คริสเตียนกับการฉลองวันคริสต์มาส

(Contextualization)

โดย…บรรพต เวชกามา (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจ อุดรธานี)

การฉลองวันคริสต์มาสนั้น คริสเตียนทั่วโลกรับเอา รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักรตะวันตกมาแบบเต็ม ๆ ทั้ง ๆ ที่รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ ไม่ได้เป็นของคริสตจักรตั้งแต่แรก แต่เป็นของ "คนนอกศาสนา" (pagan) ที่คริสตจักรให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualizatin กล่าวคือ ยอมรับเอาวัฒนธรรมท้องถิ่น มาเป็นของคริสตจักร
ความจริงแล้ว วันคริสต์มาส เป็นวันเกิดของพระเยซูคริสต์เจ้า ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ว่า พระองค์เกิดในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ ออกัสตัส แห่งอาณาจักรโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็ขานรับนโยบายนั้น (ลก 2:1-2) อย่างไรก็ตาม ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูเกิดวันหรือเดือนอะไร นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่ จักรพรรดิเอาเรเลียน แห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะเขาถือว่าจักรพรรดิเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์
แต่คริสเตียนที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนมาเชื่อในพระเจ้า ที่เคยถูกบังคับให้ทำการฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ในวันที่ 25 ธันวาคม ตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 นั้น ได้หันมาฉลองการเกิดของพระเยซูแทน เริ่มในปี ค.ศ. 330 คริสเตียนจึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ดังนั้น การฉลองวันคริสต์มาส ในวันที่ 25 ธันวาคม จึงไม่ใช่วันเกิดที่แท้จริงของพระเยซู แต่เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของพวกนอกศาสนา (pagan) ที่ฉลองเนื่องด้วยดวงอาทิตยอยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตรของโลกมากที่สุดในช่วงฤดูหนาว แล้วนำเอาความหมายใหม่ใส่เข้าไป แท้จริงแล้ว พระเยซูน่าจะเกิดในเดือนกันยายน หรือเดือนตุลาคมมากกว่า อย่างไรก็ตาม วันคริสต์มาสเป็นวันฉลองวันเกิดของพระเยซู ที่มาจากรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนนอกศาสนา ซึ่งเราสามารถที่จะนำรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นอื่น ๆ มาเป็นรูปแบบของการฉลองวันเกิดของพระองค์ได้อีก

คริสเตียนกับต้นคริสต์มาส


ประวัติความเป็นมาของต้นคริสต์มาส ซึ่งเป็นต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน ตามที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ท่านได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเพื่อเป็นเครื่องสังเวยบูชาเทพเจ้าที่ใต้ต้นโอ๊ก
เมื่อโค่นต้นโอ๊กลงก็ได้พบต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊กนั้น ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า "ต้นพระคริสต์กุมาร" ต่อมามาร์ติน ลูเธอร์ ผู้ที่แยกนิกายโปรเตสแตนท์ออกจากนิกายคาทอลิก ตัดต้นสนไปตั้งไว้ในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก
นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปปิรามิด ไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดที่ยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่แขวนของขวัญและขนม ก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้ เป็นรูปทรงปิรามิด
นั่นเป็นประวัติความเป็นมาของต้นคริสต์มาส ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดของพระเยซูแม้แต่น้อย ไม่มีส่วนใดของต้นไม้ที่มีความหมายถึงการมาเกิดเพื่อไถ่บาปมวลมนุษย์ชาติของพระองค์เลย เป็นประเพณีของคริสตจักรตะวันตกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผันของฤดูกาล เกี่ยวข้องกับความเขียวสดของต้นไม้ เกี่ยวข้องกับการให้ความสว่างโดยมีการจุดเทียน ไม่มีอะไรหรือส่วนใดของต้นคริสต์มาสที่อ้างถึง หรือเกี่ยวข้องกับการเกิดของพระเยซูเลย
เพราะคริสเตียนเข้าใจว่า เมื่อเป็น "คริสเตียน" แล้วจะต้องเป็น "ฝรั่ง" ทางวัฒนธรรม ดังนั้นจึงได้นำ ต้นคริสต์มาสซึ่งเป็น "ของแปลกปลอม" มาประดับประดาที่บ้านของตน ที่โบสถ์ของตน การกระทำเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่เข้าใจ และไม่ให้ความสำคัญของการให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualizationฉะนั้น คริสเตียนไทยจะต้องรู้ว่าวันคริสตมาส และต้นคริสต์มาสของคริสตจักรตะวันตก มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เพื่อจะได้กำหนดท่าทีที่ถูกต้อง

คริสเตียนกับซานตาคลอส


ในเทศกาลฉลองวันคริสต์มาส "ซานตาคลอส" มีความโดดเด่นมากที่สุด ชนิดที่ว่า "ยึดครอง" หรือ "ยึดเอา" วันคริสต์มาสไปเป็นของตนเอง เมื่อกล่าวถึงวันคริสต์มาส ไม่มีใครคิดถึงพระเยซู ไม่มีใครกล่าวถึงพระเยซูแม้แต่น้อย ทุกคนจะคิดถึง "ซานตาคลอส" ที่เป็นชายร่างอ้วน สวมชุดสีแดง ขี่ล้อเลื่อนที่ลากด้วยกวางเรนเดียร์ เพื่อไปหาแจกของขวัญให้กับเด็ก ๆ
แท้จริงแล้ว ซานตาคลอส จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลฉลองวันคริสต์มาสเลย ชื่อ ซานตาคลอส มาจากชื่อ "นักบุญนิโคลาส" ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ นักบุญองค์นี้ เป็นสังฆราชของไมรา (อยู่ในประเทศตุรกี ปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพเข้าไปในสหรัฐ ก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส ในวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งหมายถึง นักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้
เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ ที่อพยพไป ก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง เพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้ จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากนักบุญนิโคลาส ไปเป็น "ซานตาคลอส" และแทนที่จะเป็นสังฆราช ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีล้อเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ ในโอกาสวันคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น
อันที่จริง ถ้าดูเพียงผิวเผิน ซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็ก ๆ เชื่อ แต่ถ้าดูอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะเห็นว่า "ซาตาน" (เป็นคำผวนของคำว่า "ซานตา")ได้ลอบเข้ามายังคริสตจักร และยึดเอา ความหมาย และความสำคัญของวันคริสต์มาสไป ดังนั้นเราที่เป็นคริสเตียน จะต้องไม่เห็นดีเห็นงามกับการมี ซานตาคลอส จะต้องประกาศและโฆษณาให้ทุกคนได้รู้ว่า ซานตาคลอสไม่ได้เกี่ยวข้องกับวันคริสต์มาส ในคริสตจักรจะต้องไม่ให้มี ซานตาคลอสมาเดินเพ่นพ่าน แต่ให้มี พระกุมารน้อยเยซู ผู้อวตารลงมาเกิดในโรงนา อยู่ในอ้อมกอดของแม่มารีย์ และมีคนเลี้ยงแกะ หรือนักปราชญ์ชาวตะวันออกสามคนเดินทางมาเพื่อจะนมัสการพระองค์

คริสเตียนกับเพลงคริสต์มาส


เพลงคริสต์มาส เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งในสมัยนั้น มีทั้งนักบวชและฆราวาสเป็นผู้แต่ง ร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการมาเกิดของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีวิวัฒนาการใหม่ในด้านเพลง เริ่มในประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซีและนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้มีส่วนในการสนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบ คือมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาสเพลงเหล่านี้เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fidelesในภาษาลาติน เพลงนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย บรรจุอยู่ใน "หนังสือเพลงแห่งชีวิตคริสเตียน" ในชื่อว่า "ขอเชิญท่านผู้วางใจ" ซึ่งมีเนื้อเพลงดังนี้
1. ขอเชิญท่านผู้วางใจ ชื่นใจยินดีมีชัย เชิญมาเชิญมาไว สู่หมู่บ้านเบ็ธเลเฮ็ม มาเฝ้าพระกุมาร ราชาแห่งทูตปรีดิ์เปรม (ร้องรับ)
ร้องรับ เชิญสาธุการพระเยซู เชิญสาธุการพระเยซู เชิญสาธุการพระเยซู ผู้ทรงพระคุณ
2. สว่างแสงแห่งพระธรรม ส่องแจ้งอยู่นิรันดร์กาล ความต่ำช้าสามานย์ มิได้ทรงคิดหน่ายแหนง พระบุตร พระบิดา พระดำรัสไม่เปลี่ยนแปลง (ร้องรับ)
3. จงสรรเสริญพระองค์เถิด ทูตสวรรค์ในวิมาน ให้ดังก้องกังวาน ทั่วแหล่งหล้าและสากล รังสีอันรุ่งเรือง จงมีแด่ผู้ทรงธรรม (ร้องรับ)
4. สรรเสริญข้าถวายชัย พระเยซูผู้ช่วยได้ พระนามอันยิ่งใหญ่ ข้าวันทาด้วยภักดี ดำรัสพระบิดา มาปรากฏเป็นภูมี (ร้องรับ)
เพลงที่แปลมาจากเพลง Hymn ของคริสตจักรตะวันตกนั้น จะ "เพี้ยน" เมื่อร้องจึงไม่รู้ว่าร้องว่าอย่างไร เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มี "วรรณยุกต์" ซึ่งก็คือ "โน้ต" นั่นเอง เมื่อโน้ต ทับกับวรรณยุกต์ ภาษาที่เปล่งออกมาจึงเพี้ยน และเมื่อภาษาเพี้ยน ความหมายจึงเปลี่ยนไป ดังนั้น คำว่า "มา" (Come) เป็นวรรณยุกต์สามัญ "ม้า" (Horse) เป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี (แต่ใส่วรรณยุกต์โท เพราะเป็นอักษรต่ำ) แต่ถ้าเราออกเสียงว่า "หมา" (Dog) วรรณยุกต์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นจัตวา และความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้น เพลงของคริสเตียนทุกเพลง จึงเพี้ยนและปราศจากความหมายที่ต้องการจะสื่อ

ปัญหาของเพลง Oh Come, All Ye Faithful


เพลง "ขอเชิญท่านผู้วางใจ" ตามที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ถ้าพิมพ์ไว้ หรือเขียนไว้เพื่ออ่าน ก็จะมีความหมาย และเข้าใจได้ แต่ถ้าร้องตามทำนองจะปราศจากความหมาย และไม่เข้าใจว่ากำลังร้องว่าอะไร อยากจะขออนุญาต เขียนตามทำนอง ที่คำร้องเปลี่ยนไปดังต่อไปนี้
1. คอเชิญ ถ่านพู วางใจ่ ชืนใจ ยินดี๊ มีชัย เชิญมา เชิญหม่าไหว ซูมูบาน เบ็ธเลเฮ็ม ม้าเฟา พระกุ๊มาร ราช้า แห่งทูตปรี่ดิ์เปรม (ร้องรับ)
ร้องรับ เชิญซาถุการ พระเยสู่ เชิญซาถุการพระเยซู เชิญซาถุการผระเหย่สู พูทรงผระคุณ
2. ซาวาง แส่งแฮง พระถ่ำ ซองแจงอยูนิรันดร์กาล ความตำชาสาหมาน มิด๊ายทรง คิดนายแนง พระบุตร พระบิดา พระดำรัสไม่เปลี่ยนแปลง (ร้องรับ)
3. จงซัน เสิ่นพระ อ๊งเถิด ทูตสวรรค์ในวิมาน ไฮดังก้องกังหวาน ทัวแล้งลาและสากล รั้งสีอันรุ่งเรือง จงมีแด่พูทรงธรรม (ร้องรับ)
4. ซันเซิน ข่าถวายไฉ่ พระเยซูพูช่วยดาย พระนามอันหยิ่งใหญ คาวั้นทา ดวยภักดี ด๊ำรัสพระบิดา มาปร้ากฏเป้นภูมี (ร้องรับ)
เพลงนี้ สามารถที่จะทำไม่ให้เพี้ยนได้ แต่จะต้องไม่แปลตามตัวอักษรของเพลงภาษาอังกฤษ ดังต่อไปนี้
1. เชิญมา สู่อา-ณาจักร หยุดพัก อยู่ใน ทรงชัย เชิญมา พึ่งอาศัย ในพระองค์ นามเยซู เชิญรับ เชิญ นับพร มา พักผ่อน ในผู้ไถ่ (ร้องรับ)
ร้องรับ เชิญมา กราบกราน ผู้ยิ่งใหญ่ เชิญมา อยู่ใน พระเยซู เชิญสา-ธุการ อย่างผู้-รู้ เพื่อ ความ ภูมิใจ
2. ทรงเป็น แหล่งแห่ง ความสุข ความทุกข์ ห่างหาย คลายไป ทรงมา เพื่อ หลั่งไหล วิญญาณให้ เราปวงชน แม้นใคร ใจ ทุกข์ทน ความ มืดมน พ้นทันที (ร้องรับ)
3. จงยอม ถ่อมใจ ลงเถิด ทูนเทิด แก่พระ ทรงธรรม ทรงชัย ให้อิ่มหนำ เลอล้ำค่า มาอวยพร ใครยอม มา พึ่งพา รับ เมตตา ได้ฟรีๆ (ร้องรับ)
4. เยินยอ แด่องค์ ผู้ไถ่ ทรงชัย ผู้รัก มวลชน ทรงมา ด้วยเหตุผล ทรงเริ่มต้น ทรงอภัย พระธรรม นั้น เกรียงไกร เราพ้นภัย เพราะความดี (ร้องรับ)

ปัญหาของเพลง Silent Night, Holy Night


เพลงคริสต์มาส ที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นในประเทศเยอรมัน และอังกฤษในศตวรรษที่ 19 นอกจากเพลง "ขอเชิญท่านผู้วางใจ" (Oh Come, All Ye Faithful) แล้ว ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่คริสเตียนนิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันคือเพลง Silent Night, Holy Night ฝ่ายโปรเตสแตนท์แปลเป็นไทยว่า"ยามราตรีศรีหรรษา" เพลงนี้มีเนื้อร้องที่แปลเป็นไทยดังต่อไปนี้
1. ยามราตรี ศรีหรรษา มีราชา มาประสูติ จากสาวพรหมจารี บริสุทธิ์ เป็นกุมารน่ารักที่สุด มาเพื่อช่วยชาวโลกา มาเพื่อช่วยชาวโลกา
2. ยามราตรี แสนดีเลิศ พระเยซูผู้ประเสริฐ เป็นพระเจ้า เสด็จลงมาบังเกิด ทูตสวรรค์สรรเสริญชูเชิด เพราะผู้ไถ่ได้บังเกิด เพราะผู้ไถ่ได้บังเกิด
3. ยามราตรี ศรีสำราญ เมษบาลพากันไป เฝ้ากุมารที่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม เห็นพระองค์ทรงสุขเกษม บรรทมอยู่ในรางหญ้า บรรทมอยู่ในรางหญ้า
เพลงนี้ เมื่อร้องตามโน้ต และโน้ตไปทับกับวรรณยุกต์ ซึ่งเป็นโน้ตอยู่แล้ว เพลงจะออกมาเป็นดังต่อไปนี้
1. หยาม หร้า ตรี่ ศรี หั้น ส่า มี รา ฉ่า มา ปร้า สูติ จาก ซาว โพร้ม มะ จา รี บ้อ รี่ สูด เป็น กู ม้าน นา ร้าก ที่ สูด มา เพื่อ ช้วย ชาว โหล่ ก๊า หม่า เผื่อ ชวย ชาว โล ก่า
2. หยาม หร้า ตรี แสน ดี้ เหลิด พระ เย สู่ ผู ปร้า เสริฐ เป็น พรา จ้าว ซา เด็ด ลง มา บั้ง เกิด ทูด ซา หวัน ซัน เซิน ชู เฉิด พรอ พู ไท้ ได้ บัง เกิ๊ด พร่อ ผู่ ไท ดาย บัง เกิด
3. หยาม หร้า ตรี่ ศรี ซ่ำ หร่าน เมด ซ่า บาน พา กั้น ไป่ เฝา กู ม้าน ที่ มู บาน เบธ เล เฮ็ม เฮน พรา อ๊ง ทรง ซูก ก้า เส่ม บัน ทม ยู ใน ราง หญา บั่น ถ่ม อยู ใน ราง หญ่า"
เมื่อร้องเพลงนี้ จะเพี้ยนไปหมด เหมือนดังที่ได้เขียนถ้อยคำไว้นั้น จึงไม่รู้ว่าต้องการจะสื่อความหมายว่าอย่างไร เพราะคำที่เปล่งออกมาเพี้ยนไปหมด ไม่มีความหมายตามที่ต้องการจะสื่อแต่อย่างไรเลย นี่เป็นการกระทำตามประเพณีคริสตจักรตะวันตกที่ปราศจากความหมาย ซึ่งเป็นการไม่เข้าใจ และไม่เข้าให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของทิ้งถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization

เนื้อเพลง Silent Night, Holy Night ของคาทอลิก


นี่คือปัญหาของการแปล และปัญหาของภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์ ทั้งโน้ตและภาษาไม่เข้ากัน จึงทำให้เพลงเพี้ยน วรรณยุกต์เปลี่ยนแปรไปหมด "ยาม" ก็มีโน้ตสองตัวเอื้อน เมื่อร้องจึงกลายเป็น "หยาม" คำก็เปลี่ยนไป และความหมายก็หายไป "ราตรี" เป็นวรรณยุกต์สามัญทั้งสองคำ แต่เมื่อร้องโน้ตบังคับให้เป็นวรรณยุกต์เอก จึงกลายเป็น "ราตรี่" ไป เพลงนี้ ฝ่ายคาทอลิกก็แปลเช่นกัน มีการเพี้ยนเหมือนกัน แต่เพี้ยนน้อยกว่าที่คริสเตียนแปล แต่คาทอลิกก็ยังอยู่ในปัญหาเดียวกับคริสเตียน คือใช้ภาษาสูง เป็นราชาศัพท์ ภาษาฮีบรู (อัล เลลูยา) ซึ่งไม่สื่อความหมายกับคนทั่วไปในชื่อเพลง "คืนนั้นเงียบสนิท" ดังนี้
1. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ซับ พะสิ่ง ซึงใส สงบ งาม นักหนา พระ มารดา และพระ บุตร กุ มาร น้อย แสน โซ ภา บริสุทธิ์ นิทรา ในสันติ แห่ง สวรรค์ นินทรา ในสันติ นิรันดร์
2. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ชุม พา บ่าน ตืนใจผรั่น จาก ฟาก ฟ้า โรจนา ไหล หลั่ง หม่า ปวง เทวา ขับ รอง อัล เล ลูยา คริสต์ กุ มาร บัง เกิดมาแล้ว เพื่อ ไถ่ โลกรอด และ ปลอดภัย
3. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ดา รา ทอง พราวแสงส่อง เชิญ เรา ซ้อง เพลง (คำขาดไป 2 คำ) ขาน ขับ พรอม เทวา แด่มหารา ชา อัลเลลูยา คริสต์ กุมาร บังเกิด มา แล้ว พระคริสต์ กุมาร บัง เกิด มา
หนทางแก้นั้น จะต้องไม่แปลแบบตรงตัว คำต่อคำ และไม่ใช้คำราชาศัพท์ และจะต้องหาคำที่มีวรรณยุกต์ที่สอดคล้องกับโน้ต ดังนี้ 1.คืนนั้น วันหนึ่ง มีพระ ผู้ไถ่ ทรงยิ่งใหญ่ ลงมาเกิด จากมารีย์ พรหมจรรย์ ผู้บรรเจิด ทรงมาแล้ว ให้เรา มาทูนเทิด เป็น องค์พระ ผู้หลุดพ้น ทรง อดทน ลงมาไถ่
2. จงรู้ ไว้เถิด ในครั้ง กาลก่อน ทารกอ่อน ลงมาเกิด เป็นจริงแล้ว พระเยซู ผู้ประเสริฐ เราจึงร้อง เพลงชัย เพื่อชูเชิด เราหลุดพ้น ความบาปหนา ใครพึ่งพา รอดจริงๆ
3. เชิญเข้า มาเถิด มาเพื่อ เข้าอยู่ มาเป็นหมู่ มามอบจิต องค์พระคริสต์ ผู้ทรงฤทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ มาแซ่ซ้อง ยกยอ พระผู้ไถ่ ทรงเป็นแสง แห่งศรัทธา ทรงเมตตา คนใจบาป ใจเรานี้ จึงสดใส มีสิทธิได้พ้นภัย

ปัญหาของเพลง O holy night


อีกเพลงหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบ คือเพลง O holy night แปลเป็นไทยในชื่อเพลง เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ ซึ่งมีเนื้อร้องในภาษาไทยดังต่อไปนี้
1. เมื่อคืนวันนั้น เป็นคืนสำคัญทั่วโลกา เพราะเป็นเวลาที่พระคริสต์ประสูติ นานมานักหนา ทั่วหล้าต้องทุกข์ยุคจาบัลย์ วิโยคโศกศัลย์ ทุกคืนวันไม้เว้นวาย พระคริสต์จึงได้ เสด็จเข้ามาในโลกนี้ เพื่อทรงเปลื้องหนี้ ความบาปของปวงประชา
ร้องรับ ข้าขอบูชา วันทา กราบไหว้พระเยซู เพราะว่า ในวันนั้น ทรงธรรม เสด็จลงมา เพื่อเปิด หนทางสวรรค์ให้แก่ประชา
2. ให้แสงสว่าง พระคริสต์ส่องให้เห็นหนทาง ในโลกใหญ่กว้าง แต่มีบาปมือนักหนา เดินตามสว่าง เป็นทางพระเจ้าประทานให้ เหมือนเหล่านักปราชญ์ ได้เดินตาม ดาวประหลาด คราวนี้เป็นคราว ชาวโลกได้พ้นจากความตาย เพราะว่าพระเจ้าทรงวายพระชนม์เพื่อเหล่า
3. บัญญัติพระเจ้า สั่งสอนให้เราจงรักกัน และบัญญัตินั้น คือความรักสามัคคี เชื่อพระเยซู จึงรู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ความเบียดเบียนนั้นทรงบันดาลให้สูญหาย เราจึงร้องเพลงแสดงยินดีกตัญญู ให้เราเชิดชู และสรรเสริญพระเยซู
เมื่อร้องตามโน้ต และโน้ตไปทับกับวรรณยุกต์ เพลงจะออกมาเป็นดังนี้
1. เหมื่อขื่นวันนัน เป็นคืนซำขั่ญทั่วโลกา เพราะเป็นเวหล่า ที่พระคริสต์ดายประสูติ นานมานักนา ทัวล้าต้องถุกยุคจ๊าบัลย์ วิโยคโศกศัลย์ ถุกคืนวันไมเว้นหว่าย พระคริสต์จึงด่าย ซ่าเด็ด เข้าม้าในโล้กนี เพื่อทรงเปลื๊องหนี่ ความบาปของป๊วงประชา
ร้องรับ คาคอบูชา วันท้า กราบหว่าย ผระเยซู เพราะว้า ใหน่วันนั้น ทรงธรรม ซาเด็ดลงมา เพื่อเปิ๊ด ห่นท้าง ซาหวันให้แกปร้าชา
2. ให่แส่งสะวาง พระคริสต์ซองให่เห็นหนทาง ในโหลกใหญกว่าง แต่มีบ้าปมืดนักนา เดิ่นตามสวาง เป็นทางพระจ่าวประท้านใฮ เหมือนเหล่านักปร้าด ด่ายเดินตาม ดาวประหลาด คราวนีเป้นขร่าว ชาวโหลกได้พ้นจากคว้ามตาย เพราะว่าพระจ่าวทรงวายพระชนม์เพื่อเรา
3. บั่นญัติพระจาว ซังซอนให้เหร่าจงร้ากกัน และบัญญัติหนั่น คือความรักสามัคขี่ เฉื่อผระเยซู จึงรู้ว้าเป็นพีน้องกัน ความเบียดเบียนนั้น ส่งบันดาลให้สูญห่าย เราจึงร้องเพล่ง ซาแดงยินดี้กตั๊ญญู ให้เราเชิดฉู่ และซันเซิ่นพระเหย่ซู

เพลง O holy night ในเนื้อร้องใหม่ที่ไม่เพี้ยน


เมื่อร้องแล้วเพี้ยน ดังกล่าวข้างต้น ความหมายจึงไม่มี และไม่รู้ว่าต้องการจะสื่อความหมายว่าอย่างไร จะเป็นเหมือนกับสวดมนต์ภาษาบาลี หรือร้องเพลงสวดในภาษาลาติน ซึ่งผู้ฟังไม่รู้ว่ากำลังสวดหรือร้องว่าอย่างไร เพลงนี้ สามารถใส่เนื้อร้องให้ไม่เพี้ยนได้ดังนี้
1. สถิต อยู่ แดนไกล องค์พระ ผู้ไถ่ ชาวโลกา พระองค์ เมตตา จึง ได้ทรง ลงมาเกิด เพื่อ เปิด หนทาง มาทำ ทุกอย่าง ฟอกล้างใจ ให้ สุข สดใส ได้ มีชัย เหนือความบาป ใครยอม ก้มกราบ กรรมเวร หลุดหาย ได้ทันที ทรงมา ใช้หนี้ บาปเรา ไม่เหลือ อีกเลย
ร้องรับ เรา จึงบูชา วันทา ก้มกราบ องค์เยซู ป่าวร้อง ให้โลกรู้ พระองค์ เกิดแล้ว นานมา เพื่อชี้ ช่องทาง นิพพาน ให้คน ทุกคน 2. โปรด อย่ากังวล ชีวิต หมองหม่น จะหายไป พระผู้ยิ่งใหญ่ ให้มีชัย เหนือความบาป ก้ม กราบ ทรงชัย มีชีวิตใหม่ ในพระคุณ ไม่มี เสื่อมสูญ ผู้เกื้อกูล ทรงยิ่งใหญ่ ทรงเป็น ผู้ไถ่ ในทรวง แห่งพระบิดา ความดีไหลบ่า เมตตา ท่วมท้น จิตใจ (ร้องรับ)
3. ไถ่ บาป คนเรา ทุกๆพงศ์เผ่า คลายเหงาใจ ได้ชีวิตใหม่ หาก มอบใจ ให้พระเจ้า หาก เข้า วางใจ ในพระผู้ไถ่ หลุดพ้นกรรม มีความสุขล้ำ ผู้ทรงธรรม ให้พ้นผิด เราจึง มอบจิต ขอบคุณ ผู้รัก เปี่ยมล้นใจ อันความ หมองไหม้ จะคลาย ห่างหาย จากเรา (ร้องรับ)
ความจริงแล้ว เพลงสวด (Hymn) ของคริสตจักรตะวันตก เราสามารถทำให้ไม่เพี้ยนได้ (ดังตัวอย่าง) แต่จะต้องไม่แปลตามตัวอักษร และคนที่ทำจะต้อง มีความรู้ ความช่ำชอง ความเชี่ยวชาญในเรื่องภาษาไทย (แต่ง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนเป็น) และมีความร่ำรวยคำ เข้าใจในพระคำของพระเจ้า เข้าใจหลักศาสนาศาสตร์ ถ้าไม่เช่นนั้น เพลงก็จะออกมาแบบบางเบา ไม่มีความลึกซึ้งอะไร เหมือนกับเพลงสั้นที่ร้อง ๆกันอยู่ ถ้าคริสตจักรใดยังไม่เข้าใจ และให้ความสำคัญกับการให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization แล้ว ก็สามารถที่จะใช้เพลงเหล่านี้ได้ แต่อยากจะให้แก้ไขเนื้อร้อง ไม่เพี้ยนเหมือนที่เป็นอยู่ เพราะถ้าเพลงเพี้ยนก็จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด ดังที่กล่าวแล้ว แต่ถ้าจะให้ดี ควรจะใช้เพลงที่เป็นทำนองไทย เพื่อจะให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน"วัฒนธรรมท้องถิ่นได้

คริสเตียนกับการไปร้องเพลงอวยพร


ในเทศกาลคริสต์มาสตามรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตกนี้ นอกจากจะมีต้นคริสต์มาส ซานตาคลอส และเพลงสวด ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization แล้ว ก็ยังมี การให้ของขวัญในวันคริสต์มาสด้วย
การให้ของขวัญนี้ เป็นธรรมเนียมของชาวโรมันที่ให้ของขวัญแก่เพื่อนในวันขึ้นปีใหม่ (มักจะเป็นผลไม้ ขนม หรือทองคำ) ต่อมาชาวอังกฤษถือ "วันกลอง" (ในวันที่ 26 ธันวาคม) เป็นวันที่ศิษยาภิบาลเคยเปิด "กลองทาน" ในโบสถ์ และแจกเงินให้สมาชิกที่ยากจน ต่อมาชาวอังกฤษก็ให้ของขวัญแก่พวกคนใช้ และเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในวันนั้นด้วย
ในทวีปยุโรป เด็ก ๆ มักจะเข้าใจว่า "พระเยซู" เป็นผู้นำของขวัญมาให้ แต่เด็กที่สหรัฐอเมริกามักจะคิดว่า "ซานตาคลอส" เป็นผู้ให้ (แท้จริงแล้วพ่อแม่เป็นผู้ที่ให้ต่างหาก) การให้ของขวัญในวันคริสต์มาสนี้ เป็นการดี เพราะความหมายแท้จริงของวันนี้ก็คือ "การให้" "เพราะว่าพระเจ้าได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตเข้าสู่นิพพาน" (ยน 3:16)
นอกจากจะมีการให้ของขวัญแก่กันแล้ว ประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่คริสเตียนไทยรับมาจากประเพณีของคริสตจักรตะวันตก คือ "การออกไปร้องเพลง" อวยพรตามบ้าน หรือที่เรียกว่าการร้องเพลงแครอลิ่ง (Caroling) การออกไปร้องเพลงอวยพรนี้ จะออกไปในเวลากลางคืน ถ้าเป็นเวลาหัวค่ำ ก็พอทำเนารับได้ แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นยามวิกาล คือหลังเที่ยงคืน ก็ยังมีการออกไปร้องเพลงอวยพรตามบ้านอยู่ ซึ่งเป็นการรบกวนเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และกำลังนอนหลับฝันดี ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น โดยเสียงของ "สุนัขเห่า" และเสียงเพลงของนักร้องกลุ่มนั้นโดยที่ไม่รู้ว่าร้องว่าอะไร
ประเพณีการออกไปร้องเพลงอวยพรตามบ้านนี้ เกิดขึ้นจากสังคมเล็ก ๆ ในหมู่บ้านที่เป็นเพื่อนบ้านกัน รู้จักกันแทบทุกครอบครัว แต่เมื่อสังคมขยายออกไป คนอยู่บ้านใกล้กัน ก็ไม่รู้จักกัน ประเพณีนี้จึงไม่เหมาะ แทนที่จะได้รับพร หรือจะมี "พร"เกิดขึ้น กลับกลายเป็น "คำแช่งด่า" "คำสบถ" ในทางเสียหาย เพราะถูกรบกวนในยามค่ำคืน

การฉลองวันคริสต์มาสที่ไม่มีพระเยซู


หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่การฉลองวันคริสต์มาสจะไม่มีพระเยซู เพราะวันคริสต์มาสเป็นวัน "ฉลองการเกิด" ของพระองค์ เป็นวันที่พระเจ้าได้ "อวตาร" (Incarnation) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือให้มนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาปกรรมต่าง ๆ นานา พระองค์ลงมาเกิดนานมาแล้วกว่า 2000 ปี และคริสตจักรของพระเจ้า ก็ได้ทำการเฉลิมฉลองมาตลอด แม้ว่า วันที่ 25 ธันวาคม จะไม่ใช่วันเกิดแท้จริงของพระองค์ก็ตาม แต่พระองค์ได้มาเกิดแล้ว ตามการบันทึกเรื่องราวไว้ในหนังสือพระกิตติคุณมัทธิว และลูกา
แต่ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่า"การฉลองวันคริสต์มาส" ได้นำสิ่งแปลกปลอมเข้ามา ไม่ว่า จะเป็น "ต้นคริสต์มาส" ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดของพระองค์เลย เป็นต้นสนที่เซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษได้ขุดขึ้นมา หลังจากที่ได้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเพื่อเป็นเครื่องสังเวยเทพเจ้า จากนั้นมา มาร์ติน ลูเธอร์ ได้ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้
สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในวันคริสต์มาสอีกอย่างหนึ่งคือ "ซานตาคลอส" เขาได้ "ยึดเอา"วันคริสต์มาสไปเป็นของเขาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลย ทุกวันนี้คนทั่วโลกจะฉลองวันคริสต์มาสกัน ซึ่งเปลี่ยนไปเป็น "วันแห่งครอบครัว" "วันแห่งความสุข" ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ได้อ้างถึงพระเยซู ผู้เป็น "ศูนย์กลาง" ของวันนี้แม่แต่น้อย
การฉลองวันคริสต์มาสที่ไม่มีพระเยซูนี้ จะทำกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียนก็ตาม แม้แต่ประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น "เมืองพุทธ" ก็มีการฉลองวันคริสต์มาสกันไปทั่ว จะมีต้นคริสต์มาสอยู่ตามโรงแรมต่าง ๆ จะมีซานตาคลอสออกมาแจกของขวัญให้กับเด็ก ๆ รายการโทรทัศน์ต่าง ๆ ก็จะมีการการพูดถึง "การฉลองเทศกาลคริสต์มาส" อันเป็น ประเพณีของคนตะวันตก ที่ปราศจากพระเยซู และไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์เลย
ดังนั้น เราผู้เป็นคริสเตียน ควรจะปฏิเสธคริสต์มาสนี้ ควรจะบอกชาวโลก หรือชาวไทยว่า คริสต์มาสนั้น ไม่ใช่คริสต์มาสที่แท้จริงเป็นคริสต์มาสเทียม คริสต์มาสที่แท้จริงนั้น มีพระเยซูเป็นจุดศูนย์กลาง พระองค์ลงมาเกิดในวันนี้ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาปกรรม กลับไปสู่พระเจ้าพระบิดา

การฉลองวันคริสต์มาสมี 2 อย่าง


ในปัจจุบันนี้ การฉลองวันคริสต์มาสมีอยู่ 2 อย่าง คือ "การฉลองวันคริสต์มาสของคริสตจักร" ไม่ว่าจะเป็นของนิกายโปรเตสแตนท์ หรือนิกายคาทอลิก และออโธดอกซ์ จะมีการฉลองการที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ นิกายออโธดอกซ์ไม่ได้ฉลองในวันที่ 25 ธันวาคมเหมือนนิกายโปรเตสแตนท์ และคาทอลิก แต่ฉลองในวันที่ 19 มกราคม อย่างไรก็ตาม ทั้งสามนิกายนั้น ฉลองวันคริสต์มาสตามรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคริสตจักร ที่ได้ให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (Pagan) แล้ว และรูปแบบ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้านั้น ได้กลายมาเป็นของคริสตจักร
การฉลองวันคริสต์มาสอีกอย่างหนึ่ง คือ "การฉลองวันคริสต์มาสของชาวตะวันตก" ที่เป็นรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเดียวกันกับคริสตจักร แต่ได้ตัดสิ่งสำคัญออกไป แล้วนำสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา นั่นคือ ตัด "พระเยซู" ผู้เป็นเจ้าของวันคริสต์มาสออกไป แล้วนำ "ต้นคริสต์มาส" และ "ซานตาคลอส" เข้ามาแทนที่ และรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ทุกประเทศจะมีการฉลองวันคริสต์มาสกัน ไม่ว่าประเทศนั้นจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม การฉลองวันคริสต์มาสนี้ ไม่ใช่ของคริสตจักร และไม่เกี่ยวข้องกับพระเยซูคริสต์เจ้า
ประเทศไทยของเราได้ชื่อว่า เป็น "เมืองพุทธ" แต่ก็มีการฉลองวันคริสต์มาสกันทุกปี วันที่คริสต์มาสที่ฉลองกันนั้น ไม่ใช่ของคริสตจักร แต่เป็นของชาวตะวันตก เป็นคริสต์มาสที่ปราศจากพระเยซู ดังนั้น เราผู้เป็นคริสเตียน ควรจะ"ฉลองวันคริสต์มาส" ในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization ไม่ต้องฉลองตามรูปแบบของชาวตะวันตก ที่ปราศจากพระเยซูนั้น หรือไม่ต้องฉลองตามรูปแบบของคริสตจักรตะวันตก ที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบของคนไทยด้วยด้วย
การฉลองวันคริสต์มาสที่ไม่ใช้รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตกนี้ จะต้องให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น ที่ต้นคริสต์มาส ไม่ต้องเป็นต้นสน แต่ไม้ของชาวไทยที่ใช้อยู่ในประเพณีเดิมอยู่แล้ว

การฉลองวันคริสต์มาสในรูปแบบแบบไทย


ในเมื่อคริสตจักรตะวันตก ได้ทำการฉลองวันคริสต์มาสโดยให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" ในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น ที่เรียกว่าเป็นพวกนอกศาสนา (pagan) จนกระทั่งรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมเหล่านั้น กลายมาเป็นของคริสตจักร และการกระทำเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นการกระทำตามอย่างของพระเจ้า ที่เรียกว่า Contextualization คือ ให้แก่นสารของพระคำพระเจ้า "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น
เราได้กล่าวมาแล้วหลายครั้งว่า พระเจ้า ผู้เป็นพระบิดา พระบุตร และ "พระธรรม" (Logos=ที่พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า "พระวาทะ") ได้อวตาร (Incarnation) มาเกิดเป็นมนุษย์ คือมาเป็นพระเยซู การมาเกิดของพระองค์นั่นแหละคือ "การเข้าไปใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น เดิมทีพระองค์เป็นพระเจ้า อยู่ในอีกมิติหนึ่ง แต่ได้ "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของยิว
การฉลองวันคริสต์มาสในรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย ที่เรียกว่า Contextualization อาจจะเปลี่ยน "ต้นกฐิน" ให้มาเป็น "ต้นคริสต์มาส" ได้ ต้นกฐินนั้นโดยมากจะทำจาก "ต้นกล้วย" และมี "ใบโพธิ์เงินโพธิ์ทอง" (ที่ตัดมาจากกระดาษสีเงินสีทอง) นอกจากนั้น ก็จะมี "ธนบัตร" เสียบด้วยไม้ไผ่ติดอยู่กับต้นกฐินนั้น เป็นจำนวนมากมาย เราอาจจะ ดัดแปลงต้นกฐินนี้ ให้เป็น "ต้นคริสต์มาส" แบบไทยก็ได้
เมื่อข้าพเจ้าทำงานอยู่กับคริสตจักรแห่งหนึ่ง และต้องการที่จะฉลองวันคริสต์มาสให้แตกต่างไปจาก การฉลองวันคริสตมาสของคริสตจักรตะวันตก แทนที่จะใช้ "ต้นสน" ก็ให้ใช้ "ต้นกล้วย" แทน ของขวัญต่าง ๆ ก็ให้ใช้สิ่งของที่เป็นพื้นเมือง เป็นต้นว่า "หมอนขิด" "ผ้าข้าวม้า" หลังจากฉลองแล้ว ก็ให้นำสิ่งของเหล่านี้ ไปแจกจ่ายให้แก่ คนยากจนในหมู่บ้าน
แต่ความคิด และการกระทำเช่นนี้ ได้รับการต่อต้านจาก พวกอาจารย์นักอนุรักษ์นิยม ที่ไม่เข้าใจการให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" วัฒนธรรมท้องถิ่น เขาบอกว่า คริสต์มาสจะต้องมี "ต้นคริสต์มาส" ที่เป็นต้นสน ในปัจจุบันนี้ ที่คริสตจักรของพวกเรา ได้ให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" วัฒนธรรมของท้องถิ่นแล้ว

การฉลองวันคริสต์มาสที่แท้จริง


การฉลองวันคริสต์มาสที่แท้จริง คือการฉลองวันที่พระเจ้า อันได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระธรรม (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์") ได้ "อวตาร" (Incarnation) มาเกิดเป็นมนุษย์ ที่หมู่บ้านเบ็ธเลยเฮม ตามที่ "คนทรงของพระเจ้า" (ฝ่ายโปรเตสแตนท์แปลว่า "ผู้เผยพระวจนะ" ฝ่ายคาทอลิกแปลว่า "ประกาศกของพระเจ้า" ) ทำนายไว้ว่า ในที่สุดพระเจ้าจะให้มี "พระมาซีอะห์" (Messiah) มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ชาติ "เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิดหญิงสาวพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตกับเราทั้งหลาย" (อสย 7:14)
การที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์นี้ เป็นการ "เข้ามาอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization การมาเกิดเป็นมนุษย์ของพระองค์ก็ค้านกับค่านิยมของโลก คือ แทนที่พระองค์จะมาเกิดเป็น "กษัตริย์" แต่พระองค์มาเกิดเป็นคนยากจน ต่ำต้อย เกิดที่โรงนา เมื่อเกิดขึ้นมานางมารีย์ได้ "เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม" (ลก 2:7)
นอกจากพระเยซูจะเกิดในคอกวัว และนอนในรางหญ้าแล้ว คนที่มาเฝ้าพระองค์ ยังเป็น "พวกเลี้ยงแกะ" ที่ไม่มีใครคบค้าสมาคม เป็นคนที่ถูกทอดทิ้ง และเป็นที่เหยียดหยามของคนทั่วไป แต่พระเจ้าได้ค้านค่านิยมของโลกอีกครั้งหนึ่ง คือแทนที่จะเลือกคนดี คนเคร่งศาสนาซึ่งได้แก่พวกคัมภีราจารย์ และพวกฟาริสีให้มาเฝ้าพระองค์ แต่พระเจ้าได้เลือกคนที่ต่ำต้อย คนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง คนไร้ที่พึ่งพาให้มาเฝ้าพระองค์
ในการฉลองวันคริสต์มาสของคริสตจักร ไม่ควรเน้นที่รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคริสตจักรตะวันตก ที่ไม่มีความหมายสอดคล้องกับพระคัมภีร์ ควรจะกลับไปศึกษาความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ แล้วให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น เพื่อคนท้องถิ่นจะได้ยิน ได้ฟัง และเข้าใจแก่นแท้แห่งวันคริสต์มาส การกระทำเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

5 พฤศจิกายน 2012

Click Here

เรื่องที่เกี่ยวข้อง