามารถกระทำได้

เริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในบ้าน นักปราชญ์ผู้หนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "การฝึกฝนลูกเป็นอาชีพที่เราต้องเรียนรู้วิธีที่จะเสียสละเพื่อได้รับประโยชน์" เป็นการยากที่จะนำลูกมาถึงพระคริสต์ ถ้าคุณไม่เต็มใจเล่นกับเขา การสอนถึงพระเยซูจะมีความหมายน้อยมากต่อลูก ถ้าคุณไม่ใช้เวลากับเขา ลูกชายหรือลูกสาว มองดูพ่อแม่อย่างใกล้ชิด และในไม่ช้าเขาจะสังเกตเห็นความไม่สม่ำเสมอเมื่อพ่อแม่กล่าวสิ่งหนึ่งเกี่ยว กับพระเจ้า แต่ปฏิบัติในทางตรงข้ามกัน เด็กจะไม่เชื่อสิ่งที่พ่อแม่พูด

การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเอาใจใส่ เป็นการจูงใจให้เขาทำในสื่งที่คุณต้องการ เมื่อคุณปฏิบัติต่อลูกด้วยความเอาใจใส่ เขาจะเชื่อเกือบทุกๆ สิ่งที่คุณพูด คนที่มองย้อนกลับไปในวัยเด็กและจำได้ ถึงประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ทัศนคติที่เอาใจใส่และละเอียดรอบคอบของคุณจะช่วยสร้างบรรยากาศที่จะทำให้ ชีวิตในวัยเด็กมีความสุข และเป็นการจัดเตรียมความทรงจำที่ดีตลอดชีวิตของลูก

พ่อ แม่มักจะพลาดในการใส่ใจเหตุผลที่แท้จริงซึ่งพระคัมภีร์ไม่เคยละเลยสิ่งนี้ ถ้าพ่อแม่ตระหนักถึงสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ในบ้านไม่ดี พวกเขาจะกระทำทุกสิ่งเพื่อแก่ปัญหาเหล่านี้ ถ้าพวกเขาสำแดงความรักและความเอาใจใส่มากขึ้น ลูกๆ ก็จะมีความเชื่อในพระเจ้ามากขึ้นด้วย

อีกวีธีหนึ่งที่จะ พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ก็คือการหนุนใจให้เขาพูด เมื่อลูกรู้สึกอิสระที่จะพูดกับคุณทุกเรื่อง เขาก็จะรู้สึกอิสระที่จะพูดกับคุณถึงเรื่องของพระเจ้าด้วย เด็กมีคำถามมากมายเกี่ยวกับพระเจ้า จักรวาล ความสัมพันธ์กับพระคริสต์

คืนหนึ่งเด็กเล็กมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และเห็นพระจันทร์ เขาพูดว่า

"พ่อ ใครสร้างพระจันทร์"

พ่อตอบอย่างชาญฉลาดว่า "พระเจ้าก็สร้างพระจันทร์น่ะสิ"

หนูน้อยยิ้มขณะที่เขามองดูใบหน้าของพ่ออย่างไว้วางใจ และพูดว่า "พระองค์ช่างดีจริงๆ นะครับพ่อ"

เด็กๆ อยู่ในโลกแห่งความจริง พวกเขาเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวและต้องการรู้ว่า มันมาจากไหน และทำไมจึงมีอยู่ แท้จริงคนมักพูดกันว่า เด็กสามารถถามคำถามที่นักปราชญ์ไม่สามารถตอบได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่คุณต้องตอบเด็กอย่างดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ เรารู้ว่าหนทางแรก ที่คนแสดงออกคือคำพูด เมื่อคุณไม่ใช้เวลาฟังลูก คุณจะละทิ้งวิธีที่ดีที่สุดที่ลูกจะสำแดงตัวต่อผู้อื่น โดย ปกติแล้วคุณควรจะใช้เวลากับลูก เด็กตีความสิ่งนี้ว่าเป็นความรัก ผมจำได้เมื่อผมกำลังทำงานกับเด็กเล็กคนหนึ่ง เขามองดูผมและพูดว่า

"คุณรู้อะไรบางอย่างไหมครับ"

"อะไรล่ะ"

"พ่อของผมรักผมครับ"

"แล้วหนูรู้ได้อย่างไรล่ะ"

แล้วเด็กชายก็มองดูผมแล้วพูดว่า "เพราะว่าเขาชอบเล่นกับผมครับ"

เด็กส่วนมากเหมือนวัยรุ่นคือ รู้สึกว่าถ้าพ่อแม่ใช้เวลา และทำสิ่งที่เขาชอบร่วมกับเขาแสดงว่าพ่อแม่รักเขาจริงๆจอนนี่ยืนกลัดกระดุมเสื้อแจ๊คเก็ตของเขาอย่างประหม่า เมื่อมองดูคุณฮัลโยน บ๊อบลูกชายวัยห้าขวบขึ้นไปบนบ่า ชูขึ้นสูง หัวเราะคิกคักแล้วโยนลงต่ำพร้อมกับกอดและหอมแก้มลูกชายตัวน้อย "ไปก่อนนะลูกแล้วพบกันหลังเลิกงานนะ เราจะมาเล่นสนุกกันอีกดูแลแม่ดีนะ ตอนพ่อไม่อยู่"

ขณะที่บ๊อบกอดรอบคอคุณพ่อและหอมกลับคืน จอนนี่คิดถึงตัวเอง พ่อของเขาไม่เคยเล่นกับเขาอย่างนี้ เขาอยากได้รับการปฏิบัติอย่างนี้บ้างจริงๆ

บ่อยครั้งที่หลังเลิกงานแล้ว พ่อของบ๊อบให้เวลาเล่นกับลูกชาย เขาเป็นคริสเตียนที่ทุ่มเทและต้องการให้บ๊อบโตขึ้นโดยมีความทรงจำของชีวิต ครอบครัวที่มีความสุข เด็กๆ สามารถแสดงตัวว่าพระบิดาบนสวรรค์เป็นพระเจ้าแห่งความรักได้อย่างง่ายดาย ถ้าเขาได้เรียนรู้สิ่งนี้จากพ่อแม่ที่เขายกย่อง การสอนให้เด็กรักพระเจ้าเป็นเรื่องของอารมณ์ด้วยเหมือนกัน ถ้าจะทำให้สำเร็จ พ่อแม่ต้องรับผิดชอบในการตระเตรียมภาวะทางอารมณ์ที่อบอุ่นแก่เด็กๆ มีคนกล่าวว่า "คุณสามารถทำให้เด็กเป็นอะไรก็ได้อย่างที่ต้องการถ้าคุณเล่นกับเขา"

คุณโจนส์พบว่าเป็นสิ่งยากที่จะสำแดงความรักต่อลูกของตน พ่อแม่ไม่เคยแสดงความรักต่อเขา แม้แต่การแสดงความรักกับผู้ใหญ่ก็เป็นเรื่องยาก พ่อแม่มากมายมีสภาพเช่นนี้ พวกเขาชอบเด็ก แต่ภูมิหลังทำให้ไม่สามารถแสดงหรือบอกความรู้สึกจริงๆ ของตนได้ ผลกคือเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะแสดงความรัก ถ้าพ่อแม่รู้ว่าตนเองเป็นเช่นนั้น เขาสามารถจะพูดอย่างหมดเปลือกกับคู่สมรสของตนได้ การพูดสามารถช่วยคนให้เปลี่ยน และพ่อแม่สามารถทำได้มากกว่านั้นอีก เขาสามารถมองความรู้สึกให้กับพระเจ้า และในเวลาที่เขาเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้าทุกๆ วัน ความสามารถใหม่ในการแสดงความรักจะปรากฏมาเอง

พ่อแม่บางคนใช้พระคำของพระเจ้าเป็นอาวุธ ยกตัวอย่าง พ่อแม่จะบอกลูกว่า "ถ้าลูกไม่ทำตัวให้ดีพระเจ้าจะไม่รักลูก" หรือถ้าลูกทำตัวเหลวไหล พ่อแม่จะอ้างข้อพระคัมภีร์เข้าข้างตัวเอง แม้แต่เมื่อพ่อแม่ทำผิดพวกเขายังคงใช้พระคัมภีร์เพื่อแสดงว่าเขาถูกต้อง พวกวัยรุ่นรู้ทันในสิ่งเหล่านี้และไม่ชอบ แน่ละเขาจะปฏิเสธทุกๆ สิ่งทางฝ่ายพระวิญญาณ เพราะว่าการสอนพระคัมภีร์ดูเหมือนไม่ไปด้วยกันกับชีวิตที่มีความสุข

ในแต่ละปีเราทำงานกับคนมากมายที่ศูนย์ให้คำปรึกษา 3 แห่ง ของมูลนิธิเนรามอร์ เราพบว่ามีผู้ใหญ่ที่ปฏิเสธที่จะเชื่อพระเจ้า เนื่องจากในวัยเด็กเขามีสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแม่ กระนั้นพ่อแม่พวกนั้นยังคงเทศนาให้ลูกฟังเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และพระคัมภีร์ ผู้ให้คำปรึกษาของเราได้ยินเรื่องนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผู้ใหญ่ปฏิเสธพระเจ้าและสิ่งที่เป็นพระองค์ เพราะว่าเขาพิสูจน์สิ่งเหล่านี้จากพ่อแม่ไม่ได้ เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่พ่อแม่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ กับลูก ๆ โดยตระหนักว่านี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดทางหนึ่งที่จะนำลูกในการต้อนรับพระ คริสต์.

2 จงบอกลูกเกี่ยวกับประสบการณ์ของคุณกับพระเจ้า

เด็กๆชอบฟังประสบการณ์วัยเด็กของพ่อแม่ สำหรับเด็กโตหลายคน เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นเรื่องโปรดก่อนนอน "พ่อทำไรครับเมื่อเป็นเด็ก" พวกเขาตั้งคำถามการเล่าเรื่องเมื่อสมัยคุณเป็นเด็กช่วยให้ลูกๆใกล้ชิดพ่อแม่มากขึ้น และยังช่วยให้พวกเขาตระหนักด้วยว่าครั้งหนึ่งคุณก็เคยเป็นเด็กมาก่อนแล้วเมื่อเขามีประสบการณ์ของตนเอง เขาจะนำประสบการณ์ของเขามาเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของพ่อแม่ และนั่นทำให้ชีวิตมีความหมายมากยิ่งขึ้น

เมื่อผมมองย้อนกลับไปสู่วัยเด็ก ผมคิดถึงสิ่งดีดีมากมาย สิ่งหนึ่งซึ่งมักจะประทับใจผมเสมอคือการที่คุณแม่ของผมได้เล่าประสบการณ์ที่ท่านมีกับพระเจ้า เมื่อเป็นเด็กผมมีความรู้สึกที่ดีและมั่นคง เพราะรู้ว่าแม่ของผมรู้จักพระคริสต์องค์พระผู้ช่วยให้รอด

ชีวิตคริสเตียนจะดูเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเมื่อลูกๆตระหนักว่าพ่อแม่ของเขาได้รับความรอดแล้วและไว้วางใจพระเจ้าด้วย ประสบการณ์ที่คุณได้แบ่งปันกับลูกควรรวมถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าตอบคำอธิษฐาน ลูกสนใจที่จะเรียนรู้ว่าคุณอธิษฐานขออย่างไร พระเจ้าตอบอย่างไร ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างไร เมื่อลูกของเรายังเล็ก รูธ (ภรรยาของผม)ได้แบ่งปันประสบการณ์ที่เธอได้รับในวัยเด็กซึ่งทำให้ลูกๆทึ่งมากตอนนั้นเธออายุประมาณ 6 ขวบ อาศัยอยู่ในเมืองนิวยอร์ค หลังจากเดินทางกลับจากประเทศจีน พร้อมกับพ่อแม่ของเธอ ซึ่งเป็นมิชชั่นนารี ปีนั้นต้นคริสตมาสค่อนข้างหาได้ยาก และแม้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมมาถึง พวกเขาก็ยังไม่มีต้นคริสตมาสและไม่สามารถหาได้ เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับเด็กวัย 6 ขวบ และรูธก็เศร้าใจมาก ในตอนเช้าก่อนวันคริสตมาส เมื่อครอบครัวพร้อมที่จะรับประทานอาหาร พ่อของรูธขอให้เธออธิษฐาน ขอบคุณพระเจ้า ในคำอธิษฐาน หลังจากขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับอาหาร เธอขอให้พระองค์ มอบต้นคริสตมาส ให้เธอสักต้น ก่อนหน้าที่เธอจะกล่าว "อาเมน" กระดิ่งหน้าบ้านดังขึ้นและที่นั่นมีชายคนหนึ่งถือต้นคริสตมาสมายืนอยู่

"เราไม่มีเด็กในบ้านของเรา" เขากล่าว "เรามีต้นคริสตมาสต้นหนึ่งอยู่แล้ว และมีคนให้เรามาอีกต้น เราคิดว่าคุณอยากจะได้ไว้" ขณะที่ภรรยาของผมกล่าวถึงประสบการณ์นี้กับลูกๆ พวกเด็กๆได้รับพระพรเมื่อตระหนักว่าพระเจ้าตอบคำอธิษฐานอย่างไร

คุณก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจต่อลูกได้เช่นกัน เมื่อคุณแบ่งปันเรื่องการทำงานของพระเจ้าในชีวิตของคุณกับพวกเขา พวกเขาจะมั่นใจในการจัดเตรียมของพระเจ้าและมองเห็นชีวิตคริสเตียนว่าเป็นประสบการณ์ที่อัศจรรย์และท้าทาย

เมื่อลูกสาวและลูกชายของเราเป็นเด็ก พวกเขามักร่วมชุมนุมนมัสการในที่ที่ผมเทศนา หลังจากนั้นเขาจะพูดว่า "พ่อครับผมชอบเรื่องที่พ่อเล่า" พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือพวกเขาเพลิดเพลินกับตัวอย่างที่ผมเล่าในคำเทศนา สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือประสบการณ์ของผมกับพระเยซูคริสต์ และเด็กทุกคนก็เหมือนกันคือเขาชอบฟังประสบการณ์ของพ่อแม่ และเมื่อเขาได้ฟังประสบการณ์เหล่านี้ ชีวิตคริสเตียนก็จะกลายเป็นจริงมากขึ้นในชีวิตเขา

ประสบการณ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นไปในทางบวกเสมอไป ขณะที่เด็กโตขึ้นพวกเขามีคำถามและมีความสงสัยอย่างมากมาย ความสงสัยเช่นนี้ค่อนข้างจะปกติ เด็กๆจำเป็นต้องได้รับคำตอบ ถ้าเขารู้ว่าบางครั้งคุณก็มีคำถามและความสงสัยและพระเจ้าตอบในชีวิตของคุณ ลูกของคุณจะได้รับกำลังและการหนุนใจ

"บุตรทั้งสิ้นของเจ้านั้นพระเจ้าจะทรงสั่งสอนและบุตรของเจ้าจะมีความสุขสมบูรณ์อย่างยิ่ง" (อสย. 54:13)

Click Here

3 คุยกับลูกตามลำพังถึงความสัมพันธ์ของเขากับพระคริสต์

ตลอดเวลาหลายปีผมได้คุยกับผู้ใหญ่หลายคนถึงความสัมพันธ์ของเขากับพระคริสต์ พวกเขามักจะบอกผมว่า แม้ว่าเขาเคยยกมือว่าเชื่อพระเยซู ไปนมัสการ รับพิธีบัพติสมา แต่จริงๆ แล้วพวกเขายังไม่ได้ความรอดจนกระทั่งในเวลาต่อมา ดังนั้นคุณจำเป็นต้องแน่ใจว่าลูกของคุณรู้จักพระคริสต์เป็นการส่วนตัวคุณไม่ควรจะปล่อยเรื่องราวสำคัญเช่นนี้ให้อยู่กับคริสตจักรของคุณ ชั้นรวีฯ หรือเพื่อนคริสเตียน คุณผู้เป็นพ่อแม่มีสิทธิพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือนำลูกของคุณเองมารู้จักพระคริสต์

พ่อแม่บางคนปล่อยปละละเลยลูกโดยหวังว่าเขาอาจจะมารู้จักพระเจ้าในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดโดยที่เขาอาจได้ยินข่าวประเสริฐในคริสตจักร ชั้นรวีฯ หรือเพราะว่าลูกอยู่ในครอบครัวคริสเตียน แต่ความรอดไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง หลายครั้งที่วัยรุ่นพวกนี้เติบโตขึ้น และผู้คนมักสรุปว่าเขาเป็นคริสเตียน แต่เมื่อพวกเขาเผชิญกับแรงกดดันของสังคมภายนอกเขาก็ล้มลง ทุกๆคนตกใจ แต่จริงๆโศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะว่าเด็กเหล่านี้ไม่เคยกลับใจบังเกิดใหม่ เป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณจะใช้เวลาตามลำพังกับลูก เมื่อคุณทบทวนเรื่องความหมายของความรอดและถามคำถามกับลูกว่า "ลูกเคยต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหรือไม่" "ลูกจะทำสิ่งนี้ในเวลานี้ไหม" แม้ว่าหลังจากที่คุณคิดว่าลูกได้รับพระคริสต์แล้ว อาจมีบางเวลาที่ลูกไม่แน่ใจเกี่ยวกับความรอด เขาอาจได้รับความรอด แต่เขาอาจจะไม่ได้รับ ลองกล่าวทบทวนในสิ่งเหล่านี้อีกครั้งจนกระทั่งลูกของคุณรู้เรื่องความรอดขอพระคริสต์

ผมจำผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่าเรื่องลูกชายตัวน้อยของเธอได้ ทุกๆครั้งที่ศิษยาภิบาลเรียกรับเชื่อในคริสตจักร เด็กน้อยจะยกมือและแสดงว่าต้องการความรอด พี่สาวไม่ค่อยพอใจและกล่าวว่า "แม่คะ ทำไมไม่บอกให้จิมมี่หยุดสักที ทุกๆครั้งที่ศิษยาภิบาลถามว่าใครต้องการได้รับความรอด เขาจะยกมือเขาต้องการรับความรอดทุกอาทิตย์""ไม่เป็นไร" แม่ตอบ "ปล่อยให้เขายกมือเถอะเมื่อเขาแน่ใจว่าเขารอดแล้ว ก็จะหยุดไปเอง เขาจะรู้เมื่อเขามีพระเจ้าในหัวใจแล้ว" หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หยุดยกมือ เขารู้แล้วว่าเขารอด เรื่องก็ยุติลง

ผมคิดถึงลูกๆ ของเรา เราได้พูดกับเมโลดี้ลูกสาวของเราหลายครั้งและถามเธอถึงการต้อนรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิต เธอบอกว่าเธอได้ต้อนรับพระคริสต์ในงานประกาศแล้ว เรานั่งถัดไปจากเธอ เห็นได้ชัดว่าเธอเคลื่อนไหวตอบสนองคำเชื้อเชิญและยกมือขึ้น แม้จะไม่ได้ก้าวออกมาก็ตาม ในฐานะพ่อแม่ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นเวลาของความรอดของเธอจริงๆหรือไม่ แต่เธอบอกว่าใช่ ดังนั้น ผมแน่ใจว่ามันคงใช่ ส่วนเดวิสลูกชายของเราแตกต่างออกไป แม้กำลังคุยกับเขาเมื่อเขากำลังจะเข้านอนคืนหนึ่ง เรามักจะคุยถึงสิ่งที่เกี่ยวกับพระเจ้าเมื่อรเอธิษฐานกับเขา และในคืนนี้เธอถามถึงดารตัดสินใจของเขา เขากำลังรู้สึกผิดกับบางสิ่งบางอย่างที่ได้กระทำไป ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากัน เธอบอกเขาว่าพระเจ้าสามารถยกโทษบาปได้ทั้งหมด ดังนั้นทั้งคู่จึงอธิษฐานในเรื่องนี้ และเขาก็ขอให้พระเจ้าเข้ามาในใจ มันง่ายมากแต่นี่เป็นความจริง ถ้าคุณไม่เคยนำใครมาเชื่อพระคริสต์ คุณอาจจะไม่รู้ถึงความชื่นชมยินดีที่เกิดขึ้นมากมายเมื่อคุณกระทำเช่นนี้ ผมขอแนะนำว่าคุณจะต้องทำหลายขั้น

ขั้นที 1 ชี้ให้เขาเห็นความจริงว่า เราจำเป็นต้องบังเกิดใหม่ เพราะว่าเราเป็นคนบาป คุณสามารถเปิด พระธรรมโรม 3:23 ให้เขาดู "เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจาก พระสิริของพระเจ้า"

ขั้นที่ 2 ชี้ว่า "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย อธิบายโรม 6:23 แก่เขา คุณอาจจะอยากใช้ โรม 5:12 ด้วย

ขั้นที่ 3 ขอให้อธิบายความจริงว่า พระเจ้าส่งพระบุตร ของพระองค์คือพระเยซูคริสต์ ลงมาตายแทนเรา ให้พูดคุยข้อพระคัมภีร์ ในยอห์น3:16" เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียว ของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจ ในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" คุณอาจจะต้องการ ใช้ข้อพระคัมภีร์ ในตอนอื่น เช่น มธ. 1:21 และ รม. 5:8

ขั้นที่ 4 คุณอาจจะต้องอธิบายว่าไม่มีทางอื่นใดที่จะรอด อ่านกิจการ 4:12 "ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้แก่เราทั้งหลายรอดได้ไม่ทรงโปรดให้มีท่ามกลางในมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า" ใช้ยอห์น 14:6 ด้วย

ขั้นที่ 5 อธิบายกับเขา ถึงวิธีการ ที่เขาจะขอให้พระเจ้า ทำให้เขารอด แบ่งปันพระรรมโรม 10:13 กับเขา "เพราะว่าผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด" คุณอาจใช้วิวรณ์ 3:20 ด้วย "นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น และจะรับประทานอาการร่วมกับเขา"

แล้วคุณจะสามารถถามลูกว่า "ตอนนี้ลูกไม่อยากให้พระเยซุเข้ามาในใจหรอกหรือ" ในเวลานี้ คุณทั้งคู่ควรจะอธิษฐานง่ายๆขอใหเพระเจ้าเข้ามาสู่จิตใจของเขาหลังจากวันนั้นจงช่วยให้ลูกเรียนรู้ข้อพระคัมภีร์ดีๆ หลายๆข้อ อาจจะรวมถึงข้อที่คุณใช้ในการนำเขามารู้จักพระคริสต์ หรือยอห์น 10:28 "เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลยและจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้"

บางคนถามว่า "เป็นไปไม่ได้หรอก หรือ ที่เด็ก ๆ จะเติบโต และ ซึมซาบในสิ่งนี้ เขาจะสามารถต้อนรับพระคริสต์ เข้ามาในชีวิตโดยไม่รู้จริงว่า ต้อนรับเมื่อไรได้หรือไม่" ย่อมเป็นไปได้ผมรู้จักคนที่พูดว่า"ผมจำไม่ได้แน่ว่าผมต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเมื่อไร แต่ผมรู้ว่า ผมรอดแล้ว" อย่างไรก็ตามนี่ทำให้เกิดปัญหาได้ เมื่อไม่รู้อย่างแน่นอนว่า ต้อนรับพระเยซูเมื่อไร เด็กๆอาจจะดำเนินชีวิตต่อไป โดยไม่แน่ใจว่า ตัวเองรับเชื่อหรือยัง ดังนั้น จงช่วยเขาให้แน่ใจ ลูกของคุณอาจจะจำ วันแน่นอนไม่ได้แต่เขาจะต้องแน่ใจ ในความสัมพันธ์ที่เขามี กับพระคริสต์

4.แน่ใจว่าลูกเข้าเรียนในชั้นรวีวารศึกษาและคริสตจักรที่เชื่อในพระคัมภีร์

ในแต่ละวันผมได้รับจดหมายจำนวนมากมายจากผู้ฟังรายการวิทยุของเรา หลายคนในจำนวนนี้กล่าวว่าไม่มีแม้แต่คริสตจักรเดียวในชุมชนของเขาที่ตั้งอยู่บนหลักคำสอนของพระคัมภีร์ คริสตจักรที่ครอบครัวของคุณเข้าเป็นสมาชิกนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าลูกๆ ของคุณกำลังพัฒนาการศึกษาและท่าทีฝ่ายวิญญาณที่จะยั่งยืนไปตลอดชีวิต

สำหรับเด็กๆ คริสตจักร เป็นสัญญลักษณ์ และมาตรฐานของคริสตศาสนา คริสตจักรที่เขาเข้าร่วม สร้างแนวคิดของคริสตศาสนาให้กับเขา ถ้ามาตรฐานนั้นไม่ได้วางบนรากฐานของพระคำของพระเจ้า เขาจะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีต่อชีวิตทั้งหมด แน่ล่ะไม่มีคริสตจักรใดดียอดเยี่ยม แต่บางคริสตจักรก็ดีมากกว่าคริสตจักรอื่น เพราะเขาเน้นเรื่องความรอดและการเติบโตของคริสเตียนตามพระคำของพระเจ้า

ไม่เป็นการดีเลยที่เด็กๆ จำตำหนิติเตียนศิษยาภิบาล กระนั้นก็ยังมีหลายครอบครัวที่ดูเหมือนจะใช้วันอาทิตย์ตอนกลางวันสนทนาเรื่องคุณลักษณะที่ไม่ดีของศิษยาภิบาลของเขา ในเวลานั้น เด็กๆ จะสูญเสียความเชื่อมั่นในคริสตจักรและศิษยาภิบาล จะไม่ดีกว่านั้นหรือถ้าคุณจะพาพวกเขาไปเป็นสมาชิกในคริสตจักรที่จะช่วยให้เขาเกิดความมั่นใจในรายการของคริสตจักรและในตัวศิษยาภิบาล ด้วยวิธีนี้เด็กๆ จะเรียนรู้ที่จะรักและเคารพคริสตจักรของตน

เนื่องจากลูกวัยรุ่นทั้งสอง ไม่มีความสนใจในคริสตจักร นายและนางฮาร์วีย์ จึงได้ย้ายจากคริสตจักรที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ แม้คริสตจักรเดิม จะเป็นพวกที่เน้นพระคัมภีร์ แต่กิจกรรมของวัยรุ่นที่นั่น ไม่เข้มแข็งและกระตือรือร้นพอ ที่จะทำให้เด็กๆสนใจ เพราฉะนั้น พวกเขาพิจารณา ถึงความจำเป็นของลูกมากกว่า ความสนุกสนานและความสะดวกสบายของตนเอง และย้ายไปยังคริสตจักรที่ลูกจะมีสามัคคีธรรมและกิจกรรมได้ ในไม่ช้าพวกเขาก็เรียนรู้ว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความสนใจใหม่ในกิจกรรมของคริสตจักรและการอุทิศตนต่อพระคริสต์มากยิ่งขึ้นในชีวิตของลูกๆ

เมื่อครอบครัวไม่มีความสุขในคริสตจักร พวกเขาจะสูญเสียความเคารพคริสตจักร เด็กๆจะซึมซับได้มากกว่าที่เราคิด พวกเขาได้ยินทุกๆสิ่งที่พวกเราพูดเกี่ยวกับผู้อื่น พวกเขาอาจจะไม่สนทนาถึงสิ่งไม่ดีที่เราพูดเกี่ยวกับคริสตจักร หรือเข้าร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ แต่พวกเขากำลังเรียนรู้ และสร้างความคิดเห็นเพื่อจะวางรูปแบบท่าทีของตนต่อพระนิเวศของพระเจ้า

ชั้นรวีวารศึกษาบางแห่ง ใช้บทเรียนที่ไม่ได้เน้นพระคัมภีร์ เด็กๆอาจจะได้เรียนรู้น้อยมากในเรื่องของพระคริสต์ ดังนั้น พวกเขาจึงพลาดสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยเขาให้ได้รับความรอดและเติบโตขึ้น คุณสามารถบอกได้ว่า คริสตจักรของคุณเป็นคริสตจักรที่เชื่อในพระคัมภีร์หรือไม่ โดยดูที่การเน้นถึงความสำคัญของความรอด ชีวิตที่แยกออกจากโลกและเป็นเหมือนกับพระเจ้าพร้อมกับความห่วงใยต่อความรอดของผู้อื่น

คริสตจักรที่ไม่เน้นพระกิตติคุณ สามารถก่อให้เกิด ความสับสนในความคิดของเด็ก ยกตัวอย่างเช่น ลูกอาจจะชอบครูหรือผู้นำในคริสตจักร แม้ว่าผู้นำอาจจะเป็นคนดี แต่เขาไม่อาจมีความลึกซึ้งฝ่ายวิญญาณหรือไม่สามารถใช้อิทธิพลทางวิญญาณที่เฉพาะเจาะจงต่อเด็กได้ เมื่อเด็กมองไปที่บุคคลนั้นที่เขายกย่องในคริสตจักร เขาก็จะสับสน เขาคิดว่า " นี่คือคนในคริสตจักรที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อแม่ของฉันพูดและเชื่อ"

สรุปแม้ว่าบุคคลจะศึกษาศาสนศาสตร์ภายหลังที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ส่วนใหญ่เราจะเรียนเกี่ยวกับพระคัมภีร์ในช่วง 20 ปี แรกของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญ ในช่วงนั้น ถ้าคุณจะให้ลูกอยู่ในคริสตจักรที่เทศนาพระคำของพระเจ้าและเน้นชีวิตที่เหมือนกับพระเจ้า เด็กๆ อยากทำสิ่งต่างๆ อย่างทุ่มเท และพวกเขาจะทำดีที่สุดในคริสตจักรที่เขาเป็นสมาชิก แต่ถ้าคุณไม่สามารถเข้าร่วมเพราะว่าคุณไม่เห็นด้วยกับลักษณะในคริสตจักร และความเชื่อของคริสตจักร เด็กๆ ก็จะพลาดสิ่งดีมากมาย

5. สอนพระคัมภีร์แก่ลูกของคุณ

Click Here

มีคนหนึ่งเคยกล่าวไว้"การศึกษาพระคัมภีร์ เป็นสิ่งสำคัญ และ มีคุณค่าอย่างมาก และ ยิ่งสำคัญ มากกว่าเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะ ในยุคปัจจุบัน ที่มีความไม่แน่นอน และ ในยุคที่ เรียกร้องเอา ความสะดวกสบาย แทนหลักการของพระเจ้าแน่นอน ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่า การเรียนรู้ความคิดของพระเจ้า และ เราจะหยั่งลึกลงไปได้เมื่อเราศึกษาพระวจนะของพระองค์เท่านั้น มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่พ่อแม่ต้องการสอนลูกๆ ผมคาดว่าในส่วนลึกของพ่อแม่ เขาอยากรู้สึกว่าแม้เมื่อพวกเขาไม่อยู่แล้ว ลูกๆจะเชื่อและยังคงทำตามคำสอนที่ได้เรียนจากพ่อแม่

ในบรรดาหลายๆ สิ่งที่เราสอนลูก สิ่งสำคัญที่สุดคือ พระวจนะของพระเจ้า ครอบครัวจำเป็นต้องมีเวลานั่งลงและศึกษาพระคำอย่างละเอียดเพื่อสอนลูกได้อย่างเกิดผล พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง ถ้าพระเจ้าไม่เป็นศูนย์กลางแล้ว การเรียนของเราทั้งหมดก็ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าหัวข้อใดก็ตามที่เรานึกถึงในครอบครัว การอภิปรายควรมีพระเจ้าเป็นศุนย์กลาง การฟังครูสอนรวีฯ หรือฟังคำเทศนาเท่านั้นไม่พอ เราจำเป็นต้องรู้ถึงพระคำนิรันดร์ของพระเจ้าโดยตรง

พระคัมภีร์ กล่าวถึง พระคัมภีร์เองว่า"โอ.พระเจ้า พระคำของพระองค์ จารึกอยู่ในสวรรค์ตลอดกาล "ผมดีใจที่พระคำนี้ ไม่ได้รับการตัดสิน จากกรรมการ ชาวโลก สรรเสริญพระเจ้า พระคำของพระองค์ได้รับการตัดสินจากสวรรค์ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์เรารับความจริงถี่ถ้วนซึ่งเป็นสิ่งที่เราเชื่อได้

เด็กๆ จะได้ยินเรื่องที่ทำให้ เกิดความสับสน ทั้งจากโรงเรียน โทรทัศน์ วิทยุ และที่อื่นๆ พวกเจาเริ่มสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร และไปกันได้กับความเชื่อคริสเตียนอย่างไรลูกชายหรือลูกสาวอาจจะสับสนถึงสิ่งที่จะเชื่อเกี่ยวกับชีววิทยา วิทยาศาสตร์ และวิชาอื่นๆ แต่เมื่อเขามีพื้นฐานบนพระคำของพระเจ้า เขาก็รู้ว่าสิ่งใดที่ยอมรับได้และสิ่งใดที่ต้องปฏิเสธ

"ผมไม่เคยลืมเวลา ที่เควินลูกชายของเรา ผู้มีอายุได้ 8 ขวบ และเรียนอยู่ ป. 3 เช้าวันหนึ่งเขามาหาผมและพูดว่า

"พ่อครับ มีบางอย่างเกิดขึ้นที่โรงเรียนเมื่อวานนี้"

"อะไรล่ะลูก" ผมถาม

"เรากำลังเรียนเรื่องดวงดาวครับ"

"อย่างนั้นหรือ"

"ใช่.. เกี่ยวกับว่าดาวพระเคราะห์หมุนยังไงแล้วก็ทุกๆเรื่อง"

"ดีนะ"

"เช้าเมื่อวานนี้ ครูถามว่า ใครวางดาวไว้บนฟ้าครับ"

เด็กๆได้ฟังคำถามแต่ไม่มีใครรู้ ดังนั้นครูพูดว่า "เอาล่ะ ครูจะบอกพวกเธอ นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่พบว่าใครวางดาวไว้บนฟ้า"แล้วเควินก็มองมาที่ผมและพูดว่า "พ่อครับ ผมไม่ได้พูดเสียงดัง แต่ผมพูดกับตัวเอง ผมรู้ใครสร้างดาวไว้บนฟ้า พระเจ้าไงครับ" ผมคิดว่า นี่คือเด็กแปดขวบที่รู้มากกว่าครูของเขาที่สอนวิชานี้เสียอีก พระคัมภีร์กล่าวว่า "ข้าพเจ้ามีความเข้าใจมากกว่าครูทั้งหมดเพราะว่าคำพยานของพระองค์เป็นคำรำพึงของข้าพระองค์" หรือพูดอีกนัยอย่างหนึ่งคือ ผู้เชื่อสามารถรู้หลายสิ่งหลายอย่างซึ่งซ่อนอยู่จากคนที่ฉลาดและมีความรู้ เพราะว่าเราศึกษาพระคัมภีร์

พระคัมภีร์กล่าวว่าในพระเจ้าและในพระคริสต์มีขุมทรัพย์แห่งปัญญาและความรู้ซ่อนอยู่ นี่หมายความว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดและสิ่งสำคัญที่สุดซ่อนอยู่ในพระคำของพระเจ้า และได้รับการเปิดเผยผ่านทางพระเจ้าและพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ และทางพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระคำของพระองค์ ถ้าเราสามารถมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ตลอดไป เราก็ไม่สามารถรู้จักทุกๆสิ่งที่เราควรจะรู้ เช่น ทะเล แร่ธาตุ จิตวิทยา หรือเรื่องยา แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้คือ ขุมทรัพย์แห่งสติปัญญาซึ่งเราสามารถรู้ได้เพราะว่า มันซ่อนอยู่ในพระเยซูคริสต์ และได้รับการเปิดเผยทางพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระคำของพระองค์"และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าบัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจท่าน และพวกท่านจงอุตส่าห์สอนถ้อยคำเหล่านี้แก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้นจงพูดถึงถ้อยคำนั้น" (ฉธบ. 6:6,7)

6. อธิบายและตีความเหตุการณ์ประจำวันตามความหมายของพระคัมภีร์

พระเจ้ามีแผนการ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับจักรวาลนี้ แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ตระหนัก พระองค์กำลังทำตามแผนการของพระองค์ ในทุกๆชั่วอายุคนพระเจ้ากำลังทำให้จุดประสงค์ของพระองค์สำเร็จเพื่อคนของพระองค์ ขณะที่เราดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์และฟังคนพูด เราอาจจะลืมว่าพระเจ้ามีแผนการ แต่พระองค์มีแผนการจริงๆ เราในฐานะคริสเตียน สามารถตีความ เหตุการณ์ของโลก ตามความหมาย ของพระคำของพระเจ้าได้ ยกตัวอย่าง เรารู้ว่าพระเจ้า ได้ตรัสถึง การสิ้นยุค"แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้นจะเกิดเหตุการณ์กลียุค เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยะโสชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม ไม่อภัยให้กัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศานา เขาไม่ยอมรับ คนเช่นนี้ท่านอย่าคบ" (2 ทธ. 3:1-5) เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เราตระหนักได้ว่าเราอยู่ในยุคสุดท้าย เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะพูดกับลูกๆ ถึงเหตุกาณ์ของโลก จะช่วยให้ลูกเข้าใจว่าเหตุกาณ์เช่นนั้นเป็นส่วนประกอบของแผนการที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

เด็กๆ (และผู้ใหญ่) ผู้ไม่รู้พระคำพระเจ้าไม่สามารถเข้าใจช่วงระยะเวลานั้น สงคราม จราจล การละเมิด การพักรบ ความไร้ศีลธรรม และสิ่งอื่นๆก่อให้เกิดความสงสัย เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจว่า ปัญหาเหล่านี้อยู่ในแผนการของพระเจ้าได้อย่างไร พวกเขาจึงเต็มไปด้วยความสับสน เมื่อเด็กได้รับการเลี้ยงดูในบ้านที่พ่อแม่ตีความเหตุการณ์ของโลกตามความหมายของพระคำนิรันดร์ของพระเจ้า เด็กก็จะมีความสุขมากขึ้นและมีความมั่นใจในพระเจ้ามากขึ้นด้วย

แม้แต่ในสิ่งเล็กๆน้อยๆ เด็กๆสามารถเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระเจ้าได้ ยกตัวอย่าง ในบ้านของครอบครัวสมิธ แจ๊คกี้กำลังเศร้าโศรกเพราะสุนัขของเขาที่ตายอย่างกระทันหัน"แจ๊คกี้" พ่อปลอบ "พ่อรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไร แต่จำไว้ว่าพระบิดาบนสวรรค์รู้และสนใจ พระคัมภีร์กล่าวว่า นกสองตัวเขาขายนิดเดียวมิใช่หรือ และไม่มีแม้แต่นกตัวเดียวที่ตกลงมาโดยพระเจ้าไม่รู้ ดังนั้นเรารู้ว่าพระองค์รู้เรื่อง พีโด้ (หมา) ด้วย… แจ๊คกี้ พระเจ้าไม่เคยเอาสิ่งใดไป จากเราโดยปราศจาก จุดประสงค์ และบ่อยครั้งพระองค์ ให้บางสิ่งที่ดีกว่าทดแทน"

หลังจากแจ๊คกี้ได้รับบทเรียนเรื่องความเชื่อไปได้สองวัน เพื่อนของเขาได้นำลูกสุนัขพันธุ์ดอลลี่ตัวเล็กๆ มาให้ แจ๊คกี้อยากได้สุนัขพันธุ์ดอลลี่มานานแล้ว แต่พ่อไม่มีเงินซื้อให้ ตอนนี้เขาแน่ใจว่าพระเจ้าได้ส่งมันมาให้เขา เหมือนอย่างทีพ่อได้พยายามอธิบายให้เขาฟัง

แต่ละวันเต็มไปด้วยโอกาสที่จะอธิบายถึงสิ่งมากมายตามความหมายในพระคำของพระเจ้า การตาย การเกิด การแต่งงาน ความผิดหวัง และการเฉลิมฉลองทุกอย่างให้โอกาสที่เราจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและความห่วงใยของพระองค์ "เรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยคนที่รักรพะองค์มให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือ คนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์" (รม. 8:28)

Click Here

7. เป็นแบบอย่างต่อลูกในเรื่องพระเจ้า

ผมแน่ใจว่าพ่อทุกๆคน มีประสบการณ์เหมือนกันกับที่ผมมีเมื่อลูกของผมยังเด็กและกำลังเรียนรู้การ เล่นฟุตบอล เราจะไปหลังบ้านและโยนลูกบอลไปข้างหน้าและข้างหลัง ในไม่ช้าผมสังเกตเห็นว่าเขากำลังพยายามที่จะโยนลูกบอลเหมือนอย่างที่ผมทำ ไม่ว่าผมโยนไปข้างล่างหรือข้างบนเขาจะทำตาม ถ้าผมตบลูกบอลเขาก็จะทำเช่นนั้น เด็กเป็นผู้ลอกเลียนแบบแท้จริง เมื่อ ลูกอยู่รอบๆเรา เขาพร้อมจะสังเกตสิ่งที่เรากำลังทำและเริ่มทำตาม นี่เป็นความรับผิดชอบที่สำคัญของพ่อหรือแม่ ปราชญ์คนหนึ่งกล่าวว่า "ของขวัญที่ยิ่งใหญ่สิ่งแรกที่เราสามารถให้คนอื่นได้คือตัวอย่างที่ดี"

เรา กำลังสร้างแบบอย่างมากมายสำหรับลูกๆ ของเราทุกๆวัน แต่ไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความเหมือนกับพระเจ้า เมื่อลูกเห็นพ่อแม่มีลัษณะที่เหมือนพระเจ้า พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะทำเหมือนกัน แน่ละคำสอนของพระคัมภีร์ต้องเปลี่ยนเป็นการกระทำ ยกตัวอย่าง เมื่อคนๆ หนึ่งไว้วางใจพระคริสต์ว่าเป็นผู้ช่วยให้รอด และเติบโตในพระคำ เขากลายเป็นคนซื่อสัตย์ เมื่อลูกสังเกตเห็นความจริงในชีวิตของพ่อหรือแม่ เขาจะกลายเป็นคนซื่อสัตย์ด้วย เมื่อเขาเห็นพ่อแม่ไม่ซื่อสัตย์ เขาก็มีแนวโน้มที่จะไม่ซื่อสัตย์หรืออย่างน้อยเขาก็อาจจะไม่สนใจเมื่อ พ่อหรือแม่พูดเรื่องพระเจ้ากับเขา

วันหนึ่ง ครูของเบ็ตตี้กำลังสอนเรื่องคำวิจารณ์ในชั้นเรียนและอ่านคำพูดที่น่าประทับ ใจมากอันหนึ่ง "คำเย้ยหยันและคำวิจารณ์เป็นอาวุธของผู้อ่อนแอเป็นเหมือนกับอาวุธของผีร้าย ซึ่งมักจะอยู่ในมือของเราและมีพิษที่ด้ามมากกว่าที่ปลาย" เบ็ตตี้รู้สึกถึงความผิดพลาดในชีวิตของเธอ แต่เธอได้เรียนรู้ศิลปะนี้มาจากแม่ของเธอสิ่ง ที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งเพื่อช่วยลูกพัฒนาความเชื่อในพระเจ้าคือ การสำแดงชีวิตเหมือนพระเจ้า ผู้เป็นพ่อแม่ควรสำรวจตัวเองทุกวัน จริงๆแล้วควรเป็นทุกชั่วโมง เพื่อแน่ใจว่าคุณอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า คุณกำลังอ่านพระคำและเชื่อฟังในแต่ละวันหรือไม่ และชีวิตของเขาเองจะได้รับการปั้นแต่งตามแบบของพ่อแม่

พ่อ แม่ต้องมีชีวิตสม่ำเสมอต่อหน้าลูกๆ ถ้าพวกเขาปรารถนาให้ลูกเลียนแบบ ยกตัวอย่างพ่อแม่ของแมรี่รักพระเจ้าและมีชีวิตที่สม่ำเสมอต่อหน้าลูกๆ พวกเขารู้สึกว่าชีวิตในบ้านทดสอบความแข็งแกร่งของความเชื่อของเขา ผลออกมาชัดเจนในชีวิตของแมรี่ เมื่อเธอเป็นพยานในการประกาศกับอนุชน "ดิฉันได้อยู่ในครอบครัวคริสเตียนที่ยอดเยี่ยมมากกว่าใครๆ ที่นั่นเต็มไปด้วยความรักของพระเจ้า และดิฉันหวังว่า วันหนึ่งดิฉันจะมีบ้านอย่างที่พ่อแม่ให้กับดิฉัน"

ผมมักจะ ได้ยินผู้ใหญ่พูดว่าพวกเขาเรียนรู้จักพระเจ้าครั้งแรกผ่านการกระทำของพ่อแม่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สิ่งที่พ่อแม่สอนอาจไม่สำคัญกับลูกเท่ากับสิ่งที่ลูกเห็นจากชีวิตของพ่อแม่ ชีวิตคริสเตียนเป็นจริงต่อลูกเพราะว่ามันแสดงออกเป็นอารมณ์ที่ควบคุมได้ เป็นความมีมิตรภาพ และเป็นลักษณะอย่างอื่นๆ เหมือนพระเจ้า "ท่านจงประพฤติคนให้เป็นแบบอย่างในการดีทุกสิ่ง และในการสอน จงสุจริต และมีใจสูง" (ทต. 2:7)

8. เติมความคิดและจิตใจของลูกด้วยวรรณกรรมคริสเตียน

เมื่อ ผู้ใหญ่เติบโตขึ้น เขาตระหนักว่ามีประสบการณ์มากมายที่ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวพันได้โดยตรง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปทุกที่ในทันทีหรือเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ รอบโลก แต่เขาสามารถทำบางอย่างได้เป็นการทดแทนคือการอ่านหนังสือ เราอาจจะไม่สามารถไปที่ชายแดนประเทศธิเบต แต่เราสามารถอ่านเกี่ยวกับคนไปที่นั่นได้ เราอาจจะไม่สามารถเดินป่าในอเมริกาใต้ แต่เราสามารถอ่านถึงประสบการณ์ของผู้ที่ไปมาแล้วได้จริง ๆ แล้วสิ่งที่เรารู้ในชีวิตอย่างมากมายเป็นประสบการณ์ที่ได้มาจากการอ่าน หนังสือ เด็ก ๆ ทุกคนอยากมีประสบการณ์กับสิ่งที่อยู่นอกบ้านและนอกชุมชนของเขา และเขาสามารถมีประสบการณ์นี้ได้เมื่อเขาอ่านหนังสือ ก่อนหน้าที่ลูกสามารถอ่านหนังสือได้ เขาเพลิดเพลินกับการที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟัง เขาปรารถนาที่จะเรียนรู้วิธีที่คนทำสิ่งต่าง ๆ แล้วเพลิดเพลินกับความตื่นเต้นที่คนอื่นประสบมาแทนการออกไปเผชิญด้วยตนเอง ความประทับใจในชีวิตมากมายก่อร่างในความคิดของลูก เมื่อพ่อแม่อ่านหนังสือให้เขาฟัง

อะไรคือประโยชน์ที่เด็กได้ จากหนังสือ การอ่านจะช่วยเตรียมตัวเด็กให้รับรู้คำสั่งสอนในเรื่องต่าง ๆ โดยผ่านทางหนังสือ เด็ก ๆ อาจจะได้รับการดลใจให้กระทำสิ่งที่กล้าหาญเพื่อพระเจ้า ชีวิตจะงดงามขึ้นเมื่อเขาได้สำรวจภูมิศาสตร์ของประเทศอื่นๆ ลูก ๆ สามารถค้นพบว่าคนในประเทศอื่นเป็นอย่างไร เช่น อาหารที่เขารับประทาน วิธีการแต่งงาน ลักษณะบ้านเรือน และประเพณีที่มาจากวัฒนธรรมนั้นๆคุณ สามารถ ช่วยลูกให้ใช้ชีวิตได้กว้างไกลกว่าที่เขาเป็นอยู่ เมื่อคุณใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรือซื้อหนังสือดี ๆ มาให้เขาอ่าน เขาจะได้ยินถึงความคิดต่างๆ ที่เขาอาจประยุกต์มาใช้ได้ ยกตัวอย่างทิมได้อ่านนิยายคริสเตียนที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับชีวิตในอลาสก้า เมื่อเขาได้อ่านไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการมีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่โดดเดี่ยวในทะเลแบริ่งเป็นอย่างไร เขาประสบกับความรู้สึกอย่างเดียวกับที่เด็กชายชาวเอสกิโมได้รับเมื่อพ่อออก ไปล่าสัตว์นาน ๆ

ทิมเรียนรู้เกี่ยวกับกลางคืนในฤดูหนาวที่ เชื่องช้า และกลางวันในฤดูร้อนที่ยาวนาน เขาเรียนรู้ว่ามิชชั่นนารีอยู่อย่างไรและความยากลำบากที่ประสบในการนำข่าว ประเสริฐไปยังคนในอลาสก้า ถ้าคุณได้คุยกับทิมเมื่อเขาอ่านหนังสือจบ คุณอาจจะคิดว่าเขาใช้เวลาหลายปีอยู่ในอลาสก้าคุณสามารถสร้าง อิทธิพลของพระคริสต์ในชีวิตของลูกได้อย่างน่าทึ่ง โดยการเติมความคิดและจิตใจของเขาด้วยวรรณกรรมคริสเตียน ที่ร้านขายหนังสือคริสเตียนคุณสามารถหาหนังสือดี ๆ ที่ดึงดูดคนทุกชั้นวัยได้ มีเรื่องน่าสนใจสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน เรื่องตื่นเต้นมากกว่าสำหรับเด็กประถม และหนังสือเกี่ยวกับกลุ่ม แก๊ง และคลับ สำหรับพวกมัธยมวัยรุ่นหนุ่มสาวชอบอ่านเกี่ยวกับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เช่น ชีวประวัติของมิชชั่นนารี ผู้ใหญ่หลายคนตระหนักว่าพวกเขา ได้รับการดลใจและได้รับข้อคิดดี ๆ จากหนังสือเมื่อเป็นเด็ก พ่อแม่อาจรู้สึกว่าเขาไม่มีเวลาที่จะอ่านหนังสือให้ลูกฟังหรือหาหนังสือให้ ลูกอ่าน แต่นี่เป็นวิธีที่สำคัญวิธีหนึ่งที่ทำให้เราสร้างอิทธิพลที่ยั่งยืนกับลูก ได้

9. ใช้ประโยชน์จากดนตรีเพื่อสร้างอิทธิพลต่อลูก

บาง คนกล่าวว่าดนตรีมีเสน่ห์ แน่ล่ะ นั่นเป็นความจริง แต่มันเป็นมากกว่านั้น ดนตรีมีพลัง ดนตรีมักจะมีอิทธิพลกับคนเนื่องจากความไพเราะ ความกลมกลืน จังหวะ และคำร้อง บริษัทมากมายใช้เงินจำนวนหลายล้านบาท ทุก ๆ ปีเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์โดยใช้เสียงเพลงเป็นสื่อ ทำไมหรือ เพราะว่าดูเหมือนเสียงเพลงจะซึมซับ.เข้าไป ในความคิดของเรา ดังนั้นแทนที่เขาจะบอกว่าเราน่าจะซื้อสบู่ชนิดหนึ่ง เขากลับร้องเพลงให้เราฟัง และทำให้เราร้องเพลงเกี่ยวกับสบู่นี้ไปด้วย

คุณ สังเกตว่าบางครั้งความไพเราะบางอย่างติดอยู่ในสมองของคุณได้หลายชั่วโมง และหลายวัน นั่นสำแดงให้เห็นถึงอำนาจดนตรี มีการสอนความจริงที่ยิ่งใหญ่บางอย่างผ่านทางดนตรี แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็สามารถเรียนรู้เพลง และเขาสามารถเรียนรู้ความจริงที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระเจ้าได้โดยผ่านเสียง เพลง บางครั้งเด็กสามารถเรียนรู้ขอ้พระคัมภีร์ป่านทางการร้องเพลง มันน่าจะง่ายกว่ามาก เมื่อมีความไพเราะและจังหวะกลมกลืนไปกับคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคำเหล่านั้นยากสำหรับเด็กที่จะเข้าใจ เมื่อวัยรุ่นเรียนรู้จักเพลงหนึ่ง แม้เขายังไม่เข้าใจคำ ในไม่ช้าเขาจะถามว่า "นั่น แปลว่าอะไร" นี่เปิดโอกาสอันดีให้คุณอธิบาย หรือถ้าเขาพูดว่า "รู้" คุณสามารถถามว่า "รู้อะไร" เขาอาจจะไม่รู้เลยแล้วในทันทีนั้นเขาอาจจะถามคุณขึ้นมาก็ได้

แม้ ว่าในบ้านที่พ่อแม่ไม่นิยมดนตรี เรายังคงสามารถมีอิทธิพลต่อเด็กผ่านทางดนตรีได้ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็กที่จะเรียนรู้บทเพลงนมัสการซึ่งเกี่ยวกับ ความเชื่อ มีความจริงที่เป็นคำสอนอยู่ในเพลงนั้น และสิ่งที่เด็กได้รับมากมายในเพลงนี้จะติดอยู่กับเด็กๆ ตลอดชีวิต แม้ว่าคุณจะไม่ใช่นักดนตรี แต่คุณสามารถซื้อเทปให้ลูกฟังได้ เด็กสามารถเรียนรู้มากมายเกี่ยวกับพระคำของพระเจ้า ชีวิตคริสเตียนและการแสดงออกผ่านทางเสียงเพลง และถ้าครอบครัวสามารถร้องเพลงด้วยกันโดยใช้เครื่องดนตรีได้นั้นก็ยิ่งดี

กล่าว กันว่า "ดนตรีเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการพักผ่อน ปลุกเร้า ครอบครองจิตใจและวิญญาณของมนุษย์" พ่อ แม่คริสเตียนมีความรับผิดชอบที่จะช่วยลูกแยกดนตรีที่เหมาะสมออกมาจากดนตรี ที่ไม่เหมาะสม ถ้าคุณเป็นคริสเตียนที่ติดสนิทกับพระเจ้า คุณต้องไม่ยอมให้ดนตรีที่ไม่เหมาะสมมาครอบงำบ้านของคุณโดยผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือเทปเพลง มันขึ้นอยู่ที่คุณจะชี้ให้ลูกเห็นชัดว่าดนตรีปัจจุบันจำนวนมากไม่ได้ถวาย เกียรติพระเจ้า ประสบการณ์ยืนยันว่าวัยรุ่นที่ฟังเพลงคริสเตียนและได้รับการหนุนใจให้เดิน ใกล้ชิดพระเจ้าจะชอบดนตรีคริสเตียนมากกว่า

เปียโนหรือออ แกนเป็นสมบัติที่แท้จริงในบ้าน มันจะทำให้บ้านของคุณเป็นที่ประชุมพบปะของหนุ่มสาว เปิดบ้านให้เป็นที่ขับกล่อมหลังเลิกคริสตจักร เป็นที่พบปะหรืองานปาร์ตี้พิเศษ นี่เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ จะจดจำเกี่ยวกับบ้านของตน สภาพบ้านอาจจะเลือนหายจากความทรงจำ แต่สิ่งที่เขารู้สึก คือ ความอบอุ่น ความรัก และการอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจำได้อยู่เสมอ

วัยรุ่นไม่จำเป็นต้อง มีความสามารถพิเศษมากมายเพื่อรับประโยชน์มหาศาลจากดนตรี คนส่วนใหญ่ชอบดนตรี แม้ว่าเขาจะเล่นเครื่องดนตรีไม่ได้สักชิ้น ก็ไม่มีเหตุผลใดว่าทำไมวัยรุ่นจะไม่ได้รับประโยชน์มหาศาลจากดนตรีในเมื่อมี เทปเพลงคริสเตียนดี ๆ รายการวิทยุคริเตียนหลายรายการ ผู้รับใช้พระเจ้าคนหนึ่งเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่าเขาไปเยี่ยมและคุยกับนักโทษ ในเรือนจำ เขาบอกถึงความประทับใจบ่อยครั้ง เมื่อเขาพบว่าผู้ที่ถูกจับตอบสนองพระกิตติคุณ เพราะว่าอิทธิพลของเพลงคริสเตียนที่เขาฟังสมัยที่ยังเป็นเด็ก เขาได้เรียนรู้เพลงนมัสการที่ยิ่งใหญ่เก่าแก่เรื่องความเชื่อ และแม้ว่าเขาจะไม่เชื่อในเรื่องนี้ แต่มันยังคงติดอยู่ในหัวใจของเขา ดังนั้นเมื่อได้ยินพระกิตติคุณเขาจึงตอบสนอง แน่ละ เพลงที่เขาเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจะติดอยู่ในใจเขาชั่วชีวิต.

Click Here

10. ช่วยลูกพัฒนามิตรภาพคริสเตียน

การ ศึกษาทางวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าในปีแรกๆ ลูกได้รับคำแนะนำจากพ่อแม่ แต่เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาก็จะฟังเพื่อนมากขึ้น นี่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่เด็ก ๆ มีในการสร้างชีวิตของผู้มีวัยไล่เลี่ยกันกับตนเด็กอาจจะเชื่อเพื่อนเร็วกว่า เชื่อพ่อแม่ไม่ใช่เพียง มิตรภาพของเด็กอื่นๆ เท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อลูกชายหรือลูกสาว แต่พ่อแม่และชีวิตในบ้านของเด็กคนอื่นก็มีอิทธิพลด้วย พกวเขาไปที่บ้านของเด็กอีกคน เห็นความเป็นอยู่และสิ่งที่ครอบครัวให้ความสำคัญ ถ้าบ้านนั้นเป็นบ้านของคริสเตียนจะไม่มีข้อขัดแย้ง แต่ในบ้านของผู้ไม่ใช่คริสเตียนอาจจะทำให้เด็กเริ่มสงสัย เช่น "จอห์นนี่เป็นเพื่อนของฉัน ฉันชอบเขา เขาเป็นเด็กดี เราเข้ากันได้ดี แต่ครอบครัวของเราทั้งสองมีการมองสิ่งต่างๆ แตกต่างกัน" แน่ ละเราต้องเผชิญหน้าและทำความเข้าใจ อย่างไรก็ตามเราส่วนใหญ่เติบโตและเข้มแข็งขึ้นมิใช่โดยการละเว้น แต่โดยการเข้ามีส่วนร่วมต่างหาก

ดังนั้นในโลกของเด็กมิตรภาพซึ่งเขาได้ให้กับผู้อื่นจะช่วยเขาพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองเรา ทั้งหลายจำเป็นต้องมีเพื่อน นี่เป็นสิ่งที่เป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ ขณะที่เด็กๆ กำลังเรียนรู้วิธีจะปรับตัวเข้ากับสังคม พวกเขาจำเป็นต้องมีการติดต่อทางสังคมและต้องการการยอมรับ เพื่อนคริสเตียนจะสามารถให้ความรู้สึกมั่นคงที่พวกเขาต้องการ "นี่คือผู้ที่ยอมรับฉันและเรามีบางอย่างที่เหมือนกัน"บาง ครั้งเด็กได้รับการเลี้ยงดูในชนบทหรือบางที่ซึ่งมีเพื่อนคริสเตียนอาศัยอยู่ เป็นจำนวนน้อย ในกรณีนี้พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปและเชื้อเชิญเด็กคนอื่นๆ เข้ามาในบ้าน คุณสามารถจะนำเด็กอื่นนั่งรถไปด้วยพร้อมกับลูกของคุณ พ่อแม่สามารถนั่งอยู่ด้วยและพูดว่า "พ่อแม่หวังว่าจิมมี่จะมีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น" สิ่งที่พ่อแม่ต้องกระทำคือต้องหาโอกาสให้ลูกใช้เวลากับเด็กที่รักพระเจ้าอย่างจริงจัง

เป็น เรื่องธรรมดาที่เด็ก ๆ ทำตามแบบเด็กอื่นๆ บ่อยครั้งที่ลูกกลับบ้านแล้วพูดคำบางคำที่คุณไม่เคยได้ยินมาก่อน ถ้าเกิดขึ้นกับวัยรุ่นที่มาจากสภาพแวดล้อมไม่ใช่คริสเตียน เขาอาจจะใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ เราจำเป็นต้องตระหนักอย่างมากถึงมิตรภาพที่จะช่วยเสริมสร้างลูก ขณะที่พวกเขากำลังสร้างรูปแบบพฤติกรรมตลอดวัยเด็กและวัยรุ่น พวกเขากำลังได้รับคำแนะนำจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเขา

11. อย่ามองข้ามอิทธิพลของโรงเรียนคริสเตียน

เด็กๆ จำเป็นต้องได้รับอิทธิพลนอกบ้าน บางครั้งเขาอาจจะคิดว่า นี่คือวิธีที่เราใช้ในบ้าน นี่คือสิ่งที่พ่อและแม่เชื่อถือ แต่ไม่มีใครอื่นเห็นเช่นนั้น ดังนั้นเป็นการดีสำหรับพวกเขาที่จะเรียนโรงเรียนคริสเตียนที่ซึ่งมีอิทธิพล ของพระเจ้าครอบคลุมอยู่เด็กๆ มักจะยกย่องครู ครูพูดถูกไปหมดและนี่เป็นธรรมชาติ แม่และพ่อมีความสำคัญรองลงมา ครูเป็นผู้มีความสำคัญกว่าในจุดนี้ ครูเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจ สัญลักษณ์แห่งการศึกษาและการฝึกฝน จุดประสงค์ของครูคือการสอนเด็กในสิ่งที่เขาไม่รู้ ดังนั้นเด็กจึงเคารพและยกย่องครู

ครู ที่เป็นคริสเตียนสามารถเสริมสิ่งที่สอนในครอบครัวอยู่แล้ว บ่อยครั้งเหลือเกินที่ครูที่ยังไม่เป็นคริสเตียนจะหัวเราะเยาะและทำลายการ ฝึกฝนแบบคริสเตียนที่เด็กได้รับจากครอบครัว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นสิ่งที่น่าหนุนใจที่เด็กจะมีครูที่เป็นคริสเตียน มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังถึงนักเรียนคนหนึ่งของเธอ เมื่อเอสังเกตเห็นความวิตกของเขาและถามว่าเกิดอะไรขึ้น ปีเตอร์เล่าถึงปัญหาของเขา ดังนั้นเธอจึงแนะนำให้เขามาโรงเรียนแต่เช้าขึ้นเล็กน้อยทุกวันเพื่อทั้งสอง จะสามารถคุยกับพระเจ้าเรื่องนี้ เมื่อเขาอธิษฐานร่วมกันปัญหาก็ได้รับการแก้ไข ครูคริสเตียนผู้นี้ไม่เพียงแต่สนใจและแบ่งปันความวิตก เธอสามารถนำเขาไปสู่พระคริสต์ผู้ยินดีที่จะแก้ปัญหาของเขาด้วย เด็ก ผู้อยู่ในโรงเรียนคริสเตียนไม่เพียงแต่มีโอกาสที่จะมีครูคริสเตียนเท่านั้น เขายังมีเพื่อนเล่นที่เป็นคริสเตียนด้วย เพื่อนที่มีความคิดคล้ายกัน มีความสนใจคล้ายกัน และสนุกสนานในการร่วมกิจกรรมที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง บ่อยครั้งที่เพื่อนนักเรียนแบบนั้นกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในเวลาต่อมา

คำสั่งสอนในโรงเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย ผมรู้จักชายคนหนึ่งที่ประกาศในชั้นเรียนว่า "ผมไม่เชื่อพระคัมภีร์ และคนที่มีความคิดก็ไม่เชื่อพระคัมภีร์หรอก" แล้ว เขาก็พูดต่อต้านพระคัมภีร์เสียยืดยาว แต่ในทางตรงกันข้ามอาเธอร์ซึ่งเรียนอยู่ในโรงเรียนคริสเตียนได้แสดงความ รู้สึกเกี่ยวกับการสร้างมนุษย์ว่า "ผมเชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์เหมือนอย่างที่พระคัมภีร์กล่าวไว้" ครู เห็นด้วยและกล่าวว่าเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่จะสนับสนุนข้อโต้แย้ง ความเชื่อของอาเธอร์ได้รับการเสริมให้เข้มแข็งขึ้นมากกว่าถูกทำลาย สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นในโรงเรียนคริสเตียนมี การเน้นหลายสิ่งในโรงเรียนคริสเตียนที่คุณจะไม่พบในโรงเรียนที่ไม่ใช่ คริสเตียน ผมจำได้ว่าวันหนึ่งเมื่อลูกสาวของเราเป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนคริสเตียน เธอถูกบังคับให้ท่องจำเพลงนมัสการหนึ่งหรือสองบทในชั้นเรียนภาษาอังกฤษทุก เดือน นี่เป็นส่วนเล็กน้อยของหลักสูตร แต่แน่ละมันเป็นสิ่งสำคัญ ในโรงเรียนคริสเตียนเด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเข้าร่วมนมัสการ ผู้เทศนาจะเล่าถึงการที่พระเจ้าจัดการกับชีวิตของเขา ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ความคิดของนักเรียนจะขยายออก และเขาจะมีความยินดีในการได้ยินผู้อื่นที่รักพระเจ้าพูดใน โรงเรียนคริสเตียนนักเรียนจะได้เรียนพระคัมภีร์และอภิปรายถึงความเกี่ยวพัน ของพระคัมภีร์ต่อชีวิตประจำวัน พระวจนะที่ติดอยู่ในดวงใจของเด็กๆ จะเป็นแหล่งของกำลังทุกวันตลอดชั่วชีวิตของเขา

Click Here

12. ค่ายคริสเตียนสามารถช่วยลูกได้

ค่าย คริสเตียนให้โอกาสเด็กเพื่อก้าวสู่โลกใหม่ที่มหัศจรรย์ พวกเขาอาจจะวิ่งออกกำลังไปรอบๆหมู่บ้าน ไปคริสตจักร ไปเรียนรวีฯ และกลุ่มอนุชน แต่เมื่อเขาเข้าค่ายทุกสิ่งแตกต่างออกไป บรรยากาศแสนวิเศษข้างนอกแทรกซึมลงไปในตัวเด็กๆ การออกไปเที่ยว มิตรภาพ ความสนุกสนาน ดึงดูดหัวใจของเด็ก ๆ

รายการของค่ายอาจจะประกอบ ด้วยการศึกษาพระคัมภีร์ การสันทนาการ หัตถกรรม กีฬา เวลาสนุกสนาน การเล่นรอบกองไฟ และการประชุมพิเศษอื่นๆ ในทุกๆ นาทีพระคริสต์แทรกซึมอยู่ เด็กเรียนรู้ความหมายของการอยู่เพื่อพระคริสต์และมีพระคริสต์ในชีวิต ที่ค่ายเด็กเปิดใจต่อคำแนะนำของผู้ให้คำปรึกษาและผู้อื่นที่ทำงานกับพวกเขา นั่นไม่ใช่สถานการณ์ที่พวกเขามีที่บ้าน ที่ชั้นรวีฯ หรือที่คริสตจักร ที่นี่เป็นเวลาสนุกสนานและกระนั้นชาวค่ายก็พบว่าพระกิตติคุณมีส่วนเกี่ยวพัน กับชีวิตอย่างมากด้วย

ครั้งหนึ่งผมจำได้ถึงผู้อำนวยการ คริสเตียนศึกษาท่านหนึ่ง (หลังจากที่นำกลุ่มอนุชนไปเข้าค่ายเป็นเวลา 2 สัปดาห์) กล่าวว่าเด็ก ๆ ดูเหมือนจะเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณในสองอาทิตย์นี้มากกว่าที่เขาเติบโตตลอดปีที่ บ้านเสียอีก นี่อาจจะไม่จริง แต่วัยรุ่นมากมายตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ที่ค่ายเด็ก ๆ และวัยรุ่นผู้เติบโตในครอบครัวคริสเตียนและไปโบสถ์ประจำอาจเชื่องช้าในการ ยืนหยัดเพื่อพระคริสต์ จนกระทั่งเขาไปเข้าค่าย บางคนที่รับเชื่อแล้วอาจจะสำแดงให้เห็นว่าเขาเติบโตเพียงเล็กน้อย จน กระทั่งเขาได้ไปเข้าค่าย ผู้ให้คำปรึกษามีความคาดหวังให้วัยรุ่นได้รับความรอดและตัดสินใจในการอุทิศ และแยกตัวออกจากโลก ดังนั้นไม่เพียงแต่อยู่ในสภาพที่ใหม่เท่านั้น แต่เด็กๆ จะทำตามรายการของค่ายที่ได้จัดเตรียมไว้ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อนำเด็กให้ต้อน รับพระเยซู

อิทธิพลของชาวค่ายให้บรรยากาศฝ่ายวิญญาณที่ ลึกซึ้ง หลังจากพระอาทิตย์ตกความมืดเข้าครอบคลุมค่าย คนหนุ่มสาวเข้าล้อมรอบกองไฟ เพื่อร้องเพลงสรรเสริญและแบ่งปันประสบการณ์คริสเตียน คำพยานง่ายๆเหล่านี้ มักมีผลต่อชาวค่ายมากมายเกินกว่าการพูดคุยกันหรือคำเทศนาใดๆ พ่อ แม่ที่ฉลาดจะใช้ความพยายามทุกๆ ทางเพื่อส่งลูกไปเข้าค่ายคริสเตียนไม่ว่าจะเป็นค่ายฤดูร้อน หรือค่ายอื่นๆ ที่เหมาะสม เช่นค่ายเด็กรุ่นกลางของคริสเตียนศึกษาแบ๊บติสต์ ค่ายของ นคท. YFC. ฯลฯ

ผมจำได้ว่าหญิงคนหนึ่งกล่าวว่า "เราเกือบจะส่งบ๊อบไปเข้าค่ายฤดูร้อนนี้อยู่แล้ว แต่นี่เป็นโอกาสที่เขาจะหาเงิน" สองสามปีให้หลังผมพบเด็กหนุ่มคนนี้ เขาไม่ได้อยู่เพื่อพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว ผมรำพึงในใจว่า "ใช่ เขามีรถยนต์ มีงานทำ และสิ่งที่เป็นวัตถุอื่น ๆ แต่สิ่งที่เขาจำเป็นต้องมีมากที่สุด ไม่ใช่รถยนต์แต่เป็นการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเยซูและอยู่เพื่อพระองค์ เขาไม่มีโอกาสนั้นเพราะว่า พ่อแม่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเขาไปเข้าค่ายคริสเตียน" มัน คุ้มค่าที่จะส่งลูกไปเข้าค่ายคริสเตียนแม้ว่าคุณต้องเสียสละบ้าง พระพรและความจริงที่ได้รับที่ค่ายจะเพิ่มเติมการอุทิศตนเพื่อครอบครัว แม้จริงแล้วอิทธิพลของเวลาที่ใช้ในทางนี้จะปันผลให้เป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ใช่เพื่อชาวค่ายเท่านั้น แต่เพื่อครอบครัวทั้งครอบครัวด้วย ชีวิตของเขาอาจจะได้รับการบันดาลใจมากจนกระทั่งพระเจ้าสามารถใช้เขาไปประกาศ กับคนอื่นๆ ได้

13.แสดงให้ลูกเห็นถึงวิธีแบ่งปันความเชื่อกับผู้อื่น

โอกาส ที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งของชีวิตคือการได้แบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้อื่น ไม่ต้องสงสัยว่าไม่มีประสบการณ์อันใดจะเทียบเท่าประสบการณ์ของการที่พระเจ้า ใช้ให้เรานำคนอื่นมาถึงความรอดในพระคริสต์ได้ ซึ่งตรงข้ามกับที่บางคนคิด การนำคนมาถึงความรอด ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กอาจมีประสบ.การณ์ นี้ด้วย และวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่จะช่วยเด็กให้เติบโตในความเชื่อคือการกระทำ ให้เห็นว่าจะนำคนอื่นมาเชื่อพระเยซูได้อย่างไร

ตัวอย่างของ คุณเองจะมีความหมายต่อลูกอย่างมาก เมื่อลูกเห็นว่าคุณมีส่วนร่วมในการนำวิญญาณ เขาจะพบว่านั่นเป็นธรรมชาติที่จะพูดคุยกับผู้อื่นด้วย ถ้าลูกรู้ว่ามีบางคนรับพระเจ้าขณะที่มีบางคนปฏิเสธ พวกเขาจะไม่รู้สึกท้อแท้มากเมื่อมีการปฏิเสธเกิดขึ้น เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณที่จะคุยกับลูกเกี่ยวกับการเป็นพยาน เมื่อเขาพูดกับใครบางคนเกี่ยวกับพระเจ้า คุณสามารถพูดว่า "พ่อดีใจที่ลูกทำเช่นนั้น พ่อรู้ว่า พระเจ้าพอพระทัย และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ลูกทำ"

คุณอาจจะอธิบาย ต่อลูกว่าทำไมคุณจึงไม่พูดจาดูหมิ่นและเป็นพยานในเวลาเดียวกัน ถ้าเขาเข้าใจ สิ่งที่คนอื่นรู้สึกและรู้ถึงวิธีที่เขาจะโต้ตอบนั่นจะมีส่วนช่วยลูกด้วย สิ่ง แรกในการเป็นพยาน คือ เด็กต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซูคริสต์ก่อน ประการที่สองเขาต้องมีความคุ้นเคยกับพระคำของพระเจ้า ผ่านทางการใช้และการจดจำตอนพิเศษในพระคัมภีร์อยู่เสมอ ประการที่สาม เขาต้องรู้สึกถึงความเร่งด่วนในการแนะนำให้เพื่อนและผู้คุ้นเคยรู้จักพระ เจ้า

สิ่งเหล่านี้ทำให้จิตวิญญาณของลูกเติบโตขึ้น พ่อแม่ ผู้เป็นพยานที่ดีและผู้ที่สอนให้ลูกกระทำอย่างเดียวกันจะสร้างรากฐานความ เชื่อที่ดีในลูกการได้เห็นพระกิตติคุณที่กำลังเกิดผลในชีวิตของผู้อื่น จะช่วยให้ความเชื่อของเราลึกซึ้ง ช่างเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่อะไรเช่นนั้นในการนำคนมาหาพระคริสต์ เห็นเขารับความรอด แล้วเห็นเขาเติบโตในพระเจ้า ตลอด เวลาหลายปี ผมได้สังเกตว่าคริสเตียนผู้ยังคงจริงจังกับพระเจ้า คือผู้ที่ยังคงเป็นพยาน พูดอีกอย่างหนึ่ง คือ ศิษยาภิบาล นักประกาศ ผู้สอนพระคัมภีร์ และคริสเตียนทั่วไป ผู้สูญเสียความเชื่อและตกอยู่ในความบาปที่น่าละอายมักจะเป็นผู้ที่ไม่ค่อย เป็นพยานกับผู้อื่น

ผู้ใหญ่หลายคนมารู้จักพระคริสต์เพราะคำ พยานของเด็กๆ และแน่ละ เด็กๆ มากมายมารู้จักพระเจ้าโดยผ่านทางเด็กคนอื่นๆ ดังนั้นถ้าคุณต้องการให้ลูกเติบโตในพระเจ้า จงช่วยเขาให้เข้าใจการเป็นพยาน จงให้โอกาสกับเขาและเป็นพยายร่วมกับเขา เพื่อว่าเขาจะมีส่วนในการนำผู้อื่นมาสู่พระคริสต์ นั่นแหล่ะ คือการุทิศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์สามารถจะทำได้

Click Here "และบรรดาคนที่ฉลาดจะส่องแสงเหมือนแสงฟ้า และบรรดาผู้ที่ได้ให้คนเป็นอันมากมาสู่ความชอบธรรมจะส่องแสงเหมือนอย่างดาว เป็นนิตย์นิรันดร์" (ดาเนียล 12:3)