คริสต์ศาสนาสอนอะไร...?

สารบัญ
หมายเหตุ: เนื่องจากบทความนี้มีความยาวมาก ท่านสามารถ Download ไปอ่านได้
สำหรับ PCและ eBook สำหรับ Pocket PC

โดย นายชัยรัตน์ จิตต์แก้ว
E-mail: chairatj@yahoo.com

          เรื่องของศาสนาคริสต์และเรื่องของพระเยซูสำหรับคนไทยทั่วๆไปนับว่าคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง และนอกเหนือจากความคลุมเครือแล้ว คนไทยเรายังมีทัศนะคติที่ระมัดระวังตัวในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับแวดวงของคริสต์ศาสนาอีกด้วย เรากลัวการถูกล้างสมองหรือถูกยัดเยียดความเชื่อที่ขัดต่อระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราชาวไทยและไทยปนจีน (หรือจีนปนไทย) ที่เราคุ้นเคยกันดี บางคนบอกว่าคนคริสต์ไม่นับถือพ่อแม่และบรรพบุรุษ คนคริสต์นับถือแต่พระเจ้า อะไรๆก็พระเจ้า วันทั้งวันหาทางแต่จะยัดเยียดพระเจ้าให้คนอื่น ทำตัวเหมือนนักขายตรงที่น่าเบื่อหน่าย...

          แต่มีใครบ้างไหมที่อยากเปิดใจถามตรงๆด้วยความอยากรู้ ว่าคริสต์ศาสนาสอนอะไร ? และคนที่นับถือคริสต์ศาสนาเขามองโลกอย่างไร ? ทำไมเขาจึงพยายามเผยแผ่ศาสนาของเขา และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวจริงหรือไม่ ?

          ถ้าท่านคือคนประเภทนี้แล้ว...บทความนี้คงเป็นประโยชน์บางประการสำหรับท่าน...ขอขอบคุณพระเจ้าหากท่านจะได้อ่านบทความนี้ไปจนจบ...

Click Hereศาสนาในโลก...

          หนังสือเนชั่นแนลจีออกราฟฟิค ฉบับเดือนธันวาคม 2544 ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำนวนประชากรในโลกและการนับถือศาสนาไว้ค่อนข้างละเอียดแต่จะขอสรุปให้เห็นภาพกว้างๆในที่นี้ดังนี้...

  1. จำนวนประชากรในโลกมีประมาณ 6,000 ล้านคน (ในจำนวนนี้จำนวนผู้ชายน้อยกว่าจำนวนผู้หญิงเล็กน้อย)

  2. ประชากรประมาณ 3,900 ล้านคนนับถือศาสนาใหญ่ที่เชื่อว่ามีพระเจ้า
    1. จำนวน 2,000 ล้านคนนับถือศาสนาคริสต์ (ศาสนาพระเจ้าองค์เดียว)
    2. จำนวน 1,300 ล้านคนนับถือศาสนาอิสลาม (ศาสนาพระเจ้าองค์เดียว)
    3. จำนวน 600 ล้านคนนับถือศาสนาฮินดู (ศาสนาพระเจ้าหลายองค์)

  3. ประชากรประมาณ 390 ล้านคนนับถือพระพุทธศาสนา (รวมทุกนิกายทั้งหินยานแบบไทย พม่า ลาว ศรีลังกา และมหายานแบบจีน ญี่ปุ่น ธิเบต เวียดนาม...)

  4. ประชากรที่เหลืออีกประมาณ 1,700 ล้านคน ส่วนหนึ่งนับถือศาสนาเล็กๆเฉพาะกลุ่มบ้าง (บางศาสนาเชื่อพระเจ้า บางศาสนาไม่เชื่อพระเจ้า), อีกส่วนหนึ่งไม่มีศาสนาที่ชัดเจน ในจำนวนที่ไม่ถือศาสนาที่ชัดเจนนี้เป็นพวกนับถือเหตุผลตามหลักปรัชญาของนักคิดสายต่างๆ บ้าง ถือหลักยึดตนเองบ้าง นับถือเหตุผลและศักยภาพของวิทยาศาสตร์และหลักความคิดแบบสมัยใหม่บ้าง นับถือเทพนับถือผีต่างๆซึ่งรวมถึงวิญญาณของวีรบุรุษต่างๆบ้าง นับถือวัฏฏจักรของธรรมชาติบ้าง นับถือไสยศาสตร์บ้าง กระจายกันไปในส่วนต่างๆของโลก.

จะเห็นได้ว่ามีคนถึงประมาณ 28% ที่ไม่มีศาสนาที่ชัดเจน และมีเพียง 6.5% เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาซึ่งไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า ในขณะที่มีคนประมาณ 65% ของโลกที่นับถือศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า...

          ดังนั้น ถ้าจะกล่าวแบบรวบรัดลงไปอีกก็อาจกล่าวได้ว่า คนในโลกทุกๆ 100 คน มี 65 คนนับถือพระเจ้า และมี 35 คนที่ไม่นับถือพระเจ้า...

          การเชื่อและนับถือในพระเจ้า กับการไม่เชื่อไม่นับถือในพระเจ้าย่อมทำให้วิธีคิดและการดำรงชีวิต ตลอดจนการสังเคราะห์วิธีการแก้ปัญหาในชีวิตของมนุษย์มีความแตกต่างกันอย่างไม่ต้องสงสัย ...

          อย่างไรก็ตามบทความนี้มีได้มุ่งในประเด็นการพิสูจน์เรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าและไม่ได้มุ่งที่จะทำให้ผู้อ่านเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม แต่คงเป็นที่เข้าใจเอาเองว่าท่านผู้อ่านคงจะต้องถูกจำแนกโดยอัตโนมัติทีเดียวว่า ท่านอยู่ในกลุ่มที่เชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า

          จุดหมายสำคัญของบทความนี้คือจะพยายามเล่าเรื่องคริสต์ศาสนาอย่างง่ายๆให้แก่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจได้รู้ แต่แน่ละว่าในบางตอนต้องมีการกล่าวถึงพระพุทธศาสนาหรือความเชื่ออื่นบ้างเพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนขึ้นในใจผู้อ่านด้วยวิธีการเปรียบเทียบซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจได้ง่ายกว่าการกล่าวถึงคริสต์ศาสนาเพียงด้านเดียวล้วนๆ...

          จากนี้ไปขอเชิญท่านได้เข้าสู่ความรู้ใหม่ ที่จะพยายามอธิบายว่าคริสต์ศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และมีคนนับถือมากที่สุดในโลกนั้น ได้สอนถึงอะไร...

Click Here พระเจ้า...พระวจนะ ... พระคัมภีร์ ...และกำเนิดของคริสต์ศาสนา...

          พระเจ้าในคริสต์ศาสนาทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ไม่มีร่างกายอันต้องเปื่อยเน่าหรือต้องบำรุงเลี้ยงด้วยปัจจัยทางวัตถุ พระองค์ทรงสมบูรณ์ในทุกด้าน ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตและกำลังของกัลป์จักวาล พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งในจักรวาลโดยพระดำรัส คือทรงสั่งให้เกิดสิ่งใด ก็บังเกิดสิ่งนั้นขึ้นมา พระองค์ทรงวางกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่ง ซึ่งมนุษย์เรียกว่ากฎธรรมชาติ พระเจ้าทรงมีบุคคลิกภาพปรากฏเป็น ความรัก ความยุติธรรม ความสัตย์ซื่อ ความเป็นนิรันดร์ และความบริสุทธิ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอำนาจสูงสุด...

          ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าด้วยตาเปล่าๆของเขา แต่พระเจ้าทรงมาหามนุษย์และสื่อสารกับมนุษย์ พระองค์ทรงให้มนุษย์ทราบว่า พระนามของพระองค์คือ พระยะโฮวาห์ ซึ่งมีความหมายว่า เราเป็นอย่างที่เราเป็น

          มีศาสนาสำคัญสามศาสนาในโลกที่นับถือพระยะโฮวาห์ เป็นพระเจ้าสูงสุด นั่นคือ ศาสนายิวหรือยูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ตามลำดับเวลาที่ก่อตั้งศาสนาขึ้นในโลก...

          คำสั่งสอนของพระเจ้าเรียกว่า พระวจนะ พระเจ้าได้ประทานพระวจนะให้แก่มนุษย์โดยผ่านผู้ที่พระองค์ทรงเรียกใช้หลายคนในเวลาหลายพันปีที่ผ่านมาเพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะได้ประพฤติตาม และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นแก่นของคริสต์ศาสนาที่เรากำลังทำความรู้จักกันนี้ พระวจนะที่สืบทอดมาถึงเราในทุกวันนี้อยู่ในรูปของหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นคัมภีร์หลักของศาสนา หนังสือนั้นก็คือ พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ (The Holy Bible) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า พระคัมภีร์...

          กล่าวโดยย่อ พระคัมภีร์คือบันทึกที่มนุษย์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้จดจารึกพระวจนะของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับมนุษย์ ตั้งแต่การทรงสร้างจักรวาล ดวงดาวและโลก พืชและ สัตว์ต่างๆ จนถึงการทรงสร้างมนุษย์ ...

          พระคัมภีร์ได้ทำให้เราทราบต้นเรื่องทั้งมวลของมนุษยชาติ และการก่อกำเนิดศาสนายิวซึ่งเป็นศาสนาเดิมก่อน จากนั้นเมื่อบังเกิดพระเยซูแล้ว (จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า) จึงได้กลายมาเป็นคริสต์ศาสนาในที่สุด... คำสอนจำนวนมากของศาสนายิวจึงเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนในคริสต์ศาสนาด้วยเนื่องจากมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน...

เรื่องราวในพระคัมภีร์ย้อนกลับไปนับหมื่นปี ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่มีความเป็นมาเก่าแก่มากที่สุดในโลก...

          ในกระบวนการทรงสร้างของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นเป็นอันดับสุดท้าย ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์โดยถ่ายแบบมาจากพระเจ้าเองหรือในพระคัมภีร์เรียกว่าทรงสร้างตามฉายา (image) ของพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์เหนือยิ่งกว่าสิ่งใดๆทั้งหมดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนับไม่ถ้วนในจักรวาลนี้...

          นอกจากเรื่องการทรงสร้างแล้วพระคัมภีร์ยังได้จารึกไว้ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับมนุษย์ ด้วย... สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับมนุษย์นี้เรียกว่าพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์... พันธสัญญาหลายข้อได้เกิดขึ้นสำเร็จไปแล้วอย่างสมบูรณ์ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของมนุษยชาติ ในขณะที่พันธสัญญาอีกหลายข้อได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้วตั้งแต่ในอดีตและยังคงกำลังดำเนินไปในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วยังมีพันธสัญญาอีกหลายข้อที่พระเจ้าจะทรงกระทำให้เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า...

          เนื้อหาในพระคัมภีร์แบ่งออกได้เป็นสองตอนใหญ่ๆ คือเนื้อหาในช่วงเวลาที่พระเยซูยังไม่ได้ทรงกำเนิดขึ้นในโลก เนื้อหาส่วนนี้เรียกว่าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม กับ เนื้อหาในช่วงเวลาที่พระเยซูได้ทรงกำเนิดขึ้นแล้วในโลก เนื้อหาส่วนนี้เรียกว่า พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่...

Click Here มนุษย์กับพระเจ้า...

          ดังได้กล่าวมาแล้วว่าในบรรดาสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งหมดนั้น มนุษย์คือสิ่งที่พระเจ้ารักที่สุด ในพระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าระบายลมปราณจากพระทรวงของพระองค์เข้าสู่มนุษย์ซึ่งทรงสร้างร่างกายขึ้นมาจากผงคลีดินหรือมูลธาตุในโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ก่อนหน้าแล้ว และโดยลมปราณของพระเจ้านั้นเอง มนุษย์ผู้ชายคนแรกก็ถือกำเนิดขึ้น... พระเจ้าเรียกเขาว่า อาดัม...

          มนุษย์ผู้ชายคนแรกนี้ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้มีพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์มาก่อน ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลยว่าทำไมผู้ที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการจึงนอนไม่หลับเมื่อพบว่าไม่มีสามารถหาหลักฐานฟอสซิลที่เป็นรอยต่อเชื่อมระหว่างคนกับลิงให้ใช้ยืนยันทฤษฎีได้อย่างสมบูรณ์พอที่จะปฏิเสธการทรงสร้างของพระเจ้า... นั่นเป็นเพราะมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วนั้นเอง...

          หลังจากทรงสร้างมนุษย์ผู้ชายแล้ว พระเจ้าสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมาโดยการชักเอากระดูกซี่โครงของมนุษย์ผู้ชายออกมา (ด้วยวิธีของพระองค์) แล้วทรงใช้เป็นต้นทุนในการสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้น ...พระเจ้าเรียกเธอว่า เอวา... นี่ก็อีก คือเป็นมนุษย์คนที่สองที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์มาก่อน ทั้งสองไม่ได้เกิดจากการผสมกันของเชื้อชีวิตจากชายและหญิง...

          และเช่นเดียวกันกับมนุษย์ผู้ชายคนแรกคือเมื่อเกิดมนุษย์ผู้หญิงขึ้นนั้นเธอก็เป็นสาวทันทีไม่ได้ผ่านการเป็นทารกมาก่อน ...

          ถ้าจะกล่าวว่าพระเจ้าเป็นพ่อแม่ของมนุษย์ทั้งสองก็ต้องบอกว่าใช่ แต่ในพระคัมภีร์นั้น ภาพลักษณ์ของพระเจ้าเป็นชายมากกว่าที่จะเป็นหญิง ดังนั้นก็กล่าวได้อีกว่ามนุษย์มีพระเจ้าเป็นพ่อแต่ไม่มีแม่...

          การที่มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ผู้ชายนั้น ก็เป็นต้นเค้าว่าชายและหญิงต่างมีชีวิตอันต้องรวมกันและแยกกันไม่ได้ สิ่งที่ชายขาดจะหาพบได้ในหญิง และสิ่งที่หญิงขาดก็จะหาพบได้ในชาย ... ความรักใคร่ผูกพันกันระหว่างชายและหญิงก็เริ่มมีมาแต่ครั้งกระนั้นเอง...

          เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นแล้วก็ทรงประทานสติปัญญาอันยอดเยี่ยมให้และทรงประทานเสรีภาพในการดำเนินชีวิตบนพิภพโลกไว้ให้ด้วย ชะรอยว่าพระเจ้าจะทรงตระหนักว่าพระองค์เองมีอิสรภาพอันไม่จำกัดในการเป็นพระองค์เอง ดังนั้นเมื่อทรงสร้างมนุษย์ตามต้นแบบคือพระองค์เองแล้ว แต่มนุษย์ต้องอยู่ในโลกที่มีมิติจำกัด พระองค์จึ่งได้ทรงประทานเสรีภาพอันไม่จำกัดในการคิดและการกระทำให้แก่มนุษย์ด้วยเพื่อชดเชยกัน ... แต่การคิดเองทำเองแบบมนุษย์ด้วยวิธีการของมนุษย์นี่แหละที่นำมนุษย์ไปติดกับตัวเองในเวลาต่อมา... กับดักนี้คือสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อว่า บาป...

Click Here บาปของมนุษย์...

           ถ้าจะถามว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อพระประสงค์อะไร ก็อาจตอบได้จากพระคัมภีร์ว่านอกจากเพื่อเป็นการยืนยันถึงความรักและอัฉริยภาพในการทรงสร้างของพระองค์แล้ว พระเจ้ายังทรงต้องการให้มนุษย์เป็นผู้ครอบครองดูแลสิ่งที่ต่างๆที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นไว้ก่อนหน้าที่จะทรงสร้างมนุษย์ เพื่อให้โลกนี้มีมนุษย์เป็นผู้ปกครอง ไม่ใช่มีสัตว์เป็นผู้ปกครอง...

          แต่การที่พระองค์จะมอบภารกิจสำคัญนี้ให้กับมนุษย์กระทำพระองค์ก็มีพระประสงค์ให้มนุษย์ดำรงชีวิตร่วมไปกับพระองค์โดยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ และเคารพยำเกรงเชื่อฟังพระองค์ แต่ทั้งนี้โดยทรงให้มีเสรีภาพในเวลาเดียวกันด้วย ...

          พระเจ้าทรงรักมนุษย์เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามอย่างพระองค์ ซึ่งมนุษย์ก็ควรจะรักพระเจ้าและควรแสดงออกต่อพระเจ้าโดยการคิดและทำสิ่งต่างๆ ในวิถีทางที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเช่นกัน...

          มนุษย์คู่แรกได้มีความสุขในชีวิตอย่างล้นเหลือ พระเจ้าทรงให้มนุษย์คู่แรกใช้ชีวิตอยู่ในสวนที่มีชื่อว่าสวนเอเดน อันเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและผลไม้ทุกชนิด และในเวลานั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บไข้ได้ป่วย ความขาดแคลน และความตาย รวมทั้งมนุษย์ยังไม่มีและไม่รู้จักการเปรียบเทียบความดีความชั่ว รวมทั้งยังไม่รู้จักความละอายเพราะไม่มีเหตุให้ต้องละอาย ผู้เขียนเข้าใจเองว่ามนุษย์คู่แรกคงมีสภาพจิตเป็นกลางๆ มีความสุขที่มีพระเจ้าเป็นปัจจัย ซึ่งเป็นสุขนิรันดร์ไม่ใช่ความสุขที่มีผลจากการเปรียบเทียบและพบว่าตนเองได้ครอบครองสิ่งที่เหนือกว่า ดีกว่า เป็นปัจจัย ซึ่งเป็นสุขอนิจจัง...

          มนุษย์คู่แรกดำเนินชีวิตไปโดยไม่ต้องห่วงกังวลกับอาหารการกินและปัญหาประจำวัน เพราะทุกอย่างมีพรั่งพร้อมในสวนเอเดน...

          ในสวนเอเดนนั้นพระเจ้าทรงให้มนุษย์ครอบครองใช้สอยและบริโภคได้ทุกอย่าง แต่ทรงห้ามไม่ให้มนุษย์กินผลของต้นไม้ต้นหนึ่ง... ผลของต้นไม้นี้หากมนุษย์กินเข้าไปก็จะเกิดความเข้าใจเรื่องของการเปรียบเทียบรู้จักสิ่งดีสิ่งชั่ว รู้จักความหยาบความประณีต และรู้จักเรื่องสิ่งคู่ตรงกันข้ามทั้งปวง ... ความรู้ชนิดนี้แหละจะนำมนุษย์เข้าสู่การหาความสุขอนิจจังและปฏิเสธความสุขนิรันดร์จากพระเจ้า... ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงห้ามไว้ ... นี่เป็นข้อห้ามประการเดียวที่พระเจ้าทรงบัญญัติไว้...

          ในระยะแรก ทุกสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำในเวลานั้นล้วนสอดคล้องต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและทุกสิ่งก็ดำเนินไปเป็นอย่างดี พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าได้มีการพบปะพูดคุยกับมนุษย์คู่แรกอยู่เป็นประจำ ฝ่ายมนุษย์ก็รักและเชื่อฟังพระเจ้าอยู่เสมอมา...

           จนกระทั้งคราวหนึ่งที่มนุษย์ได้ใช้เสรีภาพของตนตัดสินใจกระทำการสิ่งหนึ่งอันเป็น การฝ่าฝืนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า... ซึ่งนั่นคือความหมายของคำว่า บาป นั่นเอง ... แต่การกระทำบาปครั้งแรกนั้นจะเริ่มต้นจากมนุษย์เองทั้งหมดก็หาไม่ หากแต่เริ่มต้นจากความคิดอันเหิมเกริมของสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นในรูปของวิญญาณชนิดหนึ่ง... มันคือซาตาน ...

Click Here ฑูตสวรรค์ และ ซาตาน...

          ในบรรดาสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นจำนวนเหลือที่จะคณานับได้นั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างวิญญาณที่สำคัญขึ้นหมู่หนึ่ง วิญญาณเหล่านี้เรียกว่าฑูตสวรรค์ซึ่งพระเจ้าให้มีฤทธิ์อำนาจและความสามารถต่างๆกัน หน้าที่ของฑูตสวรรค์คือรับใช้พระเจ้าและกระทำการต่างๆภายใต้พระดำริของพระเจ้า...

          จากพระคัมภีร์ เราได้พบว่าพระเจ้ากำหนดให้มนุษย์มีศักดิ์ศรีสูงกว่าเหล่าฑูตสวรรค์เสียอีก เพราะพระเจ้าทรงมีภาพลักษณ์เป็นพระบิดาของมนุษย์ ในขณะที่พระเจ้ากลับมีภาพลักษณ์เป็นพระราชาหรือเป็นเจ้านายของเหล่าบรรดาฑูตสวรรค์...

          ในเหล่าฑูตสวรรค์ทั้งหมดนั้น มีฑูตสวรรค์ตนหนึ่งที่มีฤทธิ์อำนาจมากและต้องการทำตนเทียมพระเจ้า ชื่อของฑูตสวรรค์ตนนี้มีมากมายแต่เราคุ้นเคยกับมันในชื่อว่า ซาตาน... ซาตานได้ปลุกปั่นฑูตสวรรค์จำนวนหนึ่งไว้เป็นสมุนบริวารของมันด้วย...

          ซาตานซึ่งมีฤทธิ์อำนาจมากได้มาหามนุษย์คู่แรกในร่างของงู มันได้หลอกลวงมนุษย์ให้สงสัยในความรักและความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ มันได้ใช้เครื่องมือหลักคือการพูดโกหกอย่างชาญฉลาดทำให้มนุษย์สงสัยในพระเจ้า และมันได้พูดยุยงให้มนุษย์กระทำการอันฝ่าฝืนน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยตรงคือการยุยงให้เอวากินผลไม้ต้องห้าม...

มันได้ยุยงว่าพระเจ้ากลัวว่ามนุษย์จะรอบรู้เท่าพระเจ้าหากกินผลไม้นั้นดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงห้ามไว้ ... มันได้ยุยงอีกว่าถ้าพระเจ้ารักมนุษย์จริงพระเจ้าต้องยอมให้มนุษย์รอบรู้เท่าพระเจ้า...

การยุยงของมันได้รับความสำเร็จอย่างล้นเหลือ... นั่นคือมนุษย์คู่แรกได้กระทำความผิดบาปต่อพระเจ้าโดยการฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าโดยการกินผลไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่วเข้าไป...

           เมื่อมนุษย์รู้ดีรู้ชั่วแล้ว ก็จึงรู้ว่าตัวเองทำผิดทำชั่วจากการละเมิดน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่มนุษย์ก็ได้พยายามกระทำการปลดเปลื้องและปกปิดความผิดนั้นด้วยวิธีของตนเองคือการหลบหน้าซ่อนเร้นตัวเองจากพระเจ้าแทนที่จะขวนขวายกลับเข้าหาพระเจ้าเพื่อการสารภาพและขอการทรงยกโทษจากพระองค์...

           มนุษย์หันหลังให้กับพระเจ้า และได้ดำเนินไปในทิศทางที่มุ่งจะกระทำการทุกสิ่งด้วยกำลังและสติปัญญาของตนเอง...

           เมื่อได้พิจารณาดูแล้ว เราก็พบว่าความผิดที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การกินผลไม้ต้องห้ามนั้นดอก เพราะการทำผิดเช่นนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจก็ได้ (เช่นผลไม้อาจร่วงหล่นแล้วกลิ้งไกลไปจากต้นทำให้ไม่รู้ว่าเป็นผลไม้ต้องห้าม) หากแต่ความผิดที่แท้จริงอยู่ที่มนุษย์ละเมิดน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยเชื่อซาตานมากกว่าที่จะเชื่อพระเจ้าทั้งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำพระคุณให้เป็นที่ปรากฎแก่มนุษย์มาตั้งแต่ต้น นี่คือผิดแรก... และการที่มนุษย์ดึงดันแก้ปัญหาความผิดไปตามกำลังและวิธีการของตนเองโดยไม่ย้อนกลับมาหาพระเจ้าและไม่ตระหนักถึงความรักที่พระเจ้ามีให้มาตลอด นี่เป็นผิดที่สอง...

           และทั้งหมดนี้คือผลงานความสำเร็จอันเอกอุของซาตานในการเขย่าบัลลังก์ของพระเจ้า... ทุกวันนี้พระเจ้ายังไม่ได้กำจัดซาตานออกไปจากโลก แต่พระเจ้าทรงกำหนดวาระนั้นไว้แล้ว ดังนั้นในทุกวันนี้ ซาตานและสมุนของมันจึงยังคงทำงานของมันต่อไป ... ผู้ที่มันจะมีอิทธิพลในชีวิตได้ก็คือคนที่ปฏิเสธความคุ้มครองของพระเจ้านั่นเอง... สิ่งที่ซาตานปรารถนาจะเห็นเกิดขึ้นในโลกมนุษย์นั้นล้วนขัดกับน้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งสิ้น นั่นคือ ความตาย ความเสียหายร้ายแรง ความบาป ความโกรธแค้นอาฆาต ความเข้าใจผิด การฆ่า การปองร้าย กิเลสตัณหาทางเพศ การโกหกหลอกลวงกัน และสรรพการอธรรมทั้งหลาย...ฯลฯ

Click Here ผลของบาป...

           บาปอันเกิดจากซาตานและมนุษย์ได้ทำให้กิจการของพระเจ้าได้รับการกระทบกระเทือนโดยตรง พระเจ้าได้ทรงกำหนดอนาคตของทั้งซาตานและมนุษย์ไว้เพื่อเป็นการตอบแทนในบาปนั้น... สำหรับซาตาน พระเจ้าทรงสร้างบึงไฟนรกไว้รอรับเมื่อวาระของมันมาถึง พระคัมภีร์กล่าวว่าที่นั่นจะมีชีวิตที่ทรมานอันไม่สิ้นสุด...

           และสำหรับมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงมีแผนการปลดเปลื้องบาปให้แก่มนุษย์ แต่เนื่องจากบาปนั้นได้กระทำโดยมนุษย์คู่แรกที่ยังไม่เคยมีบาปมาก่อน บาปนั้นจึงได้ฝังอยู่ในสายเลือดที่สืบทอดกันมาจากมนุษย์คู่แรกนั้น ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนในรุ่นต่อๆมาจึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความบาป

           หลักฐานหนึ่งที่จะพิสูจน์ความบาปโดยกำเนิดของมนุษย์ได้ชัดเจนก็คือมนุษย์ทุกคนรู้จักการทำฉ้อฉลและการอธรรมต่างๆที่เป็นรูปแบบต่างๆของความบาป เช่นการโกหก การอิจฉาริษยา การละโมบ การข่มเหงเอาเปรียบผู้อ่อนแอกว่า ฯลฯ โดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่งสอน...

           มนุษย์ต้องฝึกหัดความรู้ในเรื่องต่างๆเพื่อการดำรงชีพในโลก และทั้งที่พยายามฝึกหัดแต่ก็ยังอาจล้มเหลวได้ แต่เรื่องการทำบาปนั้นไม่ต้องฝึกหัดเลย ทุกคนทำบาปได้โดยกำเนิดทีเดียว...

           ส่วนผลของบาปที่มนุษย์ได้รับนั้นคือพระเจ้าทรงให้มีความป่วยไข้และความตายตลอดจนสภาวะอนิจจังในสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในโลกสำหรับมนุษย์ และมนุษย์ต้องรับผิดชอบความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง... ความสุขสบายและความอุดมสมบูรณ์ตลอดกาล และชีวิตนิรันดร์ ที่พระเจ้าเคยประทานให้นั้น มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ได้รับอีกต่อไป...

           มนุษย์คู่แรกถูกขับออกจากสวนเอเดนและได้เที่ยวไปในโลก และได้เป็นต้นกำเนิดสายพันธุ์และเผ่าพันธุ์มนุษยชาติทั่วทั้งโลกในกาลต่อมา...

           ในพระคัมภีร์ได้บอกว่าราคา (ค่าจ้าง) ของบาปคือความตาย... คำว่าความตายนี้ไม่ได้หมายถึงความตายทางเนื้อหนังร่างกาย (มรณะ) แต่อย่างเดียว แต่การที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่รัก รวมทั้งความวิปโยคโศกเศร้าทั้งมวลที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์นั้น ก็ถือว่าเป็นความหมายของความตายด้วย ... ตามคติของคริสต์ศาสนานั้นเป็นที่รับรู้กันว่า ทุกคนที่เกิดมาแล้วก็จะมีวิญญาณจิตของตนเองและมีบาปติดมาด้วย ซึ่งจะดำเนินไปในเนื้อหนังร่างกายของตนไปจนสิ้นอายุขัยที่พระเจ้าทรงประทานมาให้ จากนั้นทุกคนต้องตายทางร่างกายครั้งหนึ่ง ครั้นแล้ววิญญาณจิตก็จะดำเนินต่อไปนิรันดร์โดยไม่ต้องอาศัยเนื้อหนังร่างกายอีกต่อไป...

           ดังนั้นช่วงเวลาที่วิญญาณจิตของมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตไปในเนื้อหนังร่างกายนี่แหละเป็นช่วงที่สำคัญและมีค่าที่สุด เพราะมนุษย์จะได้มีโอกาสจัดการกับบาปที่ตกทอดติดต่อกันมาในวิญญาณจิตตั้งแต่เกิด ก็ในช่วงเวลานี้นี่เอง !

          เมื่อหมดอายุขัยของเนื้อหนังร่างกายแล้วหากวิญญาณจิตไม่ได้รับการปลดเปลื้องชำระบาป วิญญาณจิตนั้นก็จะมีบึงไฟนรกเป็นที่หมาย... บึงไฟนรกนี้คือที่ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้สำหรับซาตานนั่นเอง จะเห็นได้ว่าวิญญาณจิตของมนุษย์ที่ยังมีบาปนั้นพระเจ้าทรงตีราคาให้เท่ากันกับเหล่าฑูตสวรรค์ที่ชั่วนั่นเอง...

           และหากวิญญาณจิตใดที่ได้รับการปลดเปลื้องชำระบาปด้วยมาตรฐานของพระเจ้าแล้ว วิญญาณจิตนั้นก็จะได้ดำเนินต่อไปอย่างนิรันดร์ในอาณาจักรของพระเจ้า...

           ดังนั้นเริ่มจากการฝ่าฝืนน้ำพระทัยพระเจ้าโดยการสงสัยและไม่เชื่อฟังพระเจ้า และการหันหลังให้กับพระเจ้า หากแต่มุ่งมั่นไปข้างหน้าด้วยกำลังและสติปัญญาของตนเองนั้น มนุษย์คู่แรกก็ได้นำเอาอนาคตของมนุษยชาติทั้งมวลทิ้งลงในบาป ... จากบัดนั้นจวบจนปัจจุบัน...

           มนุษย์คนใหม่ที่เกิดขึ้นจากเชื้อชีวิตของมนุษย์ที่ล้มลงในบาปตั้งแต่แรกก็ได้ติดเชื้อของบาปไว้ในวิญญาณจิตตั้งแต่เกิดทุกคน และเขาจะได้รับผลของบาปสืบกันไปเรื่อยจนกว่ามนุษย์ผู้นั้นจะหลุดพ้นจากบาปโดยการปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระบาปในมาตรฐานของพระเจ้าเท่านั้น...

           ไม่มีการกระทำใดๆทั้งสิ้นที่มนุษย์พยายามประดิษฐ์คิดขึ้นเองจะสามารถนำวิญญาณจิตของมนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาปที่ติดมาแต่กำเนิดได้...

Click Here พระบัญญัติของพระเจ้า และการกระทำพลีกรรมเพื่อแก้ไขการละเมิด..

          จากพระคัมภีร์ เราเห็นได้ว่าเมื่อมนุษย์ได้มีมากขึ้นในโลกและมีการรวมตัวขึ้นเป็นสังคมหรือเป็นชนชาติแล้ว พระเจ้าได้เลือกมนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่งขึ้นมาสำหรับเป็นผู้บอกเล่าถึงพระดำริของพระองค์ให้แก่มนุษยชาติได้ทราบ เผ่าพันธุ์มนุษย์ดังกล่าวอาศัยอยู่ในแถบที่ปัจจุบันเรียกว่าดินแดนตะวันออกกลาง เผ่าพันธุ์นี้คือชนชาติยิวหรือประเทศอิสราเอลนั่นเอง...

           ในระยะแรกนั้น พระเจ้าได้วางกฎเกณฑ์การดำเนินชีวิตให้แก่มนุษย์ผ่านชาวยิวเพื่อให้มนุษย์มีหลักยึดในการดำเนินชีวิตที่จะไม่ทำบาปให้หนักและลึกต่อไปในชีวิตของตน

           ข้อบัญญัติที่พระเจ้าทรงวางไว้นี้ทรงประทานผ่านชายชาวยิวผู้หนึ่งที่มีชื่อว่า โมเสส ... ข้อบัญญัตินั้นมีสิบข้อ ซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า พระบัญญัติสิบประการ (The Ten Commandments) ...

           เมื่อได้ทรงวางพระบัญญัติสิบประการให้แก่มนุษย์แล้ว มนุษย์ก็ได้พยายามปฏิบัติตาม แต่ก็ปรากฎว่าการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะรักษาตนไว้โดยไม่ละเมิดพระบัญญัติข้อใดข้อหนึ่งเลยโดยตลอดชีวิตนั้นนับว่ายากเต็มที และไม่มีใครทำได้ ดังนั้นการละเมิดพระบัญญัติจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา ...

           นอกเหนือจากการที่พระเจ้าได้ทรงวางพระบัญญัติสิบประการแล้วยังได้วางระเบียบการบูชาพระเจ้าตลอดจนการปฏิบัติพลีกรรมเพื่อการแก้ไขการละเมิดพระบัญญัติด้วย

           พระเจ้าได้กำหนดให้มีกลุ่มชนพิเศษขึ้นมาในหมู่ชาวยิวที่จะเป็นผู้กระทำพิธีกรรมบูชาและพลีกรรมแก้ไขการละเมิดไว้ กลุ่มคนพวกนี้เรียกว่า ปุโรหิต... กล่าวง่ายๆว่า ปุโรหิต ก็คือคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั่นเอง...พลีกรรมเพื่อแก้ไขการละเมิดตามมาตรฐานของพระเจ้านั้น คือการแสดงออกในการสารภาพและขอให้พระเจ้าทรงยกบาปที่ได้ละเมิด ในการกระทำพลีกรรมนี้พระเจ้าทรงกำหนดให้กระทำโดยการถวายธัญญบูชา และสัตวบูชาทั้งเนื้อและเลือดแก่พระเจ้า ...

           สำหรับพืชและสัตว์ที่ใช้ในการพลีกรรมเพื่อพระเจ้านั้นพระเจ้ากำหนดใช้การเผาไฟถวาย ให้หมดตัว แต่สำหรับเลือดนั้นใช้ในการประพรมเพื่อชำระล้าง ... พระคัมภีร์บอกว่าเกือบทุกสิ่งจะสามารถชำระให้บริสุทธิ์ได้ด้วยเลือด... ดังนั้นการทำพลีกรรมโดยใช้ชีวิตและเลือดเนื้อของแพะ แกะ โค เป็นเครื่องบูชาจึงนับว่าเป็นสิ่งพบเห็นได้ตลอดเวลาในยุคนั้น...

           พิธีเช่นนี้คงเป็นต้นเค้าของการถวายสัตวบูชาเพื่อการบูชาหรือขอไถ่โทษแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในยุคต่อมาทั่วโลกด้วย ไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเป็นพระเจ้า หรือเป็นผี วิญญาณต่างๆ ก็ตาม...

           เรายังสามารถเห็นพิธีพลีกรรมเหล่านี้ได้แม้ในปัจจุบันกล่าวคือมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับรู้วิธีการไถ่โทษอย่างใหม่ของพระเจ้า (จะได้กล่าวต่อไป) ก็ยังทำพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวาระเทศกาลต่างๆด้วยเนื้อสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่ ปลา หรือของสดๆคาวๆ กันอยู่...

           จากพระคัมภีร์ เราได้พบว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์หันกลับเข้ามาหาพระเจ้า และแสดงการเชื่อฟังไว้วางใจในพระเจ้าแทนที่จะยังคงกระทำผิดแล้วจึงหาทางทำพิธีพลีกรรมเพื่อขอยกโทษบาปจากการละเมิดเป็นครั้งๆไป สิ่งที่พระเจ้าต้องการเห็นคือมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์นั้นมีความบริสุทธิ์...เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์

           แต่ทว่าในความเป็นจริงเราก็ยังคงพบว่ามนุษย์ที่เกิดในบาปแล้วนั้นก็ยังคงทำบาปและละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้ากันไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด ... ครั้งหนึ่งพระเจ้าถึงกับตรัส (ในพระคัมภีร์) ว่า ... "พระเจ้าทรงมองลงมาดูลูกหลานมนุษย์จากที่ประทับบนฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงเห็นว่าลูกหลานมนุษย์ทุกคนล้วนแต่ทำความชั่ว ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ทำความดี ไม่มีเลย..."

           ในเวลาเดียวกัน ผลจากการเป็นผู้ประกอบพิธีพลีกรรมนี้ทำให้บทบาทหน้าที่ของเหล่าปุโรหิตได้ทวีมากขึ้น... พวกปุโรหิตยิวได้สร้างเงื่อนไขปลีกย่อยขึ้นบังคับการดำเนินชีวิตอีกมากมายนอกเหนือจากพระบัญญัติสิบประการ และในที่สุดพวกปุโรหิตได้กลายเป็นกลุ่มชนที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชาติยิวในเวลาต่อมา... พระเจ้าได้ทรงใช้ชนชาติยิวและพวกปุโรหิตนี้แหละในการทำให้แผนการสำคัญของพระองค์สำเร็จ...

Click Here แผนการไถ่บาปนิรันดร์ของพระเจ้า...

           น้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้านั้นคือการที่ทรงต้องการเห็นว่ามนุษย์ทุกคนได้ตัดสินใจด้วยตนเองที่จะยอมรับว่าตนมีบาป และยอมรับวิธีการชำระบาปในชีวิตของตนโดยมาตรฐานของพระเจ้า เพื่อว่าเมื่อเขาผู้นั้นได้แตกดับจากเนื้อหนังร่างกายแล้ว วิญญาณจิตที่ขาวสะอาดของเขาจะได้ดำเนินต่อไปโดยนิรันดร์กาลในอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้า ไม่ใช่การถูกทรมานนิรันดร์กาลในบึงไฟนรกร่วมกับซาตานและสมุนของมัน...

           การชำระบาปตามมาตรฐานของพระเจ้านั้นคือการให้มนุษย์ยอมรับสารภาพในบาปของตน ให้มนุษย์กลับใจจากความดึงดันที่จะไว้วางใจในกำลังของมนุษย์เอง แต่ให้หันกลับมาสู่พระเจ้า มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางและเป็นที่พึ่งเดียวของชีวิต โดยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อฟังและไว้วางใจในพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ เหมือนเมื่อครั้งมนุษย์คู่แรกมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าก่อนที่จะกระทำบาปโดยการล่อลวงของซาตาน...

           แต่ยิ่งวันเวลาผ่านไปพระเจ้ายิ่งได้พบว่าการกระทำของมนุษย์ยิ่งเลวร้ายหนักลงไปทุกที พระเจ้าไม่ปรารถนาจะรับพลีกรรมที่มนุษย์กระทำถวายเป็นครั้งๆอีกต่อไป พระเจ้าจึงได้ทรงประกาศแผนการไถ่บาปอันนิรันดร์ให้แก่มนุษย์เสียเอง การทำพลีกรรมไถ่บาปครั้งนี้พระองค์จะกระทำด้วยวิธีการเดิมคือจะทรงใช้ชีวิตและเลือดเนื้อ แต่ไม่ใช่ของสัตว์ที่มนุษย์จัดหามาถวาย หากแต่เป็นชีวิตและเลือดเนื้อของมนุษย์ และต้องเป็นมนุษย์ที่ไม่มีบาปติดมาแต่กำเนิดด้วย !

           จากพระคัมภีร์หลายต่อหลายตอนที่เขียนโดยคนหลายๆคนในระยะเวลาที่ห่างกันนับร้อยนับพันปี ภายใต้การดลใจของพระเจ้า มีเนื้อความชี้ไปถึงแผนการที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า พระองค์จะได้ส่ง "ลูกแกะสำหรับการไถ่บาป" ของพระองค์เอง เข้ามาอยู่ในหมู่มนุษย์ และพระเจ้าจะใช้ ลูกแกะ นี้ในการทำพิธีพลีกรรมครั้งใหญ่ครั้งเดียวให้แก่มนุษยชาติทั้งปวง ผู้ที่เชื่อและยอมรับก็จะได้รับการชำระบาปอันติดตัวมาแต่กำเนิดโดยสมบูรณ์ แต่ผู้ที่ไม่เชื่อและไม่ยอมรับ ก็ยังคงอยู่ภายใต้บาปต่อไป ...

           ลูกแกะสำหรับการไถ่บาป นี้แหละคือผู้ที่เรารู้จักกันในนามของ พระเยซูคริสต์ …

Click Hereพระเยซูคริสต์คือใคร...

           จากพระคัมภีร์อีกเช่นกัน ทำให้เรารู้ว่า เหตุที่บาปครั้งแรกของมนุษย์ได้กระทำโดยผู้ที่บริสุทธิ์และไม่เคยทำบาปมาก่อน ดังนั้น การชำระบาปทั้งหมดในโลกจะต้องกระทำด้วยการทำพลีกรรมด้วยชีวิตและเลือดของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์จากบาปเช่นกัน...

           แต่การที่จะหาชีวิตมนุษย์ที่บริสุทธิ์จากบาปนั้นไม่มีทางกระทำได้เลยเนื่องจากมนุษย์ที่สืบเชื้อสายกันต่อๆกันมาจากเชื้อชีวิตปกติของมนุษย์ผู้ชายนั้นย่อมเป็นมนุษย์ที่มีบาปติดตัวมาทุกคน

           ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงให้กำเนิดมนุษย์ด้วยวิธีพิเศษอีกครั้งหนึ่งในการทรงสร้างของพระองค์ นั่นคือการให้กำเนิดพระเยซูคริสต์จากพระวิญญาณของพระองค์เองโดยอาศัยครรภ์ของหญิงสาวพรหมจารีเพื่อให้ได้รูปกายอันเป็นมนุษย์อันจำเป็นสำหรับการเข้าพิธีพลีกรรม...

           ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าเองนั่นแหละได้ทรงใช้พระองค์เองมารับสภาพมนุษย์พิเศษที่มิได้เกิดในบาปเพื่อกระทำการไถ่บาปทั้งปวงให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย... นี่แสดงให้เห็นถึงราคาของความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์... สิ่งที่ทรงสร้างขึ้นมาตามฉายาของพระองค์เองตั้งแต่ครั้งอดีตกาล...

           ในพระคัมภีร์ได้เรียกพระเยซูคริสต์ว่าพระบุตรพระเจ้าบ้าง เรียกว่าบุตรมนุษย์บ้าง เรียกว่าพระผู้ช่วยให้รอดบ้าง แต่จะเรียกอย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือว่า พระเยซูคริสต์ก็คือองค์พระเจ้า องค์พระผู้สร้างกัลปจักรวาลนี้นี่เอง แต่พระองค์ทรงยอมมารับสภาพเนื้อหนังของมนุษย์เพื่อพันธกิจพิเศษสุดสำหรับมนุษย์...

           และนี่เป็นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่พระเจ้ากับมนุษย์ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมของมนุษย์เอง ... พระเยซูคริสต์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและทรงเป็นมนุษย์เต็มที่เท่าๆกันและในเวลาเดียวกัน...

           พันธกิจประการเดียวของพระเยซูคริสต์คือการทำให้สำร็จตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในแผนการไถ่บาปให้แก่มนุษย์...

           ลำดับเหตุการณ์สำคัญของพระเยซูคริสต์คือ พระเจ้าทรงให้พระเยซูคริสต์ได้ทรงอุบัติขึ้นในโลก ทรงให้พระเยซูคริสต์ประกาศพันธกิจของพระเจ้าโดยการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่างๆ ทรงเทศนาให้มนุษย์ทราบถึงเรื่องแผ่นดินสวรรค์และการพิพากษาที่จะมาถึง ทรงให้มีการวางรากฐานของงานไถ่บาปในหมู่มนุษย์โดยการทรงแต่งตั้งอัครสาวกรุ่นแรก จากนั้นทรงให้พระเยซูคริสต์ถูกใส่ร้ายด้วยความริษยาของพวกปุโรหิตยิวจนกระทั่งพระองค์ถูกจับกุมโดยผู้ปกครองชาวโรมัน ถูกโบยตีภายใต้กฏหมายของมนุษย์จนหลั่งพระโลหิต พูดง่ายๆว่าพระเจ้าทรงยอมถ่อมพระองค์ถึงขนาดยอมให้มนุษย์พิพากษาพระเจ้า และสุดท้ายพระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์และสิ้นสภาพมนุษย์ในฐานะเครื่องพลีกรรมตามวิธีที่มีมาแต่เดิม... หลังจากผู้ศรัทธาพระเยซูได้นำพระศพไปบรรจุไว้ในอุโมงค์ฝังศพแล้ว พระเจ้าได้ทรงให้พระเยซูคริสต์ฟื้นขึ้นในวันที่สามหลังจากการสิ้นพระชนม์ ทรงสำแดงพระองค์ให้อัครสาวก และคนทั้งหลายได้เห็นเพื่อเป็นการยืนยันว่าทรงชนะความตายอันเป็นราคาของความบาปของมนุษย์ทั้งโลกได้จริง เพื่อให้ทุกคนได้เชื่อและวางใจในพันธกิจของพระองค์ที่รับมาจากพระเจ้า ทรงมีมหาบัญชาแก่สาวกเพื่อทำงานต่อจากพระองค์ หลังจากนั้นแล้วพระองค์ได้กลับสู่สวรรค์ต่อหน้าต่อตาคนจำนวนมาก...

Click Here เงื่อนไขเพื่อรับการไถ่บาป...

           อย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงวางเงื่อนไขสำคัญไว้ประการหนึ่งว่า มนุษย์ที่จะได้รับการไถ่โทษบาปด้วยพลีกรรมใหญ่ครั้งเดียวด้วยเลือดเนื้อของพระเยซูคริสต์นี้ ต้องเป็นผู้ที่ยอมรับว่าตนมีบาป ต้องยอมรับว่าตนเองไม่สามารถชำระบาปให้หมดจดได้ด้วยการปฏิบัติตนในแบบวิธีตลอดจนมาตรฐานของมนุษย์ และมนุษย์ผู้นั้นจะต้องยอมรับในแผนการไถ่บาปของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น ... การยอมรับนี้ต้องเป็นการยอมรับต่อหน้ามนุษย์ด้วยกันโดยเปิดเผยและถ่อมใจ...

           จะเห็นได้ว่ามารตฐานการไถ่บาปของพระเจ้านั้นไม่มีเรื่องการเรียกร้องให้ปฏิบัติตนเป็นคนดี อยู่ในกรอบของศีลธรรม หรือข้อวัตรปฏิบัติอันหนักหนาหรือซับซ้อนใดๆทั้งสิ้น และไม่มีการบำเพ็ญเพียรทางจิตมาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย...

           สิ่งเดียวที่มนุษย์ทุกคนที่ต้องการได้รับการไถ่บาป และรอดพ้นจากบึงไฟนรก ก็คือ การยอมคุกเข่าลงด้วยความถ่อมใจ ยอมรับว่าตนเองมีบาปและยอมสารภาพความผิดบาปของตนที่ได้กระทำไว้ออกมาต่อพระเยซูคริสต์ ยอมเปิดใจของตนออกรับเชื่อว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า และกล่าววาจาต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของตน

           งานส่วนที่เหลือหลังจากนี้เป็นส่วนที่พระเยซูคริสต์ซึ่งทรงกลับขึ้นไปยังสวรรค์แล้วจะได้ทรงทำแทนเราทุกอย่างในฐานะปุโรหิตสวรรค์ ผู้อยู่กลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และนับจากนี้เป็นต้นไปผู้ที่ได้รับการชำระบาปแล้วก็จะดำเนินชีวิตใหม่ โดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางของชีวิต...

Click Here ชีวิตใหม่ของผู้เชื่อ...

           เมื่อได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว (มักเรียกคนเหล่านี้ว่า ผู้เชื่อ หรือ ธรรมิกชน หรือ คริสตศาสนิกชน) ชีวิตของเราก็ได้บังเกิดใหม่ แต่คราวนี้เป็นการเกิดใหม่ของวิญญาณจิตเท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายเนื้อหนังร่างกาย ...

           พระเจ้าได้ทรงตั้งพันธสัญญาในยุคใหม่โดยผ่านสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสั่งสอนไว้และปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ ... สัญญาสำคัญที่ทรงตั้งไว้แก่ผู้เชื่อคือ...

  1. การที่พระเจ้ายอมรับผู้เชื่อทุกคนไว้ในฐานะบุตรของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง
  2. การประทานพระวิญญาณของพระเจ้าลงมาคุ้มครอง ปกป้องดูแลจากสิ่งชั่วร้าย และอบรมสั่งสอนให้แก่ผู้เชื่อทุกคน ตลอดจนเป็นกำลังในการทำกิจการต่างๆที่ชอบธรรมในทางของพระเจ้า
  3. ผู้เชื่อสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ตลอดเวลาในฐานะบุตรติดต่อกับบิดาโดยการอธิษฐานถึงพระองค์ผ่านพระเยซูคริสต์ โดยไม่ต้องผ่านปุโรหิตที่เป็นมนุษย์ และไม่ต้องมีการเซ่นไหว้ด้วยเครื่องธัญญบูชาและสัตวบูชาแบบโบราณอีกต่อไป
  4. โดยพระวิญญาณของพระเจ้าที่สถิตย์อยู่กับผู้เชื่อนั้น ผู้เชื่อมีฤทธิ์สามารถกระทำการที่เหนือธรรมชาติในพระนามของพระเยซูคริสต์ได้ เช่นการอธิษฐานวางมือรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้อื่น การขับไล่วิญญาณชั่วร้าย การให้พรอันศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสต่างๆ ฯลฯ
  5. พระเยซูจะเสด็จกลับมาครั้งที่สองเพื่อการพิพากษา ซึ่งพระองค์จะทรงประทานบำเหน็จและการลงโทษ... การพิพากษาจะกระทำทั้งกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นและกับวิญญาณจิตของคนที่ตายทางร่างกายไปแล้ว ในเวลานั้น ผู้ที่ยังเป็นคนบาปก็จะต้องเดินทางไปยังบึงไฟนรกและมีชีวิตนิรันดร์อันทุกข์ทรมานที่นั่น... ส่วนผู้เชื่อนอกจากจะพ้นจากบึงไฟนรกแล้ว ยังจะได้รับพิจารณาปูนบำเหน็จจากสิ่งที่ได้กระทำเพื่องานของพระเจ้าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย ผู้เชื่อจะมีชีวิตนิรันดร์และได้ครองบำเหน็จของตนในอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้า
  6. ฯลฯ

           นอกจากพันธสัญญาแล้ว ตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้คือ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับสู่สวรรค์ พระองค์ได้ทรงมีพระมหาบัญชาให้ผู้เชื่อทุกคนมีชีวิตอยู่เพื่อทำหน้าที่ป่าวประกาศข่าวดี (บางทีเรียกว่า ข่าวประเสริฐ) เรื่อง การไถ่บาปผ่านองค์พระเยซูคริสต์ ให้แก่ผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนให้เข้าใจด้วย... แต่การตัดสินใจยังคงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้รับฟังอยู่นั่นเอง...

           ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เห็นบรรดาผู้เชื่อทั้งหลายต่างก็ขมักเขม้นทำการประกาศเรื่องของพระเยซูคริสต์อยู่ทั่วทุกแห่งในโลกนี้ ...ในประเทศไทย นอกจากมีการเดินเคาะประตูบ้านเพื่อทำการประกาศแล้ว บางทีท่านผู้อ่านอาจเคยเห็นป้ายโลหะสีเหลืองตัวอักษรสีดำเขียนถ้อยคำเรื่องของพระเยซูคริสต์ ติดอยู่ในที่สูงๆหรือตามยอดไม้ก็มี ...

Click Here

Click Here