อย่าเพิ่งเชื่อ รหัสลับดาวินซี

โดย ศจ. ดร.เสรี หล่อกันภัย
เลขาธกิการสมาคมพระคริสตธรรมไทย
Bridge of Love ปีที่ 1 ฉบับที่ 1-2

หนังสือเรื่อง รหัสลับดาวินซี (Davinci Code)ที่เขียนโดย แดน บราวน์ (Dan Brown) เป็นหนังสือนิยายแนวสืบสวน สอบสวนให้ความรู้หลายอย่าง เช่น เรื่องงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง และศาสนาพอสมควร เป็นหนังสือที่ผู้เขียนเขียนได้ดีมาก มีการหักมุมหลายตอนอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเริ่มอ่านแล้ว ก็วางแทบไม่ลง แต่สำหรับคนที่มีงานทำประจำก็คงต้องยอมวางเป็นระยะ ๆ และหยิบกับมาอ่านใหม่

ถ้าใครจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อความบันเทิงแล้วละก็ ผมขอแนะนำว่าเป็นหนังสือที่ทำให้เพลิดเพลินมาก เป็นวรรณกรรมที่บรรยายให้เราเห็นภาพพจนได้ดี เอาความรู้ทางวิชาการหลายแขนงมาไว้ด้วยกัน วิชาการที่ปรากฏอยู่มากในหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องการถอดรหัสและการตีความหมายสัญญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งผมไม่มีความรู้มากพอ จะวิจารณ์ว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงไร วิชาการอีกเรื่องหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้พูดถึงมากคือเรื่องของคริสต์ศาสนา ที่มีส่วนย่อย ๆ อยู่หลายส่วน ส่วนแรกที่หนังสือเล่มนี้พาดพิงถึงมากตลอดทั้งเล่มคือ บทบาทของศาสนจักรคาทอลิกที่ควบคุมและคุกคาม คำสอนเรื่องการบูชาสตรีซึ่งผมไม่มีความชำนาญเท่าไร และเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าพระสันตะปาปา มีส่วนในคดีฆาตกรรม ก็มีการหักมุมหลายครั้งจนในที่สุดก็พบวาวาติกันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตามหากคนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้อ่านไม่จบ ก็จะเกิดความเข้าใจผิดได้

เรื่องต่อมาที่หนังสือเล่มนี้เริ่มพูดมากขึ้น ในตอนกลางเล่มคือเรื่องที่ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นเรื่องโกหก และการอ้างว่าพระเยซูคริสตได้แต่งงานกับ แมรี่ แม็กดาลีน และมีโอรสกับนาง และต่อมาเชื้อสายของพระองค์ได้เป็นกษัตริย์ของฝรั่งเศสนั้น ผมพอจะรู้เรื่องการอ้างอิงบางอย่างที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก จึงขอถือโอกาสอธิบายบางสิ่งบางอย่างแกผู้อ่านที่ไม่ได้ศึกษาอย่างแท้จริงและรับข้อมูลบางอย่างจากหนังสือเล่มนี้ไปอย่างไม่ถูกต้อง

ผมคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรมากนัก ถ้าผู้เขียนจะบอกว่า เรื่องที่เขาเขียนเป็นเพียงนิยายที่เขียนขึ้นมาเพื่อความบันเทิง แต่หน้า “ข้อเท็จจริง” ได้สรุปว่า “ผลงานทางศิลปะสถาปัตยกรรม เอกสารและพิธีกรรมลับต่างๆ ที่บรรยายไว้ในนวนิยายเล่มนี้ถูกต้องตามความเป็นจริงทั้งสิ้น ผู้เขียนอ้างว่าข้อมูลที่เขาหามาได้เป็นความจริง และมีเชิงอรรถอ้างอิงเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งเล่ม ทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือ แต่เมื่ออ่านตลอดทั้งเล่ม และมาถึงหน้า “หมายเหตุผู้แปล” ผู้แปลได้สรุปคำตอบของผู้เขียนต่อสื่อมวลชนว่า “ความลับที่เขาเอามาเปิดเผย ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซุบซิบกันมาหลายศตวรรษ ตามที่กล่าวแล้วไม่ใช่เรื่องที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่แม้เขาจะยอมรับว่าอาจจะเป็นครั้งแรกที่ความลับที่ว่าถูกเปิดเผยในรูปแบบของนวนิยายตื่นเต้นเร้าใจ แต่ประเด็นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย” ในเมื่อข้อมูลที่เขาได้รับมานั้นเป็นเรื่องซุบซิบ ก็ไม่นาเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรกและเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้วก็พบว่าความลับที่ตัวเอกของเรื่องพยายามแสวงหานั้นก็ยังคงเป็นความลับอยู่ดีและผู้เขียนได้พยายามเอาเรื่องซุบซิบมาทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงอีกทั้งเอกสารบางอย่างที่ผู้เขียนนำมาอ้างนั้นก็เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ เป็นการตัดตอนข้อมูลทางวิชาการมาเพียงบางส่วนเท่านั้น

ผู้เขียนได้กล่าวอ้างไว้ในหน้า 274 ว่า “คอนสแตนตินทรงมีบัญชาให้ประชุมชำระคัมภีร์ไบเบิลฉบับใหม่ พร้อมทรงออกพระราชทรัพย์สนับสนุน พระคัมภีร์ฉบับใหม่นี้ตัดพระประวัติที่กล่าวถึงลักษณะความเป็นมนุษย์แห่งพระคริสต์ทิ้งไป และเพิ่มเติมสีสันพระประวัติที่ทำให้พระองค์ดุจพระเจ้า” สำหรับผู้ที่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยตนเอง ก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าการเป็นมนุษย์ของพระเยซูนั้นมีความสำคัญมาก ผู้เขียนพระธรรมยอห์น ได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า พระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ “พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (พระคริสตธรรมคัมภีร์ยอห์น บทที่ 1 ข้อ 14) พระวาทะในที่นี้หมายถึงพระเยซู นอกจากนั้นอาจารย์เปาโลก็ได้ยืนยันอย่างเดียวกันในพระธรรมฟีลิปปี “แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาสทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์”(พระคริสตธรรมคัมภีร์ฟีลิปปี บทที่ 2 ข้อ 7) และถ้าเราจะอ่านเรื่องราวของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม เราจะเห็นความเป็นมนุษย์ของพระเยซูอยางชัดเจนคือ พระองค์ทรงต้องต่อสู้กับความรู้สึกกลัวที่จะถูกตรึงบนไม้กางเขน ที่สวนเกทเสมนีพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ใจเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่ที่นี่เถิด” (พระคริสตธรรมคัมภีร์มาระโก บทที่ 14 ข้อ 34)พระองค์ต้องทนทุกข์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ พระองค์ทรงเผชิญกับความเครียดในการตัดสินใจที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา เมื่อพระองค์ถูกเฆี่ยน พระองค์ก็ทรงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ทรงร้องเสียงดัง พระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้ปิดบังความเป็นมนุษย์ของพระองค์เลย ในขณะเดียวกันก็ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นพระเจ้าของพระองค์ สำหรับหลักคำสอนของคริสเตียนแล้วพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า 100% และเป็นมนุษย์ 100% เราอาจจะไม่สามารถอธิบายความจริงประการนี้ได้ตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเราจะพิจารณาตามแนวคิดทางสังคมวิทยา เราก็อาจจะพอเห็่นความเป็นไปได้ เช่น ผู้ชายคนหนึ่งสามารถ เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นสามี ได้ในเวลาเดียวกัน

และพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่สามารถโกหกได้ เพราะมีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตและคำสอนของพระเยซูถึงสี่เล่มด้วยกัน และข้อมูลปลีกย่อยของทั้งสี่เล่มนี้มีที่ไม่เหมือนกัน แต่คริสตจักรยุคแรกก็ไม่ได้ตัดความแตกต่างกันทิ้งไป แสดงว่าคริสตจักรยุคแรกก็ยอมรับความแตกต่างได้ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตัวละครสำคัญในหนังสือทื่ชื่อทิบบิงกล่าวหา นอกจากหนังสือทั้งสี่เล่มนี้แล้ว ก็ยังมีหนังสืออีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ที่เขียนเกี่ยวกับพระเยซู หนังสือเหล่านี้มีอยู่มาก จนคริสตจักรยุคแรกไม่สามารถนำมารวบรวม ให้อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหมด เอกสารโบราณของพระธรรมยอห์น ที่ถูกค้นพบตามหลักฐานทางโบราณคดีนั้น พบว่าอายุอยู่ในปี ค.ศ. 125 ซึ่งเก่าแก่กว่าสมัยกษัตริย์คอนสแตนตินมาก ในช่วงเวลานั้นคริสเตียนยังไม่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองใด ๆ ยังเป็นช่วงที่คริสเตียนถูกข่มเหง และถูกตามล่าจนต้องหนีไปตามที่ต่าง ๆ จึงเป็นไปได้ยากที่คริสจักรยุคแรกจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลในพระคัมภีร์

เรื่องการเป็นมนุษย์กับพระเจ้าของพระเยซูคริสตว่าแท้ที่จริงพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้เน้นว่า การเป็นพระเจ้าของพระเยซูสำคัญกว่าการเป็นมนุษย์ของพระเยซู และพระคัมภีร์ที่เรามีอยู่นี้ไม่ได้ตัดทิ้งข้อความที่แตกต่างกัน ผู้คัดลอกในอดีตนั้นได้ยังคงรักษาความแตกต่างของพระธรรมแต่ละเล่มไว้ การที่ผู้แต่งหนังสือรหัสลับดาวินชี กล่าวอ้างว่า คอนสแตนตินเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงพระคัมภีร์นั้นไม่เป็นความจริง

เนื้อหาอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ พยายามจะนำมาเผยแพร่คือ พระเยซู มีความสัมพันธ์กับแมรี่ แม็กดาลีน หรือ นางมารีย์ ชาวมักดาลา ตามชื่อในพระคัมภีร์ และได้บอกว่า นางแมรีได้แต่งงานกับพระเยซคริสต์และนางคือโฮลีเกรล (จอกศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งเป็นความลับที่คนในสมัยโบราณพยายามค้นหาและบอกอีกว่า ดาวินชี พยายามอธิบายความลับนี้ผ่านการวาดภาพเดอะลาสต์ซัปเปอร์ ที่มีชื่อเสียงโดยอ้างว่า มีผู้หญิงผมสีแดงนั่งอยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรติตรงขวามือของพระเยซู

ตัวละครคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่ชื่อทีบบิงได้กล่าวอ้างว่า “พระเยซูในฐานะชายผู้แต่งงานแล้ว ดูมีผลมากกว่าทัศนะของไบเบิล ตามมาตรฐานเดิมที่ว่าองค์พระเยซูเป็นคนโสด” ข้อเสนอของทีบบิงดูมีเหตผล ในแง่ที่ว่าผู้ชายในสมัยก่อนนั้นน่าจะแต่งงานมากกว่าไม่แต่งงาน เป็นความคิดเห็นที่ไม่ต้องค้นคว้าหรือใช้ข้อพิสูจน์อะไรให้ยุ่งยาก แต่เป็นข้อสังเกตที่ช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เข้าทำนองเดียวกับที่จะบอกว่า ผู้ชายไทยทุกคนต้องแต่งงานโดยไม่คำนึงถึงว่า มีผู้ชายจำนวนมากในประเทศไทยที่ตั้งใจบวชเป็นพระสงฆ์และไม่แต่งงานตลอดชีวิต

สำหรับคนยิวนั้น ผู้นำทางศาสนาตั้งแต่สมัยพันธสัญญาเดิมจะแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็ได้ ในสมัยบาบิโลนยึดครองกรุงเยูรซาเล็มมีผู้เผยพระวจนะที่สำคัญคือ เยเรมีย์ และเอเสเคียล พระเจ้าห้ามไม่ให้เยเรมีย์แต่งงานเพื่อเป็นหมายสำคัญแสดงว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงและร้ายแรงเกินกว่าจะมีเวลามีครอบครัว สวนเอเสเคียลนั้นมีภรรยา แต่เมื่อภรรยาเสียชีวิตก็ไม่ไดัรับอนุญาตให้ไว้ทุกข์ เพื่อแสดงว่าภัยพิบัติสมัยนั้นรุนแรงจนกระทั้งไมมีเวลาไว้ทุกข์ให้กับคนในครอบครัว พระเยซูคริสต์ตระหนักถึงภาระกิจที่สำคัญูของพระองค์คือ การถูกจับตรึงบนไม้กางเขน ดังนั้นจึงไม่ทรงเลือกที่จะมีครอบครัว แท้จริงพระองค์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน พระองค์ถือว่าการไม่แต่งงานเป็นขอประทานพิเศษจากพระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงสอนเรื่องการหย่าร้าง พวกสาวกบางคนก็คิดว่าจะไม่แต่งงานพวกเขาพูดว่า “ถ้าลักษณะสามีภรรยาเป็นอย่างนั้น ไม่แต่งงานยังจะดีกว่า” พระองค์ทรงตอบว่า “ไม่ใช่ทุกคนจะรับคำสอนนี้ได้ ยกเว้นคนที่พระเจ้าประทานให้เท่านั้น เพราะคนที่เป็นขันทีตั้งแต่เกิดก็มี คนที่มนุษย์ทำให้เป็นขันทีก็มี คนที่ทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มี ใครรับได้ก็ให้รับเอาเถิด (มัทธิว19:10-12)

ข้ออ้างของทีบบิงอีกประการหนึ่ง นำมาจากหนังสือนอกสารบบของพระคัมภีร์ชื่อว่า “พระประวัติฉบับของฟีลิป” (The Gospe of Philip) เนื้อหาตอนหนึ่งที่ยกมาคือ “และเพื่อนแห่งพระผู้ช่วยให้รอดคือ แมรี่ แม็กดาลีน พระคริสต์รักเธอมากกวาอัครสาวกอื่นทั้งมวล และทรงเคยจุมพิตเธอที่โอษฐ์อยู่บ่อยครั้ง อัครสาวกที่เหลือขุ่นเคืองด้วยเหตุนี้ และแสดงความไมเห็นด้วย พวกเขากล่าวกับพระองค์ว่า ทำไมพระองค์จึงรักเธอมากกว่าพวกเราทุกคน” ทีบบิงอ้างว่า คำว่าเพื่อนในยุคนั้นหมายถึงคู่แตงงาน ถ้าการตีความหมายเช่นนี้มีความเป็นไปได้ ยังมีคำถามต่อไปว่า ทำไมอัครสาวกอื่นจึงไม่พอใจหรือขุ่นเคืองด้วย ในเมือแมรี่ แม็กดาลีนเป็นภรรยาของพระเยซูจริงๆ

นอกจากนี้ทีบบิงยังได้อ้างเอกสาร ที่อยู่นอกสารบบพระคัมภีร์อีกเล่มชื่อ “พระประวัติฉบับของ แมรี แม็กดาลีน” และได้ ยกเนื้อความตอนหนึ่งมาเพื่อชี้แจงว่า ปีเตอร์หรือเปโตรอัครสาวกของพระเยซู เป็นปรปักษ์กับแมรี่ แม็กดาลีนเพราะความอิจฉา กล่าวอ้างพระเยซูเป็นผู้มอบทิศทางการสร้างคริสตจักรให้กับแมรี่ ไม่ใช่ให้กับปีเตอร์ และอ้างว่าพระเยซูฝากอนาคตคริสตจักรไว้กับผู้หญิง ทีบบิงยังกล่าวต่อไปว่า แมรี่มาจากราชวงศ์แห่งเบนจามิน และกล่าวหาว่าคริสตจักรปิดบังเรื่องนี้ และทำให้แมรี่ แม็กดาลีนเป็นหญิงโสเภณี อีกทั้งยังกล่าวหาคริสตจักรว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์และปิดบังเรื่องพระเยซูมีโอรสกับแมรี่ และพยายามอธิบายด่อว่า คำว่า ซานเกรียล มาจาก ซอง เกรียล หรือ โฮลี่เกรล แต่ถ้าแบ่งแบบภาษาโบราณจะเป็นสองคำที่มีความหมายว่าสายเลือดเชื้อพระวงศ์

แท้จริงเรื่องราวของแมรี่ แม็กตาลีน หรือ นางมารีย์ ชาวมักดาลานี้ เป็นบุคคลที่พระคัมภีร์ให้ความสำคัญคือ เป็นสาวกหญิงบุคคลแรกของพระเยซู (มาระโก 15:40-41,47;16:1 มัทธิว 27:55-56,61;28:1;ลูกา 8:2-3. 24:10) เป็นไปได้ว่าแมรี่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มสตรี ที่เป็นสาวกของพระเยซูกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ที่ติดตามและปรนนิบัติพระเยซูอยู่สม่ำเสมอดลอดเวลา ที่ทรงกระทำพันธกิจที่กาลิลีจนถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และต่อจากนั้นลูกาได้บันทึกว่าไม่เพียงพวกผู้หญิงเหล่านี้จะติดตามและปรนนิบัติพระเยซูเท่านั้นพวกเธอยังออกค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย

ในเวลาต่อมาพระองค์เสด็จผ่านหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ ทรงประกาศและเผยแพร่ข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์ พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่ได้รับการรักษาให้พ้นจากวิญูญูาณชั่วและโรคภัยต่างๆ ได้แก่มารีย์ที่เรียกกันว่าชาวมักดาลา คนที่มีผีเจ็ดตนออกจากตัว โยอันนาภริยาของคูชาซึ่งเป็นหัวหน้ากรมวังของเฮโรด สุสันนา และหญิงคนอื่นๆอีกหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยทรัพย์สิ่งของของพวกนาง (ลูกา 8:1-3)

จากพระธรรมตอนนี้จะเห็นว่า แมรี่ แม็กดาลีนได้รับการรักษาที่เคยมีผีเจ็ดตัว ไม่ใช่ผู้ที่เคยเป็นหญิงโสเภณี นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังบันทึกว่า เธอคือบุคคลสำคัญที่เป็นพยานถึงการตายของพระเยซู (มาระโก 15:40-41, 47; มัทธิว 27:55-56,61;ลูกา 23:49,55-56;ยอห์น 19:25) เธอเป็นคนแรกที่ ไปถึงอุโมงค์ และพบอุโมงค์ว่างเปล่า (มาระโก 16:1-6;มัทธิว 28:1 6; ลูกา 24,11-3, 10; ยอห์น 20:1-2) เธอเป็นผู้รับข่าวสาร หรือได้เห็นพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายเป็นคนแรก และนำข่าวนี้ไปบอกกับพวกคนอื่น (มาระโก 16:6-71,มัทธิว 28:5-9; ลูกา 24:4-10) ตามการบันทึกใน ยอห์น 20:11-18) พระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตายได้ปรากฏกับเธอก่อนและตรัสกับเธอเกี่ยวกับการเสด็จขึ้นสวรรค์

ที่จริงแมรี่ แม็กดาลีน เป็นหญิงโสเภณีหรือไม่นั้น ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้ชัดเจน แต่ที่รู้แน่ก็คือพระเยซูคริสตไม่ได้รังเกียจหญิงโสเภณี ทรงสนทนากับหญิงโสเภณีชาวสะมาเรีย ทรงอนุญาตให้หญิงโสเภณีชโลมพระบาทของพระองค์ ลำดับ ฯ วงศ์ตระกูลของพระเยซูในพระธรรมมัทธิวก็มีชื่อของนางราหับซึ่งเคยเป็นหญิงโสเภณี การที่อ้างว่าคริสตจักรพยายามลดบทบาทแมรี่ แม็กดาลีนโดยทำให้เธอเป็นหญิงโสเภณีจึงฟังไม่ขึ้น

ถ้าเราพิจารณาการบันทึกเรื่องราวของพระคัมภึร์ตลอดทั้งเล่ม จะเห็นว่าพระคัมภีร์ได้ยกย่องแมรี่ แม็กดาลีนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมายกย่องเธอ และการที่เธอจะแต่งงานหรือไม่ได้แต่งงานกับพระเยซูก็ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาความเชื่อของคริสเตียน เพราะการแต่งงานไม่ได้ทำให้พระองค์เสื่อมเสีย ในทางตรงกันข้ามการบันทึกเรื่องราวของปีเตอร์ หรือ เปโตรกลับเป็นลบมากกว่า คือเปโตรปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง และถูกเปาโลตำหนิอย่างรุนแรงที่ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะเมื่อคนยิวมาเปโตรก็ไม่นั่งกินกับคริสเตียนต่างชาติ

สรุปข้ออ้างอิงหลายอย่างที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้เป็น ข้อมูลจากการสันนิษฐานเท่านั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างหนักแน่น พระคริสตธรรมคัมภีร์และ คริสตจักรไม่เคยปฏิเสธ แมรี่ แม็กดาลีนเลย ที่จริงคริสตจักรในนิกายโรมันคาทอลิกยกย่องนางเป็นเซนต์เสียด้วยซ้ำ และคริสตจักรไม่เคยดูถูกผู้หญิงอย่างที่หนังสือกล่าวหา ที่จริงนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซูคริสต์ก็ได้รับการยกย่องอย่างมากในคริสตจักรคาทอลิก หนังสือเล่มนีได้ท้าทายให้คริสเตียนไทยและผู้ที่สนใจให้ค้นหาความจริงทางวิชาการมากขึ้น มีหนังสือที่ให้ข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับพระคริสตธรรมอย่างมากมายท่าน น่าจะหาเวลาอ่านหนังสือเหล่านี้ให้มากขึ้น.

ขอเชิญแสดงความเห็นเพิ่มเติม เลือกหัวข้อ คำพยานหรือแบ่งปันพระพร และหนุนใจ Witness Sharing Click Here คลิกที่นี่

Click Here