"ความกดดันในแง่บวก เพื่อตอบคำถามเรื่องเกย์"

อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำนำ

เป็นเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สังคมโลกของเราในปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยคำถามต่างๆที่ค้างคาใจพวกเราทุกคน มนุษย์เราเริ่มจะไม่มั่นใจแล้วว่า อะไรผิด? และอะไรถูก? ค่านิยมของสังคม สภาพแวดล้อมที่เราอยู่นี้ กำลังทำให้มนุษย์เราเย็นชาต่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง และกำลังถลำลึกลงไปในหลุมแห่งความสับสน ไร้จุดมุ่งหมาย ไร้แนวทางในการดำเนินชีวิตมากขึ้นทุกที…..

ความเชื่อของคริสเตียนมีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ไหม?……มีแน่นอน……

นักปรัชญาท่านหนึ่งชื่อ ออกัสติน ท่านได้กล่าวว่า “ที่ใดมีกฏ ที่นั่นมีผู้ออกกฏ” และใครล่ะเป็นผู้ที่ออกกฏ?….อิมมานูเอล คานท์ นักปรัชญาอีกท่านหนึ่งก็ได้กล่าวว่า “อิสระที่แท้จริงจะต้องมีขอบเขต” …แล้วใครล่ะเป็นผู้กำหนดขอบเขตความอิสระให้แก่มนุษย์?…ใครล่ะจะมีคุณสมบัติที่เหมาะที่จะออกกฏและกำหนดขอบเขตความอิสระให้แก่มนุษย์? …ซึ่งพวกเรา คริสเตียนทราบดีว่า คือพระเจ้าพระผู้ทรงสร้างมนุษย์นั่นเอง…

หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์ทรงใส่บางอย่างให้แก่มนุษย์เรานั่นคือ ความกดดันในแง่บวก ที่ช่วยให้มนุษย์เราเห็น เข้าใจ และเรียกร้องให้เราทำตามกฏและมาตรฐานที่พระองค์ทรงให้แก่มนุษย์เรา ถ้ามนุษย์เราเชื่อฟังความกดดันนี้ ชีวิตของเราจะมีแต่สันติสุข เพราะเราได้ใช้ชีวิตเหมือนที่มนุษย์ควรจะเป็น แต่ถ้าเราไม่เชื่อฟัง ปัญหา คำถามต่างๆ ความสับสน ความมืดมัวก็จะเข้ามาสู่ชีวิตของพวกเรา และจะมีอิทธิพลในแง่ลบต่อตัวเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลกที่เราอยู่

อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเริ่มมีความคิด คำถามในใจ ว่า ความกดดันนี้มันเป็นอย่างไร และมีลักษณะอย่างไร? อย่ารอช้าเลยครับ รีบเปิดและเข้าไปในโลกแห่งการกระตุ้นความคิดกันเดี๋ยวนี้เถิดครับ

นิกร สิทธิจริยาภรณ์


ความกดดันในแง่บวกที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์

ถ้าเราสังเกตดูดีๆ เราจะเห็นว่าสัตว์กับมนุษย์นั้นมีมากมายหลายสิ่งที่แตกต่างกัน และความแตกต่างนั้น ไม่ใช่ทางด้านกายภาพภายนอก แต่เป็นภายใน เช่น เมื่อสัตว์มันกินอิ่ม มันจะหยุดและนอน แต่มนุษย์เราเมื่อทานอิ่มทางร่างกาย กลับไม่พอใจ เพราะมนุษย์เรามีความต้องการมากกว่านั้น นั่นคือความต้องการที่จะอิ่มใจ

ถ้าจะถามว่า “เพราะเหตุไรมนุษย์เราจึงมีความแตกต่างจากสัตว์มากมายหลายสิ่ง?” นั่นเป็น เพราะมนุษย์เรานั้นถูกสร้างตามอย่างพระฉายาของพระเจ้า ( “ตามอย่างพระฉายาของพระเจ้า”หมายถึง “เหมือน”พระเจ้า ไม่ใช่ “เป็น”พระเจ้า) พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ที่เป็นหนังสือที่พระเจ้าทรงใช้คนของพระองค์บันทึกให้แก่มนุษย์เรานั้น ได้บอกอย่างชัดเจนว่า ท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง มนุษย์เรานั้นมีค่ามากที่สุด เพราะเรามีจิตวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นมาเหมือนพระเจ้า

มีหลายคนที่มีความสงสัยในใจว่า “วิญญาณมีจริงไหม? ถ้าวิญญาณมีจริง เราจะทราบได้อย่างไร?” คำตอบของคำถามนี้ไม่ยากจนเกินไป เมื่อผมเจอคำถามนี้ผมมักจะตอบว่า “คุณเคยเห็นลมไหม?”..แน่นอน ไม่มีใครเคยเห็นลม แต่ทำไมเราจึงรู้ว่ามีลม? นั่นเป็นเพราะเรามองเห็นปรากฏการณ์ที่ลมกระทำต่อวัตถุ เช่นเราเห็นใบไม้กำลังมีการเคลื่อนไหว นั่นเพราะมีลมพัดมาโดนมัน วิญญาณของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เรามองไม่เห็น แต่เราก็สามารถที่จะสังเกตปรากฏการณ์ของวิญญาณมนุษย์ได้ ถ้าจะถามว่าจะสังเกตจากอะไร?

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็น ถ้าบ้านของคุณเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งไว้ วันหนึ่งเมื่อคุณกำลังเดินเข้าบ้าน มันกระดิกหางวิ่งเข้ามาต้อนรับคุณ คุณไม่พูดพร่ำทำเพลงเตะไปที่ลำตัวของมันทันที มันจะร้องแล้วก็จะวิ่งหนีไป หลังจากนั้นคุณก็เอาไก่ย่างชิ้นหนึ่งเรียกมันมากิน รับรองมันวิ่งมากินแน่ๆ เอาล่ะตอนนี้สมมุติว่าคุณกำลังเดินเข้าบ้าน น้องของคุณวิ่งออกมาต้อนรับ คุณไม่พูดพร่ำทำเพลงเช่นเดียวกัน แล้วก็เตะเปรี้ยงไปที่ก้นของเขา น้องคุณก็ร้องไห้และวิ่งหนี หลังจากนั้นคุณก็บอกน้องคุณว่า คุณจะพาเขาไปทาน KFC คุณคิดว่าน้องคุณจะไปไหม?….ไม่มีทางไปเด็ดขาด เพราะน้องคุณไม่เพียงแต่เจ็บกายเท่านั้น เขายังเจ็บใจอีกด้วย

เมื่อสุนัขขี้เรื้อนหาเศษอาหารกินตามถังขยะ มันรู้สึกอาพับในวาสนา หรือ น้อยใจในชีวิตของตนเองที่ไม่มีใครเอาใจใส่ ไม่มีใครมารักมันไหม?..มันไม่มีความรู้สึกนั้นเลย แต่ถ้ามนุษย์เราไม่มีคนรัก ไม่มีคนเอาใจใส่ดูซิ เขาจะปวดร้าว และร้องไห้ นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “น้ำตาของมนุษย์ที่ไหลออกมา เป็นสื่อที่เขาคนนั้นกำลังบอกว่าชีวิตของเขามีค่า มีความหมาย”

…คุณเคยฟังเรื่อง BROKEN HEART DOG ไหม? มีสุนัขตัวผู้ตัวหนึ่งไปหาสุนัขตัวเมีย แต่สุนัขตัวเมียไม่เล่นด้วย มันจึงเดินคอตกด้วยอาการอกหัก เดินไปที่ทางรถไฟ ขณะนั้นมีรถไฟขบวนหนึ่งแล่นมาด้วยความรวดเร็ว ขอถามหน่อยเถิดว่า “คุณคิดว่าสุนัขตัวผู้ตัวนั้นจะกระโดดให้รถไฟเหยียบตายไหม?”..ไม่มีทางอย่างแน่นอน…รับรองมันต้องกระโดดหนี แต่ถ้าเป็นมนุษย์เราอกหักล่ะ บางคนอาจจะกระโดดให้รถไฟเหยียบตายก็ได้… และเรื่องนี้กำลังชี้ให้เห็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราจะปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เราจะไม่เคยเห็นสัตว์ตัวไหนคิดฆ่าตัวตายเลยนอกจากมนุษย์เรา และเรายิ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปรากฏการณ์ของการฆ่าตัวตายของมนุษย์เรานั้นกำลังเป็นตัวบ่งชี้ว่าภายในจิตใจของมนุษย์นั้นมีจิตวิญญาณ และได้รับการกระทบอย่างหนักจึงมีความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตาย

พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ยังได้บอกชัดเจนอีกว่า จิตวิญญาณของมนุษย์นี้เองเป็นสิ่งทีทำให้มนุษย์มีค่ามากที่สุด ถ้ามนุษย์เราไม่มีจิตวิญญาณ เรามีค่าไม่กี่บาทเลย พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เราให้มีส่วนผสมต่างๆของวัตถุ พืช กายภาค(ที่เหมือนสัตว์) และ จิตวิญญาณ ถ้าจะถามว่าส่วนไหนของมนุษย์เป็นวัตถุบ้าง? ก็พวกหินปูน กระดูกที่เป็นแคลเซียม ขี้หู ขี้ตา สิ่งนี้ล้วนเป็นวัตถุทั้งสิ้น ส่วนที่เป็นพืชก็คือ เส้นผม เล็บ ซึ่งเราตัดมันก็ไม่รู้สึกเจ็บ และก็งอกใหม่ได้ ส่วนที่เป็นกายภาคที่เหมือนสัตว์ ก็คือ ร่างกายที่รู้สึกเจ็บ หนาว ร้อน แต่ส่วนที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสรรพสิ่งทั้งปวงในธรรมชาติก็คือ เรามีจิตวิญญาณที่เหนือกว่าธรรมชาติที่มาจากการทรงสร้างของพระเจ้า ถ้ามนุษย์เราไม่มีจิตวิญญาณ ราคาของมนุษย์เราเทียบกับราคาวัวตัวหนึ่งยังไม่ได้เลย

มีนายแพทย์ท่านหนึ่งทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ เพราะอยากจะทราบว่าร่างกายของมนุษย์เอามาทำอะไรได้บ้าง?….และนี่คือผลจากการค้นคว้าของท่าน ท่านได้ข้อสรุปว่า ร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีไขมันทำเป็นสบู่ได้ 7 ก้อน มีธาตุคาร์บอนทำไส้ดินสอได้ 8,500 แท่ง มีธาตุฟอสฟอรัสทำหัวไม้ขีดไฟได้ 2,000ก้าน มีธาตุเหล็กทำตะปูได้ 1 ตัว และมีน้ำ 55 ลิตร ซึ่งถ้าจะนับเป็นจำนวนเงินก็ประมาณ 6 ดอลล่าห์ หรือ ประมาณ 250 บาท จากการค้นคว้านี้ยิ่งทำให้เราเห็นว่า ถ้ามนุษย์เราไม่มีจิตวิญญาณแล้ว มนุษย์เรานั้นมีค่าน้อยมาก แต่ความจริงแล้ว มนุษย์เรามีจิตวิญญาณ ซึ่งพระคัมภีร์บันทึกอย่างชัดเจนว่า แม้เอาทรัพย์สินทั้งโลกมารวมกันยังเทียบค่าไม่ได้กับวิญญาณเพียงดวงเดียวเลย นั่นเป็นเหตุที่ทำให้มนุษย์เราควรจะใช้ชีวิตของตนเองให้สมกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์

พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ยังได้บันทึกถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์อีกว่า ในสัตว์นั้น( แท้จริงแล้วต้องเพิ่มคำว่า “เดียรัจฉาน” ซึ่งหมายถึง การไม่มีสามัญสำนึก ไม่มีความละอาย ไม่รู้ผิดถูก ไม่รู้จักความเมตตา) มันถูกพระเจ้าสร้างโดยไม่มีความกดดันในชีวิต มันทำตามสัญชาติญาณที่มันถูกใส่ไว้( บางท่านอาจจะถามว่า “สัญชาติญาณคืออะไร?”… สัญชาติญาณ ก็คือ “ศักยภาพของ อารมฌ์ ความรู้สึก และความต้องการของร่างกายที่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเข้ามาในชีวิตทันทีโดยไม่มีการปิดบัง”) ถึงแม้บางตัวมันจะดูเหมือนว่า ฉลาดกว่าตัวอื่น แต่มันก็ยังอยู่ในสัญชาติญาณ ไม่สามารถทะลุสัญชาติญาณของมันได้ เช่น เมื่อเราตีสุนัขมันจะวิ่งหลบหนีตามสัญชาติญาณของมันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ มันจะทะลุสัญชาติญาณของมันไม่ได้เลย แต่เราเป็นที่มนุษย์ เมื่อมีคนถือไม้จะมาตีหัวเรา ตามสัญชาติญาณของเรา ก็คือหนี แต่เราสามารถที่จะทำในสิ่งที่ทะลุสัญชาติญาณของเราได้ นั่นก็คือยื่นหัวให้ตี เมื่อสัตว์มันจะถูกทำร้าย มันจะดิ้นรนต่อสู้ตามสัญชาติญาณของมัน มนุษย์เราก็ต่อสู้เหมือนกันเพื่อป้องกันชีวิตของตนเอง แต่ถ้าหากอยู่สถานการณ์บางอย่าง มนุษย์เราก็สามารถยอมให้ถูกฆ่าได้โดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อยได้

และถ้าเราจะสังเกตต่อไปเรื่อยๆ เราก็จะยิ่งเห็นว่ามนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์อย่างมากมายหลายอย่าง เช่น.. ในสัตว์นั้นเราจะไม่เห็นความละอายใจ มันไม่รู้สึกผิดเมื่อมันเล่นชู้ หรือขโมย ในสัตว์นั้นไม่มีการสำนึกผิด การขอโทษ การเขิน การงอน การประชด การน้อยใจ การประท้วง ในสัตว์นั้นเราจะไม่เห็นการแก้แค้น การวางแผน การหน้าซื่อใจคด และที่สำคัญการฆ่ากันด้วยคำพูดเหมือนมนุษย์ ในสัตว์นั้น….มันสื่อความรู้สึกในใจออกมาไม่ได้ เมื่อมันเจ็บ ก็คือเจ็บ แต่มนุษย์สื่อความรู้สึกเจ็บในใจออกมาได้ด้วยคำพูด ในสัตว์นั้น…..มันไม่มีสิทธิ์หรืออิสระในการเลือก หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สัตว์มันไม่มีความกดดันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้เหมือนมนุษย์ ซึ่งในเรื่องความกดดันนี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเน้นในหนังสือเล่มเล็กๆนี้

ความกดดันที่พระเจ้าใส่ไว้คืออะไร?

ถ้าจะถามว่า “อะไรคือความกดดันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์ซึ่งไม่มีในสัตว์” ก็คือ.. “การที่มีศักยภาพที่สามารถสัมผัสได้ถึงอิสระในการต่อสู้ต่อการตัดสินใจของตนเอง ว่าจะยอมหรือขัดขืนต่อ ความต้องการ หรือ เหตุการณ์ที่กำลังเข้ามาในชีวิต” ถ้าเราสังเกตดูดีๆ เราจะเห็นว่าในชีวิตของสัตว์นั้นจะไม่มีประโยคนี้ ก็คือ “สิ่งที่อยากทำ กับ สิ่งที่สมควรทำ”…ในชีวิตของมันมีแต่ประโยตที่ว่า “อยากทำก็ทำ” ซึ่งถ้ามนุษย์คนใดคิดอยากทำอะไรก็ทำ ก็ไม่เหมาะที่จะถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์ที่แท้จริง

ในมนุษย์เรานั้น เรามีศักยภาพในความรู้สึกและความเข้าใจ เราวิเคราะห์ได้ ศักยภาพเช่นนี้ทำให้มนุษย์เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรามีสิ่งนี้อยู่ นั่นก็คือ “เรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากทำ แต่เรารู้ดีว่าในหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากทำนั้น มีบางสิ่งที่เรารู้ดีว่า เราไม่สมควรทำ” …… มนุษย์เราสัมผัสหรือรู้สึกได้ว่าเรามีกฏและความกดดันอยู่ในจิตใจ และเราสัมผัสได้ว่าเรามีสิทธิ์ในการเลือก และนี่ก็คือความแตกต่างที่เด่นชัดอย่างหนึ่งระหว่างสัตว์กับมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง ซึ่งความรู้สึกความเข้าใจนี้ ตามหลักศาสนศาสตร์ของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์เราเรียกว่า “ความกดดันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์”……

ลักษณะของความกดดันนี้

มาถึงจุดนี้ผมขอนำท่านผู้อ่านมาถึงระดับลึกของความคิดในเรื่องนี้ นั่นก็คือลักษณะของความกดดันนี้ที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์นั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง?

1) ความกดดันนี้จะสอดคล้องกับศักยภาพแห่งการเข้าใจในความจริงของมนุษย์ ลึกๆในใจเขาจะยอมรับความกดดันนี้ เขาจะเข้าใจความกดดันนี้ ว่าเป็นสิ่งที่ดี มีเหตุผล ถึงแม้ภายนอกเขาจะปฏิเสธ แต่ภายในจิตวิญญาณของเขาไม่มีทางที่จะปฎิเสธได้เลย (เขาทราบดีอยู่แก่ใจ)

2) ความกดดันนี้จะไม่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ทำให้มนุษย์เกิดการขัดแย้งในใจ ถ้ามนุษย์นั้นยอมทำตาม ยอมรับ แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับ หรือไม่ทำตาม และเมื่อต่อสู้กับความกดดันนี้เมื่อไหร่ เขาจะรู้สึกถึง ความขัดแย้ง รู้สึกผิด อึดอัด ทำตัวไม่ถูก ไม่สบายใจ กลัว และถ้าเขายังขืนต่อสู้กับความกดดันนี้ต่อไป เขาจะกลายเป็นคนใจแข็งกระด้างแน่นอน แต่ถ้าเขายอมรับและยอมอยู่ภายใต้ความกดดันนี้ มันจะทำให้ชีวิตของเขาราบรื่น ไม่มีการขัดแย้งภายในจิตใจ และรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่ถูก

3) เมื่อมนุษย์ทำตามหรือไม่ทำตามความกดดันนี้ ล้วนมีผลกระทบ ไม่ว่าต่อตนเอง ต่อครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ต่อโลกนี้อย่างแน่นอน

4) การทำตามหรือไม่ทำตามความกดดันนี้ของมนุษย์ เขาจะต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขา ขอให้เราอย่าลืมว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งเดียวในโลกที่มีอิสระในการเลือก ซึ่งต้องควบคู่กับ “ความรับผิดชอบ” และพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้วว่า “หลังจากมนุษย์ตายไป (ซึ่งจะมีการตายเพียงครั้งเดียว) หลักจากนั้นวิญญาณเขาจะออกจากร่าง และจะต้องพบกับการพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้า และไม่มีคนหนึ่งคนใดเลยที่จะรอดพ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าได้”(ฮีบรู 9.27 / ปํญญาจารย์11.7,12.14)

4 ประการข้างต้นนี้เป็นลักษณะของความกดดันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์ทุกคน ขอเพียงแต่เขาเป็นมนุษย์ รับรองได้ว่าภายในจิตใจของเขาจะเห็นด้วยกับความกดดันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ภายในเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้ภายนอกเขาพยายามที่จะปฏิเสธมัน แต่เขาก็ไม่สามารถโกหกภายในจิตใจ ความเข้าใจและความรู้สึกส่วนลึกของเขาได้

และเมื่อเราพูดถึง “ความกดดัน” เราจะต้องแบ่งมันออกเป็น 2 ประเภทคือ ความกดดันในแง่บวก กับ ความกดดันในแง่ลบ ข้างล่างนี้ให้เรามาดูรายละเอียดกัน

1) ความกดดันในแง่ลบ

ก็คือ ความรู้สึกในจิตใจภายในต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกในเวลานั้นๆ ที่บีบหรือกระตุ้นให้เราทำในสิ่งที่เราทราบดีว่าเราไม่สมควรทำ เพราะมันขัดแย้งกับกฏหรือความกดดันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในเรา ซึ่งความกดดันในแง่ลบบางอย่างที่มันกดดันเราให้เรากระทำในสิ่งที่เวลาเราอยู่คนเดียว เราไม่กล้าทำ เมื่อเราทำไปแล้ว เราจะรู้สึกผิดทันที เช่น เด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งไปเที่ยวกับเพื่อนๆ และ เพื่อนๆก็พาไปเที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้า เด็กผู้ชายวัยรุ่นคนนี้เกิดมายังไม่เคยดื่มเหล้า แต่เพราะสถานการณ์ การต้องการการยอมรับจากเพื่อนๆ ทำให้เกิดความกดดันในแง่ลบ และเขายอมทำตามความกดดันนั้นคือ ดื่มเหล้า เมื่อดื่มเขาจะรู้สึกผิดและกลัวทันที

หรืออีกกรณีหนึ่ง เช่น เด็กวัยรุ่นผู้หญิงบางคน ไปเที่ยวสองต่อสองกับเพื่อนผู้ชาย และต่อมาก็ตามเข้าไปในห้องลับตาคน และเมื่อฟังได้ฟังคำพูดที่เล้าโลมของเพื่อนผู้ชาย บรรยากาศในเวลานั้นมันจะเกิดความกดดันในแง่ลบ ที่ทำให้เด็กวัยรุ่นผู้หญิงง่ายต่อการเสียตัวให้เด็กวัยรุ่นผู้ชาย และเวลานั้นในจิตใจของเด็กวัยรุ่นผู้หญิงคนนั้นจะมีการต่อสู้ และเธอต้องตัดสินใจ

แต่น่าเศร้าที่มนุษย์เราอ่อนแอมากในเรื่องนี้ จึงพลาดไป และเมื่อเสียตัวไปแล้ว ก็รู้สึกผิดอย่างรุนแรงและเกิดความกลัว สำหรับพวกเราที่เป็นเด็กวัยรุ่นคริสเตียนโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นผู้หญิงจะต้องกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้ามันแย่แล้ว มันจะแก้ไม่ทัน และถ้าจะถามว่าจะป้องกันได้อย่างไร?

นักจิตวิทยาคริสเตียนท่านหนึ่งได้เสนอแนวความคิดที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็คือ

เขายังได้วิเคราะห์อีกว่า

ตอนนั้นบอกว่า “เป็นไร ๆ” ก็สายเสียแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเราที่เป็นคริสเตียนโดยเฉพาะผู้หญิง ไม่ควรให้ผู้ชายจับมือ ถ้าไม่อยากเสียตัว ถ้าผู้ชายคนนั้นรักเราจริงก็ควรจะให้เกียรติเรา ไม่ใช่แตะอั๋งเรา และพวกเราที่เป็นเด็กวัยรุ่นผู้ชายคริสเตียน ก็ไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะพระเจ้าของเราบริสุทธิ์ และพระองค์ทรงปรารถนาให้พวกเรามีชีวิตที่บริสุทธิ์ด้วย (1 เธสะโลนิกา 4.3-8, ฮีบรู 13.4 )

ข้างต้นนี้เป็นตัวอย่างของความกดดันในแง่ลบ และทั้งสองตัวอย่างนี้เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนเข้าใจกันได้ เพราะเราต่างก็เคยมีประสบการณ์ในความกดดันในแง่ลบเช่นนี้มาก่อน แต่นั่นผมไม่ได้หมายความว่า เกี่ยวกับเรื่องเพศหรือเรื่องดื่มเหล้าเท่านั้น แต่ผมกำลังหมายถึงความกดดันในแง่ลบทุกด้านที่พวกเราแต่ละคนได้ประสบมา ซึ่งอาจจะต่างกันในเหตุการณ์ แต่ลักษณะของความกดดันในแง่ลบนั้น ไม่ได้ต่างกันเลย บางทีเราอาจจะพบกับ ความกดดันในแง่ลบที่ทำให้เราโกหก ขโมย หน้าซื่อใจคด หน้าไหว้หลังหลอก ฯลฯ ซึ่งเมื่อเราทำลงไปแล้ว เราจะรู้สึกผิดและกลัว เพราะเรารู้ดีว่า เราได้ทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำแล้ว

และหลังจากนั้นก็ต้องดูว่าท่าทีของเราต่อสิ่งที่เราทำในสิ่งที่เรารู้ว่าไม่สมควรทำนั้นว่าเป็นอย่างไร? ถ้าเรายอมรับผิด เห็นด้วยกับจิตใจภายในที่ฟ้องเรา และตั้งใจที่จะไม่ทำเช่นนี้อีก และพร้อมที่จะยอมรับผิดต่อคนรอบข้างของเราโดยมีใจที่สำนึกผิด เช่นนี้ เราจะได้รับการยกโทษ และ มีกำลังในการตั้งต้นชีวิตใหม่ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับการฟ้องของภายในจิตใจ และพยายามต่อสู้กับมัน และไม่แคร์ต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง โดยคิดว่า ฉันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน หรือทำท่าเก๊กว่าฉันไม่ได้ทำผิดอะไร ฉันเป็นคนดี นั่นจะทำให้เราทำมันเรื่อยๆ และจมดิ่งลงไปในความมืดยิ่งขึ้น

ความกดดันในแง่ลบนี้ เป็นผลมาจากการที่มนุษย์เรามีอิสระในการเลือกที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ แต่ไม่ใช่เป้าหมายที่พระเจ้าอยากให้มนุษย์ทำ เพราะฉะนั้นเมื่อมนุษย์เราทำตามความกดดันในแง่ลบนี้ และรู้สึกผิด อย่าบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้ทำเด็ดขาด เพราะตัวเรานั่นเองที่เป็นคนทำ เราได้ใช้ศักยภาพแห่งอิสระในการเลือกที่พระเจ้าให้ไว้ในทางที่ผิด ….พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้สอนพวกเราอย่างชัดเจนว่า สำหรับเราที่เป็นมนุษย์ เมื่อเรากำลังเผชิญกับความกดดันในแง่ลบ ขอให้เราอย่าทำตามมัน อย่าฟังมัน จงต่อสู้มัน แล้วเราจะภูมิใจ ซึ่งผิดกับความกดดันในแง่บวกที่พระคริสต์ธรรมคัมภีร์สอนให้มนุษย์เรา อย่าขัดขืน จงเชื่อฟัง อย่าต่อสู้มัน เพราะมันจะทำให้มนุษย์เรามีชีวิตถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง และจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงของชีวิตของมนุษย์เรา

2)ความกดดันในแง่บวก

ก็คือ “ความรู้สึกและความเข้าใจภายในจิตใจส่วนลึกของเรา ที่กำลังเรียกร้องให้เรายืนหยัด ทำตามความกดดันที่พระเจ้าใส่ไว้ในเรา โดยไม่ทำตามหรือตอบสนองต่อความรู้สึกที่เราอยากจะทำ ในเหตุการณ์หรือในเวลานั้นๆ” หรือ จะอธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ลักษณะที่เรารู้สึกว่า มีกฏที่ควบคุมที่เรียกร้อง ที่พลักดัน ที่กระตุ้น ให้เราทำตาม ซึ่งมันขัดแย้งในความต้องการของเรา เพราะเรากำลังอยากจะทำในสิ่งที่เราคิดจะทำ

แต่ความกดดันนี้มันจะบอกใต้จิตสำนึกของเราว่า สิ่งที่เรากำลังอยากจะทำนั้นหรือจะลงมือกระทำนั้น มันไม่สมควรทำ และเราก็ยอมที่จะเชื่อฟังกฏหรือความกดดันนี้ เพราะเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันทำให้ชีวิตของเราไปได้อย่างถูกต้อง” นี่แหละคือลักษณะความกดดันในแง่บวกที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์ทุกคน ซึ่งพระคริสต์ธรรมคัมภีร์สอนให้พวกเราที่เป็นมนุษย์ทราบว่า ถ้าเราอยากมีชีวิตที่มีความสุข อยากให้ชีวิตของเราเหมาะที่จะถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์ อยากให้ชีวิตของเราถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้างแล้ว เราทุกคนจำต้องยอมรับความกดดันในแง่บวกที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในพวกเราทุกคน พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ยังได้สอนให้มนุษย์เราให้เข้าใจอีกว่า

ถ้ามนุษย์คนใดไม่เชื่อฟังความกดดันในแง่บวกนี้ และทำลายความกดดันในแง่บวกนี้ มนุษย์คนนั้นก็จะมาถึงจุดตกต่ำที่สุดของความเป็นมนุษย์ และ เริ่มใกล้เคียงกับสัตว์(คืออยากทำอะไรก็ทำ) และถ้าสังคมไหนทำลายความกดดันในแง่บวกที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์ สังคมนั้นๆ จะทำให้ระบอบสังคมของตนเอง ครอบครัว ศีลธรรมของสังคมตนเอง ตกต่ำสุดๆ ซึ่งเราเรียกว่า “กลียุค” และเมื่อเขาจากโลกนี้ไป เขาต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างเขา

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราที่เป็นมนุษย์ควรจะศึกษาและให้ความสนใจและให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความกดดันในแง่บวกที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์เราทุกคน เพื่อเราจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้างพวกเรา

เรื่องศีลธรรม

นี่เป็นกฏหรือความกดดันเกี่ยวกับมาตรฐานความดีงามที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในจิตใจของมนุษย์ เป็นกฏหรือความกดดันที่มนุษย์ปฏิเสธหรือโต้แย้งไม่ได้เลย ถ้าเขาจะปฏิเสธหรือโต้แย้ง เขาก็จะรู้สึกขัดแย้งภายในจิตใจตนเอง นั่นเป็นเพราะเขากำลังต่อสู้กับกฏหรือความกดดันที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในตัวของเขา

กฏและความกดดันในแง่บวกในเรื่องของศีลธรรมคืออะไร?…..ก็คือ ความปกติของธรรมชาติของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในตัวของมนุษย์ทุกคน เป็นสิ่งหรือมาตรฐานที่มนุษย์ทุกคนทั่วโลกต่างก็รู้ดีอยู่ในจิตใจและยอมรับว่าดี และสมควรจะทำเช่นนั้น แต่ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่มนุษย์เราอยากจะกระทำแล้ว ส่วนมากมันมักจะขัดแย้งกับกฏและความกดดันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ทางเลือกของมนุษย์ก็มีเพียงสองทางคือยอมรับยอมดำเนินตามกฏและความกดดันนี้ หรือ ฝ่าฝืน หรือ ทำลายมันเสีย………. แน่นอนถ้าเขายอมรับและยอมดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กฏและความกดดันนี้ ชีวิตของเขาและสังคมรอบข้างเขาก็ไปได้ด้วยดี แต่ถ้าเขาปฏิเสธและทำลายมัน ผลที่ตามมานั่นน่ากลัวจริงๆ เพราะมันกำลังนำให้สังคมมนุษย์กลายเป็นสังคมที่แย่กว่าสังคมของสัตว์เดียรัจฉานเสียอีก ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เรามีตัวอย่างมากมาย แต่ข้างล่างนี้ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านเห็นชัดๆสัก 2-3 ตัวอย่าง

เรื่องเพศ

ขอเพียงแต่เราเป็นมนุษย์ เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องเพศเป็นสิ่งที่ดี และมนุษย์เรามีอิสระในการใช้ แต่ก็มีกฏหรือความกดดันที่แจ้งในจิตใจของมนุษย์เราให้สำนึกว่า มนุษย์เราไม่สามารถใช้เรื่องเพศแบบตามใจ แต่ต้องสอดคล้องกับศักยภาพแห่งศีลธรรมที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์เราด้วย เราทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่ามีกฏและความกดดันที่เป็นมาตรฐานให้เราทราบว่า เราสมควรใช้เรื่องเพศให้ถูกต้องตามมารตฐานที่ปรากฏในจิตใจส่วนลึกของเรา

ถ้ามนุษย์เราใช้เรื่องเพศอย่างถูกต้องแล้ว ภายในจิตใจของเขาจะไม่รู้สึกขัดแย้ง ไม่รู้สึกผิด และรู้สึกภูมิใจ แต่ถ้าเขาใช้ผิด เขาจะรู้สึกขัดแย้ง รู้สึกผิดทันที(ซึ่งความรู้สึกผิดภายในจิตใจนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้เลย) และดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เมื่อมนุษย์เราได้ฝ่าฝืนความกดดันในแง่บวกไปแล้ว เราจะรู้สึกผิดและกลัว เพราะเรารู้ดีว่า เราได้ทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำแล้ว และหลังจากนั้นก็ต้องดูว่าท่าทีของเราต่อสิ่งที่เราทำในสิ่งที่เรารู้ว่าไม่สมควรทำนั้นว่าเป็นอย่างไร? ถ้าเรายอมรับผิด เห็นด้วยกับจิตใจภายในที่ฟ้องเรา และตั้งใจที่จะไม่ทำเช่นนี้อีก และพร้อมที่จะยอมรับผิดต่อคนรอบข้างของเราโดยใจที่สำนึกว่าผิดไปแล้ว เช่นนี้ เราจะได้รับการยกโทษ และ มีกำลังในการตั้งต้นชีวิตใหม่ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับการฟ้องของภายในจิตใจ และพยายามต่อสู้กับมัน และไม่แคร์ต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง โดยคิดว่า ฉันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน หรือทำท่าเก๊กว่าฉันไม่ได้ทำผิดอะไร ฉันเป็นคนดี นั่นจะทำให้เราทำมันเรื่อยๆ และจมดิ่งลงไปในความมืดยิ่งขึ้น

และเรื่องที่น่าเศร้าก็ปรากฏขึ้นในสังคมของมนุษย์เรา เพราะว่าปัจจุบันนี้ มนุษย์เราทำลายความกดดันในเรื่องนี้ และพยายามสร้างค่านิยม มาตรฐานตามกิเลสตัณหาของตนเอง มนุษย์เราได้ทำให้การมีเพศสัมพันธ์นอกเหนือพิธีสมรสเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องผิดบาป ภาพยนต์ต่างๆของฮอลลีวู๊ด เต็มไปด้วยฉากมีเพศสัมพันธ์นอกเหนือการสมรสเต็มไปหมด หนังสือ วารสาร วีดีโอ อินเตอร์เน๊ต เกี่ยวกับทางเพศที่ลามก ก็ดาษดื่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต และสิ่งนี้ก็แผ่ขยายครอบครองของคนหนุ่มสาวทั่วโลก

สถิติก็ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันนี้ นิสิต นักเรียน นักศึกษา มีเพศสัมพันธ์กันนอกเหนือพิธีสมรสมากขึ้นเรื่อยๆด้วยอัตราที่สูง และเมื่อทำผิดลงไปแล้ว เขาก็พยายามพลักดันให้การทำผิดเรื่องเพศของพวกเขาเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ โดยการชักชวนให้คนอื่นๆทำตามเขา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เขาก็ปฏิเสธจิตสำนึกผิดชอบที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในเขาไม่ได้เลย และพระวจนะของพระเจ้าก็บอกชัดเจนว่า “มนุษย์เราจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในวันพิพากษา”

รักร่วมเพศ

รักร่วมเพศ หรือ ชอบเพศเดียวกัน ไม่ใช่โรคทางร่างกาย เพราะถ้าเป็นโรคทางกาย เราหายารักษาได้ แต่เรื่องนี้เป็นโรคทางจิตใจ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บุคลิคลักษณะของมนุษย์เราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน มีหลากหลาย สภาพแวดล้อมของแต่ละคนนั้นก็ต่างกัน จึงทำให้บางคนมีลักษณะจิตใจ บุคลิคคนละอย่าง บางคนก็มีบุคลิคแข็ง บางคนก็อ่อนสุภาพ

ในสมัยก่อนก็มีผู้ชายที่มีบุคลิกภาพที่สุภาพ อ่อนไหว ผู้หญิงที่มีลักษณะห้าวๆ แต่พวกเขายอมรับกฏและความกดดันเกี่ยวกับศีลธรรมที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ มันก็ทำให้ เขายอมรับความเป็นชายและหญิงของตนเอง ถึงแม้ลึกๆมันจะขัดกับความต้องการความรู้สึกของตนเอง ซึ่งเมื่อพวกเขายอมรับความกดดันนี้ จึงทำให้ชีวิตและสังคมรอบข้างของเขาดำเนินไปได้ด้วยดี

แต่น่าเศร้าที่ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงและผู้ชายบางท่านไม่ยอมรับความกดดันนี้ และพยายามทำลายความกดดันนี้ สุดท้ายผลเป็นอย่างไร?…..พวกเขาได้ทำและแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาต้องการทำออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ที่มีบุคลิคอย่างพวกเขาในอดีตไม่กล้าทำ และพยายามผลักดันให้สังคมยอมรับการประพฤติเช่นนี้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ประจวบกับยุคนี้มีการสื่อสารข่าวสารอย่างกว้างขวาง โลกแคบลง จึงทำให้การประพฤติเช่นนี้แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว หลายคนที่มีบุคลิคเช่นนี้และเปิดเผยตัว โดยคิดว่า “เรื่องของฉัน ฉันไม่เห็นได้ทำให้ใครเดือดร้อน”… แท้จริงแล้วไม่มีใครเดือดร้อนจริงหรือ?…ไม่จริงเลย…คุณพ่อคุณแม่ของเขาเดือดร้อนเป็นคนแรกแน่ๆ

และอีกอย่างเมื่อมีคนหนึ่งเปิดเผยแสดงตัวออกมาอย่างนี้ คนอื่นๆที่มีบุคลิคเช่นนี้ ก็เริ่มมองเห็นว่า ถ้าจะแก้ปัญหาด้วยการประชด วิธีนี้น่าจะเป็นทางออกวิธีหนึ่ง และเมื่อเขาเจอกับสภาพปัญหาในครอบครัวหรือพบกับปัญหาที่กดดันเขา จึงทำให้เขาก็ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ โดยไม่ยอมฟังความกดดันในแง่บวกที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในเขาว่า “นั่นไม่สมควรทำ”…..และจากคนหนึ่งก็เป็นสอง เป็นสาม…ทวีขึ้นเรื่อยๆ และไม่แน่ เราอาจจะเห็นว่า กฏหมายของประเทศต่างๆในโลกอาจจะอนุญาติให้การสมรสระหว่างเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฏหมายก็ได้ ซึ่งนี่คือปรากฏการณ์การทำลายความกดดันในแง่บวก และจะนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของศีลธรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

เรื่อง การ กิน ดื่ม เล่น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมไม่ต้องอธิบายมากเลย เพราะท่านผู้อ่านก็เห็นประจักษ์อย่างชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบันนี้มนุษย์เราได้ฝ่าฝืนความกดดันในแง่บวกเกี่ยวกับศีลธรรมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่การเล่นการพนัน เป็นเรื่องธรรมดาในสังคม และที่น่าเศร้าใจและเป็นห่วงที่สุดก็คือลูกหลานของพวกเราคนไทยที่เป็นอนาคตของประเทศชาติเรา เพราะสิ่งที่สังคมที่ให้กับเด็กวันนี้ก็คือ ค่านิยมของสังคมที่ทำลายความกดดันในแง่บวกเกี่ยวกับด้านศีลธรรมจนเกือบจะไม่เหลือร่องรอยอยู่แล้ว ท่านผู้อ่านดูโฆษณาในทีวีสิครับ มีแต่เหล้า มีแต่เบียร์ เช่นนี้ก็พอจะเห็นอนาคตของบ้านเราอย่างชัดเจน ถ้าเราไม่แก้ไขวันนี้ เราต้องเก็บเกี่ยวในวันหน้าแน่นอน

ผมพูดตรงนี้ไม่ได้มาตอกย้ำความผิดของผู้ที่ทำผิด ซึ่งผมไม่มีสิทธิ์ ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะในการสอนสั่ง ตำหนิใคร เพราะผมก็เป็นคนบาปเหมือนกับทุกคนในโลกนี้ ผมได้ทำผิดมามากมาย และยังบกพร่องอยู่เสมอ ผมเองก็ได้รับพระคุณของพระเจ้าเช่นกัน และที่ผมยังมีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น แต่ผมเพียงใคร่อยากจะวิงวอนขอร้องท่านผู้อ่านที่ทำผิดเรื่องนี้ไปแล้ว ให้ท่านไตร่ตรองดูให้ดีๆและหันกลับมาขอโทษกับพระผู้สร้างของท่าน ที่ได้รักท่านจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์คือพระเยซูคริสต์เพื่อไถ่บาปท่านและประทานชีวิตใหม่ให้ท่าน เพื่อท่านจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และยังได้ให้ท่านมีส่วนในสังคมใหม่คือคริสตจักรของพระองค์อีกด้วย พระเยซูคริสต์ไม่เคยตอกย้ำความผิดบาปของมนุษย์ พระองค์เข้ามาเพื่อช่วยคนบาปให้รอด

มีบทความบทความหนึ่งที่บรรยายถึงความรักของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อมนุษย์เราที่เป็นคนบาปดังนี้ “ประวัติศาสตร์ได้บันทึกถึงชายคนหนึ่งที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เมื่อ 2000 ที่แล้วไว้ว่า ท่านผู้นี้ไม่เคยทำผิดใดๆ ในปากของท่านไม่มีคำหลอกลวงและมุสา ท่านถูกด่าก็ไม่ด่าตอบ ท่านถูกทำร้าย แต่ท่านไม่ได้พูดข่มขู่ แต่ท่านกลับถูกจับตรึงที่ไม้กางเขน เพื่อให้มนุษย์ได้รับการชำระจากความบาป และกลับกลายเป็นคนใหม่ พระนามของท่านคือ “เยซู” พระองค์รักท่าน เสียสละเพื่อท่าน

เสียงเอะอะวุ่นวายของประชาชน ความดุดันของฝูงชน ทหารได้เอาตะปูแหลมยาวสามดอกตอกแรงๆไปที่ฝ่ามือและเท้าของพระองค์ เลือดแดงๆได้ไหลออกมา…เพื่อชำระความผิดบาปของมวลมนุษย์ พระองค์ทรงสละชีวิตของพระองค์เอง มีคนถามว่า “พระเยซูเจ้าข้า เพราะเหตุไรพระองค์จึงมาตายเพื่อข้าพระองค์?” พระเยซูตอบว่า “เลือดเราไหลออกก็เพื่อท่าน ชีวิตของเราเทออกก็เพื่อท่าน ทั้งหมดก็เพราะ “เรารักท่าน”

บทความข้างต้นนี้เป็นความจริงในชีวิตของคริสเตียนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก เขาเหล่านั้นต่างก็เคยผิดพลาด แต่เมื่อรู้จักพระคุณความรักของพระเยซูคริสต์ ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงใหม่ และทัศนะคติของพวกเขาเกี่ยวกับชีวิตก็เปลี่ยนไป พวกเขากลับมายอมรับความกดดันในแง่บวกเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์อีกครั้ง และเมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตของพวกเขาก็จะมีความสุขและมีอิทธิพลในแง่บวกต่อสังคมที่เขาอยู่อย่างแน่นอน Click Here