พระเจ้าเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร ?


โดย อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สารบัญ
หมายเหตุ: เนื่องจากบทความนี้มีความยาวมาก ท่านสามารถ Download ไปอ่านได้
สำหรับ PCและ eBook สำหรับ Pocket PC


หมายเหตุ ข้อความ ด้านล่างนี้ เป็นเนื้อหาของ หนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ถ้าสนใจสามารถ หาซื้อได้จาก ร้านหนังสือ คริสเตียน ใกล้บ้านท่าน ท่านถ้าหาร้านหนังสือคริสเตียนไม่ได้หรือติดต่อ โดยตรงที่ CCMA

คำนำ

ถ้ามีผู้ชายคนหนึ่งเดินไปพบผู้หญิงสาวแล้วขอแต่งงานทันที คุณคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะรับปากแต่งงานกับชายหนุ่มไหม? ไม่มีทางเด็ดขาด แต่ถ้าคบกันแล้ว 3 ปี ชายหนุ่มคนนั้นได้พูดกับหญิงสาวคนนั้นว่า "เราคบกันมา 3 ปีแล้วน่ะ แต่งงานกับผมเถิดครับ เชื่อผมเถิดว่าผมจะดูแลคุณให้มีความสุขตลอดชีวิต" ถ้าหญิงคนนั้นตอบชายหนุ่มว่า "ฉันไม่เชื่อคุณหรอก คุณทำให้ฉันเห็นก่อนซิว่า คุณจะให้ความสุขแก่ฉันตลอดชีวิตจริง ฉันจึงจะยอมแต่งกับคุณ" ถ้าผู้หญิงคนนี้พูดอย่างนี้ก็อย่าหวังเลยว่า เธอจะได้แต่งงาน เพราะถ้าเธออยากรู้ว่าเขาให้ความสุขแก่เธอได้จริงหรือไม่ เธอต้องเชื่อก่อนจึงจะเห็น...เหมือนกับคุณจะไปนั่งเครื่องบินไปญี่ปุ่น ถ้ากัปตันบอกคุณว่า "เชื่อมือผมเถอะ ขึ้นมาเลย ผมจะพาคุณไปญี่ปุ่นได้แน่นอน" ถ้าคุณตอบว่า "ฉันไม่เชื่อคุณหรอก คุณพาฉันไปญี่ปุ่นก่อนซิ ฉันจึงจะเชื่อ".....คุณลองคิดดูซิว่าถ้าคุณตอบเช่นนี้มันสมเหตุสมผลไหม?

ย้อนกลับมาที่ชายหนุ่ม หญิงสาวคู่นั้น ตามความเป็นจริงแล้วเมื่อพบกันไม่ถึง 1 นาที ไม่มีทางที่หญิงสาวจะตอบรับการขอแต่งงานของชายหนุ่มแน่ๆ แต่เมื่อคบกันไปแล้ว 3 ปี หญิงสาวก็เริ่มมีข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะมอบชีวิตให้ชายหนุ่มหรือไม่? ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการตัดสินใจในการเลือกครั้งนี้มาก เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตทั้งชีวิต
เช่นเดียวกัน ผมไม่ใช่มาถึงก็เรียกให้คุณเชื่อพระเยซูคริสต์ทันทีแต่ผมขอให้คุณอ่านเนื้อความของหนังสือเล่มนี้แล้วใช้ความคิดวินิจฉัยของคุณคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับข้อมูลที่คุณได้อ่านจากหนังสือเล่มนี้ในการตัดสินใจเลือกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่าการที่คุณจะรู้หรือเข้าใจทุกอย่างแล้วค่อยเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่สมเหตุสมผล แต่มีข้อมูลบางส่วนที่คุณเห็นว่าจริง เห็นว่าใช่ นั้นก็เพียงพอแล้วกับการที่คุณจะตัดสินใจในการเลือกที่จะมอบชีวิตของคุณให้กับองค์พระเยซูคริสต์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร

นิกร สิทธิจริยาภรณ์

Click Here


พระเจ้ามีจริงไหม?

ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า มนุษย์เราไม่มีทางที่จะพิสูจน์พระเจ้าได้เลย เพราะอะไรน่ะหรือ?..ก็เพราะว่าพระเจ้าทรงอยู่เหนือความคิดของเรา พระองค์ทรงใหญ่กว่าเรา พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างเรา เราไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ ถ้าเช่นนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่า พระเจ้ามีจริง.... ก่อนอื่นมีอยู่ 3 ประการที่เราควรจะทราบ

1.ถ้าพระเจ้าไม่สร้างมนุษย์จะรู้อะไรได้?

2.ถ้าพระเจ้าสร้างแต่ไม่นำออกมาให้มนุษย์เห็นมนุษย์จะรู้อะไรได้?

3.ถ้าพระเจ้าสร้าง เอาออกมาให้เห็น แต่ถ้าพระองค์ไม่สร้างสติปัญญาให้แก่มนุษย์ มนุษย์จะรู้อะไรได้?

"เท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจของเขาทั้งหลายแล้ว...เมื่อเขาเห็นสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง...เขาทั้งหลายไม่มีข้อแก้ตัวเลยว่าจักรวาลนี้มีผู้สร้าง"(โรม1.19-21)

ในท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น พระเจ้าทรงบอกอย่างชัดเจนว่า มนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการทรงสร้างของพระเจ้า ....ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น...นั่นก็เพราะว่ามนุษย์นั้นถูกสร้างให้เหมือนกับพระเจ้า แต่ไม่ใช่เป็นพระเจ้า (ถ้ามีคนว่าผมหน้าเหมือนลิงผมอาจจะไม่ค่อยชอบ แต่อย่างน้อยผมก็ยังดีใจว่าผมไม่ใช่ลิง แต่ถ้ามีคนบอกว่าผมหน้าเหมือนคน คำพูดนี้ผมไม่ชอบแน่ๆ ..ทำไมน่ะหรือ? ...ก็เพราะผมเป็นคนอยู่แล้วทำไมต้องเหมือนด้วย) และไม่เพียงแต่พระเจ้าจะสร้างมนุษย์ให้เหมือนกับพระองค์เท่านั้น พระองค์ยังทรงได้สร้างสติปัญญาให้กับมนุษย์ที่จะสามารถรู้เรื่องของพระองค์ได้อีกด้วย และเพราะเหตุนี้ทำให้มนุษย์ไม่มีข้อแก้ตัวได้เลยว่า จักรวาลนี้มีผู้สร้าง คนที่เถียงหรือไม่ยอมรับว่าโลกนี้มีผู้สร้าง พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้บอกว่า เขาก็เป็นคนโง่ ไร้เหตุผลและอยากเถียงเพื่อเอาชนะ(สดุดี 14.1)...ทำไมพระคริสต์ธรรมคัมภีร์จึงบอกเช่นนี้....นั่นเพราะว่าในท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวที่สามารถรับการเปิดเผยของพระเจ้าได้

ถ้าผมจะถามคุณว่าคุณเชื่อไหมว่ารอบตัวของคุณมีคลื่นวิทยุ?..คุณคงตอบว่าเชื่อ..และถ้าผมถามต่อว่าระหว่างแก้วน้ำกับเครื่องรับวิทยุสิ่งไหนสามารถที่จะรับและตอบสนองคลื่นวิทยุได้?...คำตอบก็คือวิทยุอย่างแน่นอน..เช่นเดียวกันหลังจากที่พระเจ้าสร้างโลกนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงเปิดเผยเรื่องของพระองค์(ส่งคลื่น) และก็มีเพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถจะรับคลื่นและตอบสนองคลื่นของพระเจ้าได้ แล้วคลื่นของพระเจ้าที่ส่งมานั้นมีจุดประสงค์อะไร?

1.เพื่อให้มนุษย์ทั่วโลกเถียงไม่ได้เลยว่า จักรวาลและโลกนี้มีผู้สร้าง

ถ้าคุณเดินเข้าไปในป่าไปพบกระดาษยับๆแผ่นหนึ่งที่มีรูปวาดที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่(สงสัยว่าจะเป็นฝีมือเด็กไม่เกิน 10 ขวบวาด)ซึ่งเป็นภาพวาดของวิวหรือทิวทัศน์ของธรรมชาติ มีดวงอาทิตย์ มีนก ภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ คุณก็สามารถเข้าใจได้เลยทันทีว่า รูปนี้มีคนวาด ถึงแม้คุณจะมองไม่เห็นคนวาดก็ตาม คุณสามารถเข้าใจได้ว่าถ้าจะเอาแผ่นกระดาษขาวเปล่าๆมาจ้องสักสิบหรือร้อยหรือล้านล้านปีก็ไม่มีทางเกิดรูปวิวเหล่านี้ได้ ถ้ามันจะเกิดรูปวิวเหล่านี้ได้ นั่นแสดงว่าจะต้องมีคนวาดมันขึ้นมาอย่างแน่นอน(และถ้ามีคนมาเถียงคุณว่า รูปนี้ไม่มีคนวาดแต่มันบังเอิญเกิดขึ้นเอง คุณจะเชื่อเขาหรือ? คนที่เถียงว่ารูปนี้เกิดขึ้นเองก็มีแต่คนโง่ คนบ้า คนไร้เหตุผลและเถียงเพื่อเอาชนะเท่านั้น) ขนาดรูปที่ไม่สวยที่คุณพบนั้นยังเกิดขึ้นเองไม่ได้แต่ต้องมีคนวาดขึ้นมา คุณลองคิดดูซิครับว่า แล้วจักรวาลและธรรมชาติอันงดงามที่สวยกว่ารูปที่คุณเห็นหลายร้อยหลายพันเท่ามันจะเกิดขึ้นเองได้อย่างไร..แน่นอนมันเกิดขึ้นเองไม่ได้แต่ต้องมีผู้สร้างมันขึ้นมา ..คุณเข้าใจได้ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีตาอยู่ในสมอง(ปัญญาจารย์ 2.14) นั่นก็คือความเข้าใจหรือสติปัญญาในการเข้าใจ เมื่อคนฝรั่งเขาเข้าใจบางสิ่งเขาจะพูดว่า I see.ถ้าคุณถามเขาว่า What do you see?เขาก็ตอบว่า No..I don't see anything. แล้วคุณก็ถามว่าWhy don't you say "I understand"?เขาก็ตอบว่า Yes..Yes..I see....I see. จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นว่า คนฝรั่งมีความคิดที่ว่า "ถ้าเขาเข้าใจก็เท่ากับตาของเขามองเห็นแล้ว".....เช่นเดียวกัน ถึงแม้เรามองไม่เห็นพระเจ้าผู้ทรงสร้าง แต่เมื่อเราเห็นสรรพสิ่งในธรรมชาติแล้ว เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จักรวาลนี้มีผู้สร้าง....คุณ see แล้วหรือยัง?

2.จุดประสงค์ที่สองในการส่งคลื่นมาให้มนุษย์ก็เพื่อให้มนุษย์ไม่มีข้อแก้ตัวเลยว่าพระเจ้ามีกฏบริสุทธิ์ให้กับเขา และเขาจะต้องรับผิดชอบต่อกฏนั้น(โรม 2.15-16)
มอเตอร์ไซค์ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อให้ขับขี่ไม่ใช่นำมาแบกถ้าใครนำมาแบกมันขัดวัตถุประสงค์ที่มันถูกสร้างมาแน่ๆ เช่นเดียวกันมนุษย์เราถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ให้เขาประกอบการดี ถ้าหากเขาใช้ผิดวัตถุประสงค์เขาจะรู้สึกถึงการขัดแย้งภายในทันที พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์และมีกฏให้แก่เขา และพระองค์ทรงให้มนุษย์ตัดสินใจได้เองว่าจะทำตามกฏของพระเจ้าหรือไม่(รายละเอียดเราจะพูดกันในหัวข้อต่อไป)

หลังจากที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์ได้ใส่กฏและจิตสำนึกผิดชอบลงไปในมนุษย์ จิตสำนึกผิดชอบนี้มันจะเป็นพยานและเป็นเหมือนสัญญาณกันขโมยให้แก่มนุษย์ เมื่อมนุษย์ทุกคนกำลังเผชิญเหตุการณ์ที่จะต้องเลือกระหว่างดีและชั่ว จิตสำนึกผิดชอบของเขาจะทำงานทันที โดยมันจะชี้ให้เขารู้อยู่แก่ใจว่า อย่าเลือกในสิ่งที่ผิด(ทุกคนจะรู้สึกถึงการเตือนนี้ได้ โดยที่หัวใจเขาจะเต้นเร็วผิดปกติ) แต่มนุษย์มีสิทธิ์เลือก ถ้าเขาเลือกที่จะฟังมัน ไม่ไปทำผิด เขาจะรู้สึกภูมิใจและรู้สึกดี แต่ถ้าหากเขาเลือกที่จะไม่ฟังมันและไปทำในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิด เขาจะรู้สึกถึงการขัดแย้งภายในจิตใจของเขาทันที และถ้าเขาเถียงกับมันว่า "ฉันไม่ผิดโว๊ย!" มันก็จะตอบลึกๆใต้จิตสำนึกของเขาว่า "ถ้าคุณไม่ผิด..ทำไมต้องกลัว ..ทำไมต้องปิด...ทำไมต้องซ่อน?...คุณผิด" และพระคัมภีร์ได้บันทึกว่า ไม่มีคนใดที่ไม่เคยทำผิดเลย(โรม 3.23) ทุกคนทำบาปและรู้อยู่แก่ใจทุกคน แม้กระทั่งศาสดาของศาสนาก็รู้อยู่แก่ใจว่า เขาทำผิด.... เรารู้ได้อย่างไร? ก็โดยดูจากการที่พวกเขากำลังพยายามแสวงหาการหลุดพ้น การรอด ก็สามารถเห็นได้ เพราะถ้าเขาไม่เคยทำผิด เขาจะแสวงหารการหลุดพ้นจากบาปทำไมกัน? และพระคัมภีร์ยังบอกอีกว่าในวันสุดท้ายเมื่อมนุษย์ตายไป วิญญาณเขาจะออกจากร่างและจะต้องรับการพิพากษา(ฮีบรู9.27) และในวันพิพากษานั้น จิตสำนึกผิดชอบของตัวเขาเองจะฟ้องว่าเขาผิดและนำความผิดบาปทั้งที่ลับและที่แจ้งของเขาเปิดเผยออกมาหมด และเขาต้องรับผลตามการกระทำของเขา

ตอนนี้เรามาดูหัวข้อที่น่าสงสัย ซึ่งเป็นคำถามที่มนุษย์หลายคนสงสัยนั่นก็คือคำถามที่ว่า "พระเจ้าสร้างความชั่วใช่ไหม? ลูกไก่พันธุ์เลวต้องมาจากพ่อไก่พันธ์เลว เมื่อมนุษย์เลวนั่นแสดงว่าพระเจ้าเลวด้วยใช่ไหม?"

Click Here

พระเจ้าไม่ได้สร้างความชั่ว

เมื่อคนหนึ่งบอกว่า "สิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนี้ชั่ว" เราก็ต้องถามเขาว่า "คุณรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนี้ชั่ว ใครบอกคุณ ในเมื่อคุณบอกว่าสิ่งนี้ชั่ว นั่นแสดงว่าคุณรู้ว่าสิ่งที่ดีเป็นอย่างไรใช่ไหม?"
ถ้าเราไปถามปลาว่า "มันรู้จักเปียก ไหมว่าเป็นอย่างไร?" ถ้ามันตอบได้มันคงตอบว่า "ไม่รู้เพราะมันเกิดมามันก็อยู่ในน้ำแล้ว" แต่มนุษย์เรารู้จักเปียก เพราะแต่เดิมเราไม่ได้อยู่ในความเปียก แต่เราอยู่ในความแห้ง เมื่อเราเห็นเก้าอี้ตัวหนึ่งขาหักและมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด เรารู้ว่าเก้าอี้ตัวนี้ "มันไม่ดี มันเสียแล้ว" คุณรู้ได้อย่างไรว่า เก้าอี้ตัวนี้มันไม่ดี มันเสียแล้ว นอกเสียจากคุณรู้ว่าดีหรือไม่เสียมันเป็นอย่างไร?.. เมื่อเก้าอี้ตัวนี้มันเสีย ก็ไม่ใช่หมายความว่าคนที่สร้างมันไม่ดี แต่คนสร้างมันทำมันอย่างดี แต่ต่อมามันเสียแล้ว มันเคยดีมาก่อนแต่เดี๋ยวนี้มันเสียแล้ว เริ่มต้นมันดี แต่ตอนนี้เสียแล้ว

เช่นเดียวกัน เมื่อคุณบอกว่ามนุษย์ชั่ว ไม่ดี คุณรู้ได้อย่างไรว่า ไม่ดีหรือชั่ว นั่นแสดงว่ามนุษย์นั้นเคยดีมาก่อน แต่ตอนนี้มันชั่วแล้ว พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ดีทุกประการ แต่เดี๋ยวนี้มนุษย์ไม่ดีแล้ว แล้วความไม่ดี ความชั่ว และความผิดบาปของมนุษย์เกิดมาจากไหนกันล่ะ?

Click Here

กฏ 4 กฏ

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งนั้น พระองค์ทรงมีกฏเกณฑ์ให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างนอกเหนือจากมนุษย์จะต้องทำตามกฏที่พระเจ้าวางไว้ มันจะแหกกฏไม่ได้และมันไม่มีอิสระในการเลือก

กฏของวัตถ ุ - เมื่อเราโยนวัตถุขึ้นฟ้า กฏของมันก็คือตก และเมื่อมันตก มันก็จะอยู่ตรงนั้นเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ พระเจ้ากำหนดให้ดวงอาทิตย์ขึ้น มันจะเลือกไม่ได้ว่า "ฉันไม่ขึ้น" มันต้องขึ้นและแหกกฏไม่ได้

กฏของพืช - มันจะต้องทำตามกฏเกณฑ์ที่ถูกวางกฏไว้ เช่น ใบของไมยราบเมื่อเราไปแตะมัน มันจะหุบ มันจะเลือกไม่หุบไม่ได้ ดอกของต้นไม้เมื่อถึงเวลาจะบาน มันต้องบาน มันจะเลือกไม่บานไม่ได้เลย

กฏของสัตว์ - มันจะต้องทำตามกฏและสัญชาติญาณที่มันถูกวางไว้เท่านั้น สัญชาติญาณคืออะไร ก็คือ การตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ามาในชีวิตทันทีโดยไม่มีปิดบัง เมื่อมีคนหนึ่งยื่นนิ้วมาเพื่อจะจี้คุณที่เอว คุณจะเบี่ยงตัวหลบทันที เมื่อมีคนจะเอาปากกามาวาดหนวดให้คุณ คุณก็จะเอาใบหน้าหนีทันที นี่คือสัญชาติญาณ แต่มนุษย์เรามีลึกกว่าสัตว์เพราะเรามีจิตวิญญาณ(สิ่งนี้ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราสามารถที่จะยิ้มข้างนอก แต่ภายในใจยังฆ่ากันได้ สิ่งนี้ทำให้มนุษย์ดูภายนอกอาจจะว่าเป็นคนดี แต่ภายในอาจจะเต็มไปด้วยความชั่วก็ได้) แต่สัตว์มันมีแค่สัญชาติญาณ และมันจะต้องทำตามกฏของสัญชาติญาณที่มันถูกวางไว้ทุกประการเลือกไม่ได้เลย เช่น พระเจ้าทรงวางกฏเกณฑ์ให้แมงมุมต้องทำบ้านด้วยใย มันก็ต้องทำด้วยใยจะแหกกฏไม่ได้เลย เมื่อหมามันโกรธหรือเห็นคนแปลกหน้ามันจะแยกเขี้ยวหรือขู่คำรามทันที เมื่อหมามันเห็นหมาตัวอื่นเข้ามาในถิ่นมัน มันจะมีปฏิกริยาทันที เมื่อหมาตัวผู้เห็นหมาตัวเมีย มันจะวิ่งเข้าไปดมก้นหมาตัวเมียทันที เมื่อหมามันต้องการผสมพันธุ์ มันก็ไม่มีปิดบังและไม่เลือกด้วยว่า ตัวผู้หรือตัวเมียที่มันผสมพันธ์ด้วยนั้นจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้องหรือลูกมัน มันจะทำตามสัญชาติญาณเท่านั้น

กฏของมนุษย์ - จากข้างต้นเราจะเห็นว่าทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น วัตถุ พืชหรือสัตว์มันจะต้องทำตามกฏที่พระเจ้าวางไว้ทุกประการ มันเลือกไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ต้องรับผิดชอบ หรือมีคนต้องให้มันรับผิดชอบการกระทำของมัน แต่มนุษย์เราไม่ใช่อย่างนั้น ถึงแม้เรามีกฏแต่เราสามารถแหกกฏได้ คุณเคยพูดกับคนอื่นด้วยประโยคต่อไปนี้ไหม? .... "ทำไมคุณทำอย่างนี้?"..."คุณไม่น่าทำอย่างนี้"....ประโยคเหล่านี้ที่คุณถามคนอื่นกำลังชี้ให้เห็นว่า คุณกำลังต่อว่าเขาว่า "เขาไม่ทำตามกฏ เขาไม่เล่นตามกฏ เขากำลังแหกกฏ"

มนุษย์เรารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ภายในจิตใจของเรามีกฏ และเรารู้ว่ากฏนั้นดี แต่เรามีอิสระในการเลือกได้ว่าจะทำตามหรือไม่ทำตามกฏนั้น ถ้าเราทำตามเราจะไม่รู้สึกผิด แต่ถ้าเราไม่ทำตามเราจะรู้สึกผิดทันที และเรายังรู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเราด้วย เช่น เมื่อหมาตัวผู้ทำหมาตัวเมียท้อง มันไม่ต้องรับผิดชอบและมันก็ไม่รู้สึกว่ามันต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของมัน และก็ไม่มีใครที่เรียกร้องให้มันรับผิดชอบ แต่ถ้าผู้ชายคนหนึ่งทำผู้หญิงท้อง เขาจะรู้สึกถึงการรับผิดชอบทันที(ถ้าหากเขาไม่รับผิดชอบและบอกว่าไม่รู้สึกผิด แต่เขาก็โกหกตัวเองไม่ได้เพราะลึกๆของเขาจะรู้สึกขัดแย้งหรือรู้สึกผิดอย่างแน่นอน)

จากข้างต้นเราจะเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วและพระองค์ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ แต่มนุษย์ต่างหากที่ใช้อิสระในการเลือกที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เขาในทางที่ผิด ความชั่วจึงได้เกิดขึ้นและมนุษย์จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พระเจ้าสร้างดีทุกประการ แต่เพราะมนุษย์ใช้อิสระในทางที่ผิดความชั่วจึงได้เกิดขึ้น เหมือนกับคุณเป็นเจ้าของโรงงานสร้างเครื่องพิมพ์ดีดที่ดีที่สุดในโลก ต่อมาผมได้ไปซื่อเครื่องพิมพ์ดีดของโรงงานคุณมาเครื่องหนึ่ง แล้วนำมาพิมพ์ ต่อมาพิมพ์ผิด ผมก็ยกเครื่องพิมพ์ดีดไปหาคุณแล้วบอกว่า "คุณต้องรับผิดชอบในคำผิดที่เกิดขึ้นน่ะ เพราะคุณทำไมสร้างเครื่องพิมพ์ดีดที่พิมพ์ผิดได้" คุณลองนั่งคิดดูซิว่า ใครต้องรับผิดชอบกันแน่ คนสร้างหรือคนที่ใช้.......คำตอบก็คือคนที่นำไปใช้อย่างแน่นอน ทำไมน่ะหรือ?..ก็เพราะว่าคนที่นำไปใช้ไม่ได้ควบคุมหรือไม่ระมัดระวังในการพิมพ์ คำผิดจึงเกิดขึ้น คนที่ใช้ต้องรับผิดชอบไม่ใช่ผู้สร้าง

มีคนหนึ่งเดินเข้าไปใช้ส้วมสาธารณะ เมื่อออกมาก็พูดว่า "สกปรกฉิบเป๋ง..คนสร้างมันนี้คงสกปรกน่าดู" พอดีคนคนสร้างได้ยินก็เลยตอบเขาว่า "ผมไม่ได้สกปรก ผมสร้างมันอย่างสะอาด ต่อมาเมื่อมีคนใช้ไม่ยอมรักษาความสะอาด มันจึงสกปรก และเมื่อคุณเข้าไปก็ยิ่งทำให้มันสกปรกมากขึ้น"

Click Here

อิสระคืออะไร?

หลายคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า "อิสระ" เขาคิดว่าอิสระคือจะทำ อะไรก็ได้ ไม่มีใครห้าม ไม่ต้องมีอะไรมาควบคุม แต่พระคัมภีร์ได้บอกอย่างชัดเจนว่า ถ้าเราคิดว่าอิสระคือทำอะไรก็ได้ นั่นไม่ใช่อิสระ แต่นั่นคือสัตว์เดียรัจฉาน(2 เปโตร 2.12) ถ้าเช่นนั้นอะไรคือความหมายของคำว่าอิสระ?..."อิสระ"ก็คือ การกระทำในสิ่งใดก็ได้โดยอยู่ภายใต้ขอบเขตหรือกฏเกณฑ์

ข้างต้นเราได้กล่าวแล้วว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เหมือนกับพระองค์ เหมือนตรงนี้เป็นการเหมือนตรงลักษณะชีวิตภายในมนุษย์ ไม่ใช่ภายนอก เหมือนตรงลักษณะภายในซึ่งเป็นวิญญาณไม่ใช่ร่างกาย เมื่อเราบอกว่า คนคนนี้คดในข้อ งอในกระดูก ก็ไม่ใช่หมายความว่า ร่างกายเขาคดงออย่างที่เราพูด แต่หมายความว่า เขามีลักษณะ นิสัยภายในเป็นอย่างนั้น เช่นเดียวกัน มนุษย์ก็มีลักษณะภายในที่เหมือนกับพระเจ้า เช่น พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่ทำการดี มนุษย์จึงรู้สึกถึงการอยากทำดี(ถ้าทำไม่ดี เขาจะรู้สึกขัด) พระเจ้าทรงเป็นความยุติธรรม มนุษย์จึงรักและชอบความยุติธรรม พระเจ้าทรงมีความเมตตาสงสาร มนุษย์จึงมีความเมตตาสงสาร พระเจ้ามีความรักที่มีเหตุผล มนุษย์จึงมีความรักที่มีเหตุผล พระเจ้าทรงเป็นแหล่งของสติปัญญา มนุษย์จึงมีสติปัญญา พระเจ้ามีศักดิ์ศรี มนุษย์จึงมีศักดิ์ศรีด้วย และสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าทรงมีนั่นก็คือ ความอิสระ ดังนั้นมนุษย์จึงมีอิสระด้วย แต่ความอิสระของพระองค์นั้น ไม่ใช่หมายความว่าพระองค์จะทำอะไรก็ได้ตามที่พระองค์อยากกระทำ แน่นอนที่พระเจ้าจะทรงทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีอะไรมาควบคุม แต่พระองค์ได้เปิดเผยให้แก่มนุษย์อย่างชัดเจนว่า ถึงแม้พระองค์มีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีอะไรมาควบคุม แต่พระองค์จะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับพระลักษณะและกฏเกณฑ์ที่พระองค์ทรงวางไว้อย่างเด็ดขาด เช่น พระองค์ทรงกำหนดว่า โกหกคือบาป พระองค์ก็จะไม่โกหก เมื่อพระองค์กำหนดว่าสิ่งนี้มันจะต้องกลม พระองค์จะไม่ทำให้มันเบี้ยวอย่างแน่นอน ถ้าจะพูดให้ลึกอีกสักหน่อยก็จะกล่าวได้ว่า แม้แต่ความอิสระของพระเจ้ายังต้องมีขอบเขตกฏเกณฑ์ พระองค์จะไม่ใช้อิสระของพระองค์ ที่ข้ามหรือล่วงล้ำกฏเกณพ์ที่พระองค์ทรงวางไว้อย่างเด็ดขาด และนี่ก็คือความหมายของคำว่า "อิสระ"ที่แท้จริง

เมื่อเราทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "อิสระ"แล้ว เราก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่า มนุษย์เรานั้นเหมือนกับพระเจ้า คือเราทำอะไรก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ ขอบเขต กฏเกณฑ์ของที่ที่เราอยู่ เช่นเราอยู่เมืองไทย เรามีอิสระภายใต้กฏเกณฑ์ของประเทศไทย เรามีอิสระที่จะทำอาชีพอะไรก็ได้ที่ไม่ขัดกับกฏหมาย ถ้าเราคิดว่า อิสระก็คือทำอะไรก็ได้เป็นการเข้าใจผิดมาก เพราะเราไม่สามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยได้เลย ความอิสระของเราต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฏหมาย

Click Here

มนุษย์ไม่สามารถทำดีเพื่อพ้นบาปได้

ข้างต้นเราได้เข้าใจแล้วว่า โลกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีพระเจ้าเป็นผู้สร้าง ความจริงนี้มันแจ้งอยู่ในจิตใจมนุษย์ และพระเจ้ามีกฏให้กับทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากมนุษย์จะต้องทำตามกฏ มันไม่มีอิสระที่จะเลือก แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่สามารถเลือกว่าจะทำตามกฏหรือไม่ทำก็ได้ เขามีอิสระในการตัดสินใจได้เอง ถ้าเขาใช้อิสระในทางที่ถูก เขาจะไม่รู้สึกผิด แต่ถ้าเขาใช้อิสระที่มีอยู่ภายในเขาในทางที่ผิด เขาจะรู้สึกถึงการขัดแย้งและรู้สึกลึกๆว่า เขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา ดังนั้นมนุษย์จึงเริ่มที่จะทำให้ความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบนี้มันหายไป และวิธีที่มนุษย์ใช้มากที่สุดก็คือ การทำดีการประพฤติตามศีลธรรมอันดีแต่การกระทำเช่นนี้ของมนุษย์ช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความบาปที่เขาได้กระทำมาได้หรือ?...เรามาดูกัน" ก่อนอื่นให้เรามาดูชาร์ตข้างล่างนี้กันก่อน

ดูภาพขนาดใหญ่ Click Here

Click Here

ชาร์ต์นี้ได้บอกเราถึงความจริงอะไรบ้าง?

ถ้าเราดูจากชาร์ต จะเห็นว่า ช่องแรกคือ "กฏหมาย" เราอยู่ในเมืองไทย เราต้องอยู่ในขอบเขตของกฏหมายของเมืองไทย ภายใต้กฏหมายเมืองไทย เรามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฏหมายไทย ภายใต้กฏหมายไทยเรามีหน้าที่เป็นพลเมืองดี การรักษากฏหมายเป็นหน้าที่ของเราทุกคน แต่เพราะว่าเรามีอิสระนี่เองเราจึงสามารถเลือกได้ว่าจะทำตามกฏหมายหรือไม่ทำก็ได้(รัฐบาลไม่ได้บังคับเรา แต่เรียกร้องให้เรารักษากฏหมาย) ถ้าเราใช้อิสระในการเลือกในทางที่ถูกคือทำตามกฏหมาย รัฐบาลไทยก็จะเรียกเราว่า "พลเมืองดี" ที่แท้จริง แต่ถ้าเราใช้อิสระที่มีอยู่ในทางที่ผิด รัฐบาลไทยก็จะเรียกเราว่า "พลเมืองเลว" ทันที และเราทำตามกฏหมายหรือไม่ทำตามกฏหมาย เรามีพยานที่อยู่ในจิตใจของเรา เรารู้ดีอยู่แก่ใจ

ถ้าเราทำผิดกฏหมาย ก็มีทางเป็นไปได้ 2 ทาง นั่นก็คือ ถูกจับได้ทันที กับ ยังถูกจับไม่ได้ ถ้าเราถูกจับได้ทันทีก็ดำเนินคดีและลงโทษ แต่ถ้าเรายังถูกจับไม่ได้ เราก็ดูเหมือนว่ามีอิสระ แต่ไม่ใช่อิสระที่แท้จริงต่อไปแล้ว แต่มันเป็นอิสระที่มีคดีติดตัว ถ้าตำรวจจับได้เมื่อไหร่เราก็ถูกลงโทษเมื่อนั้น เมื่อ 3 ปีที่แล้วผมรู้จักยามคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในโรงงานจังหวัดขอนแก่น ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ รักครอบครัว แต่วันหนึ่งตำรวจได้มาจับเขาในข้อหาฆ่าคนตายที่สกลนครเมือ 4 ปีที่แล้ว ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เขามาอยู่ขอนแก่น เขาดูเหมือนว่ามีอิสระ ดูเหมือนว่าไม่มีความผิดอะไร แต่เมื่อตำรวจมาถึง เราจึงรู้ว่า ตั้งแต่เขาทำผิดคือฆ่าคนตาย เขาก็ไม่มีอิสระตั้งนานแล้ว

และถ้าเมื่อเราทำผิดกฏหมาย เราไปบอกตำรวจว่า เราจะรักษากฏหมายเพื่อลบล้างคดีของเรา ตำรวจจะพูดว่าอะไร? ตำรวจก็จะพูดอย่างนี้ว่า "คุณทำผิดกฏหมายต้องว่าไปตามกฏหมายคุณไม่สามารถลบล้างคดีด้วยการรักษากฏหมายได้เลย เพราะว่าการรักษากฏหมายเป็นหน้าที่ของคุณอยู่แล้ว การรักษากฏหมายของคุณไม่ได้ช่วยให้คุณพ้นคดีได้เลย มันช่วยได้เพียงอย่างเดียวคือ ทำให้ข้อหามันอยู่ตัวหรือไม่เพิ่มขึ้นเท่านั้น" แล้วทำอย่างไรล่ะคดีจึงจะหมดไปได้?...คำตอบก็คือ "รับการลงโทษสถานเดียว"

เช่นเดียวกัน หลังจากที่พระเจ้าสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ให้เขาอยู่ในโลกและวางกฏเกณฑ์ให้แก่เขา ภายใต้กฏเกณฑ์ที่พระเจ้าวางไว้มนุษย์มีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของ กฏเกณฑ์นั้น ภายใต้กฏเกณฑ์นั้น มนุษย์มีหน้าที่ทำดีคือทำตามกฏเกณฑ์ที่พระองค์ทรงวางไว้ให้แก่พวกเขา แต่เพราะพระเจ้าให้มนุษย์มีอิสระ มนุษย์จึงสามารถเลือกได้ว่าจะทำตามกฏเกณฑ์ที่พระเจ้า ทรงวางไว้หรือไม่ทำก็ได้(พระเจ้าไม่ได้บังคับ) ถ้ามนุษย์ใช้อิสระที่มีอยู่ในทางที่ถูก พระเจ้าก็จะเรียกเขาว่า ชอบธรรม หรือ ผู้บริสุทธิ์ เขาก็จะมีอิสระที่แท้จริง แต่ถ้าหากมนุษย์ใช้อิสระในทางที่ผิดคือฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงวางไว้ สถานภาพของเขาก็จะกลายเป็น "คนบาป" ทันที ซึ่งมนุษย์ทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีว่า เขาทำผิดกฏเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงวางไว้ในใจของเขาหรือเปล่า ดูได้จากจิตสำนึกผิดชอบของเขาว่ามีการขัดแย้งกับเขาไหม? ถ้าคนหนึ่งซื่อสัตย์กับตัวเอง เขาจะต้องยอมรับว่า เขามีการขัดแย้งภายในจิตใจอย่างแน่นอน นั่นก็คือเขากำลังอยู่ในฐานะที่เป็น "คนบาป" นั่นเอง และเมื่อเขาทำผิดก็มีทางเป็นไปได้ 2 ทางนั่นก็คือ พระเจ้าพิพากษาลงโทษทันที กับพระเจ้ายังให้โอกาสแก่เขา ถ้าพระเจ้าลงโทษทันที มนุษย์ก็ต้องพินาศในนรกเดี๋ยวนั้นเลย แต่ขอบพระคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงมีความเมตตาต่อมนุษย์เรา พระองค์ยังไม่พิพากษามนุษย์ให้ลงนรกทันทีแต่ยังให้โอกาส(โอกาสนี้คืออะไรเราจะพูดรายละเอียดกันในหัวข้อต่อไป)

เมื่อพระเจ้ายังให้โอกาสแก่มนุษย์ จึงทำให้มนุษย์ดูเหมือนว่ามีอิสระ แต่ไม่ใช่อิสระที่แท้จริงแล้ว มันเป็นอิสระที่มีคดีบาปติดตัว(เขารู้อยู่แก่ใจ) และพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้วว่า วันหนึ่งพระองค์จะพิพากษาความผิดบาปที่เขาได้กระทำ แต่มนุษย์แทนที่จะกลับใจ เขากลับพยายามที่จะทำดี รักษาศีลธรรมอันดีงามเพื่อหวังจะพ้นจากบาปที่เขาได้ทำ แต่การทำดีของเขา การประพฤติตามศีลธรรมของเขาไม่สามารถที่จะลบล้างคดีบาปได้เลย เพราะว่าการทำดีหรือการประพฤติตามกฏศีลธรรมนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์อยู่แล้ว การทำดีหรือประพฤติตามศีลธรรมไม่สามารถลบล้างคดีบาปได้เลย การทำดีหรือการประพฤติตามศีลธรรมนั้นมันช่วยได้เพียงอย่างเดียวก็คือ ทำให้คดีบาปของเขาอยู่ตัวหรือไม่เพิ่มขึ้น"...... แล้วทำอย่างไรจึงจะพ้นจากคดีบาปได้?....คำตอบก็คือ "รับโทษสถานเดียว"

Click Here

ทางเดียวในการรอดจากการพิพากษาของมนุษย์

ถ้าจะถามว่าอะไรคือบทลงโทษของการพิพากษาความผิดบาปของมนุษย์? คำตอบก็คือนรก ถ้าเราทำผิดกฏหมายในโลกนี้ เมื่อถูกนำตัวขึ้นศาล หลังจากนั้นก็ติดคุก พอครบกำหนดก็พ้นคดีได้ แต่พระคัมภีร์ได้บันทึกอย่างชัดเจนว่า บาปที่มนุษย์ได้ทำนั้นมันมากจนเหลือจะนับได้ และยังมีบาปอีกอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถจะชดใช้ได้เลย แม้มนุษย์จะลงนรกก็ตามนั่นก็คือ บาปแห่งการทำให้พระสิริของพระเจ้าเสื่อม(โรม 3.23) พระสิริของพระเจ้านั้นมีค่ามาก และเป็นนิจนิรันดร์ เมื่อมนุษย์ใช้อิสระในการเลือกที่มีอยู่ในตัวทำลายจุดนี้ ค่าจ้างหรือผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ "ต้องอยู่ในนรกเป็นนิจนิรันดร์" เหมือนกับถ้าคุณมีลูก และต่อมามีคนมาฆ่าลูกคุณตาย ถ้าศาลพิพากษาให้ติดคุกตลอดชีวิต(ในกรณีเขายอมสารภาพ) คุณคิดว่ามันคุ้มกับการที่คุณต้องสูญเสียลูกไปหรือ?...ไม่มีทางเด็ดขาด...ลึกๆของคุณคิดอยู่อย่างเดียวว่า ถึงแม้ไอ้คนที่ฆ่าลูกคุณจะติดคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตของมันให้ตายไปก็ไม่คุ้มกับสิ่งที่มันได้กระทำเลยอย่างแน่นอนถ้าจะให้มันพ้นจากคดีได้ตามความคิดของคุณก็คือ...."เอาลูกฉันมาให้ฉันคืนซิ".....

เช่นเดียวกัน บาปที่มนุษย์ได้กระทำต่อพระเจ้านั้นไม่มีทางที่จะชดใช้ได้เลย เขาจะต้องถูกลงโทษให้อยู่ในนรกเป็นนิตย์ นอกเสียจากจะมีผู้หนึ่งที่ไม่เคยทำผิดบาปเลยมามอบพระสิริของพระเจ้าคืนให้กับพระองค์เพื่อเขา...แต่จะมีผู้นั้นไหม?

พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้บอกอย่างชัดเจนว่า พระเจ้านั้นยุติธรรม บาปจะต้องมีการลงโทษ แต่พระคัมภีร์ก็บอกอีกด้านหนึ่งของพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงเป็นความรักและไม่ประสงค์ให้มนุษย์คนหนึ่งคนใดต้องพินาศด้วยความรักพระองค์ไม่อยากลงโทษแต่เพราะเหตุความยุติธรรมพระองค์จึงต้องลงโทษมนุษย์เหมือนกับถ้าคุณเป็นผู้พิพากษาที่มีความยุติธรรมมากวันหนึ่งลูกของคุณไปทำผิดกฏหมายคือฆ่าคนตายในใจของคุณคงไม่อยากลงโทษลูกชายแน่แต่เพราะความยุติธรรมที่คุณมีอยู่ทำให้คุณไม่อยากลงโทษก็ต้องลงโทษลูกของคุณ เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าจะทำอย่างไรดี?

พระคัมภีร์ก็ได้บอกอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุด พระองค์จึงทรงกำหนดว่า ถ้าหากมนุษย์จะพ้นจากบาปได้ก็มีทางเดียวคือ จะต้องมีผู้มาตายแทน และผู้ที่จะมาตายแทนได้นั้นจะต้องไม่มีบาปหรือไม่ทำบาปเลย เพื่อว่าเขาจะเอาพระสิริของพระเจ้าในตัวของเขามาชดใช้หนี้บาปให้แก่มนุษย์ได้ เมื่อเรารู้เช่นนี้เราอาจจะรีบหาคนที่มาตายแทนเราก็ได้ แต่หาไปหามาก็หาไม่พบ เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป ผมอยากตายแทนคุณก็ไม่ได้ หรือคุณอยากตายแทนผมก็ไม่ได้ เพราะเราทั้งสองต่างก็มีบาปและทำบาป เช่นนี้มนุษย์เราจะรอดจากบาปได้อย่างไรกัน?

การพิพากษาของพระเจ้านั้นยุติธรรมมาก คือติดเงินใช้เงิน ติดทองใช้ทอง มนุษย์ทำบาปด้วยร่างกาย จะพ้นบาปได้ก็ต้องใช้ร่างกายเท่านั้น

พระเจ้าทรงทราบดีว่า ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถตายเพื่อรับบาปแทนกันได้เลย เพราะมนุษย์ทุกคนต่างก็มีบาปและทำบาป ดังนั้นด้วยความรักที่มีต่อมนุษย์พระองค์จึงได้ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลกมารับสภาพเป็นเนื้อหนัง มีร่างกายเพื่อจะใช้ร่างกายนั้นรับโทษบาปแทนมนุษย์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าก็คือ พระเยซูคริสต์

Click Here

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า

ในเมื่อมนุษย์ไม่สามารถตายเพื่อรับโทษแทนกันได้เพราะมนุษย์ทุกคนมีบาป ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์(ถ้าพระองค์ไม่บังเกิดเป็นมนุษย์ก็จะไม่สามารถตายไถ่บาปให้กับมนุษย์ได้เลย) พระคัมภีร์เรียกพระเจ้าที่ส่งพระเยซูคริสต์มาว่า พระบิดา และพระเจ้าที่รับการส่งจากพระเจ้าที่เป็นพระบิดาให้มารับสภาพเป็นมนุษย์พระคัมภีร์เรียกว่า พระบุตร ในเมื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงมีพระบิดาเป็นพระเจ้า พระบิดาทรงให้กำเนิดพระองค์ พระองค์จึงทรงเป็นพระเจ้าด้วย เรื่องนี้ไม่ยากที่จะเข้าใจได้เลย ผมจะยกตัวอย่างให้คุณเข้าใจ...... ถ้าผมถามคุณว่า"ผมเป็นพระเจ้าหรือมนุษย์?" คำตอบก็คือ "เป็นมนุษย์" ในเมื่อผมเป็นมนุษย์ลูกผมที่เกิดออกมาล่ะเป็นอะไร?....แน่นอนก็เป็นมนุษย์ด้วย".............ในความเป็นมนุษย์นั้นผมกับลูกใครใหญ่กว่ากัน คำตอบก็คือ "เท่าเทียมกันในเนื้อแท้ที่เป็นมนุษย์ เท่าเทียมกันในความเป็นคน แต่แตกต่างกันตรงหน้าที่"

เช่นเดียวกัน......พระเจ้าเป็นมนุษย์หรือเป็นพระเจ้า?..คำตอบก็คือ "เป็นพระเจ้า"... ในเมื่อพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าลูกที่เกิดมาเป็นอะไร?.....คำตอบก็คือ "เป็นพระเจ้า".....ในความเป็นพระเจ้านั้นพระบิดากับพระบุตรใครใหญ่กว่ากัน? คำตอบก็คือ "เท่าเทียมกันในเนื้อแท้ที่เป็นพระเจ้า เท่าเทียมกันในความเป็นพระเจ้า แต่แตกต่างกันตรงหน้าที่"

ถ้าคุณไปเปิดดูในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ยอห์น 10.22-39 คุณจะเห็นความจริงนี้อย่างชัดเจนว่าพระเยซูคริสต์อ้างตัวว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า นั่นก็คือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าด้วย ข้างล่างนี้เป็นบทสรุปเนื้อหาของพระคัมภีร์ตอนนี้

ครั้งหนึ่งพวกยิวได้ถามพระเยซูคริสต์ว่า "ท่านเป็นอะไรกับพระเจ้า" พระเยซูบอกว่า"เราเป็นบุตรของพระบิดา เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบิดา" พวกยิวจึงหยิบก้อนหินจะขว้างพระเยซู พระองค์จึงถามเขาว่า "ท่านจะขว้างเราเพราะสาเหตุอะไร เราทำผิดอะไรหรือ?" พวกยิวตอบว่า "เราจะขว้างท่านไม่ใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูกหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า"......

Click Here

คำพยานจากผู้ที่มีเหตุผลและต่อมาต้องยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเพราะเหตุผลของตนเอง

Right Click for Menuเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว มีนักปรัชญาชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ C.S.Lewis ท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ มหาวิทยาลัย แครมบริดจ์ ที่อังกฤษ แต่ก่อนท่านเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าโลกนี้มีผู้สร้าง ไม่เชื่อในความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ ท่านได้โต้แย้งกับเพื่อนอาจารย์ที่เป็นคริสเตียนด้วยกันอย่างรุนแรง และเพื่อนของท่านได้เสนอให้ท่านอ่านพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ท่านจึงได้อ่านแต่ไม่ใช่เพื่อจะเรียนรู้ แต่เพื่อที่จะหาข้อผิดผลาดเพื่อจับผิดพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ และเมื่อท่านอ่านมาถึงจุดที่ว่า "พระเยซูคริสต์อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้าผู้สร้างโลกนี้สร้างมนุษย์ และอ้างว่าตัวเองเข้ามาในโลกเพื่อรับสภาพเป็นร่างกายมนุษย์ เพื่อจะใช้ร่างกายนี้รับโทษบาปแทนมนุษย์" ท่านจึงได้วาดภาพชาร์ตนี้ออกมา

ชาร์ตของ C.S.Lewis


ดูภาพขนาดใหญ่ Click Here

จากชาร์ตของ Lewis เราจะเห็นว่า ท่านได้บอกว่า ถ้ามีคนหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า ก็มีทางเป็นไปได้ 2 ทางด้วยกันคือ

  1. เขาอ้างถูก

  2. เขาอ้างผิด

ถ้าเขาอ้างผิดก็มีทางเป็นไปได้ 2 ทางเช่นกันคือ

  1. เขารู้ตัวว่าเขาอ้างผิด

  2. เขาไม่รู้ตัวว่าเขาอ้างผิด

ถ้าเขาไม่รู้ตัวว่าอ้างผิด เขาก็เป็นคนบ้าอย่างแน่นอน แต่ถ้าเขารู้ตัวว่าไม่ใช่พระเจ้า แต่ยังอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า เขาก็เป็นคนที่ โกหก หลอกลวง เป็นนักต้มตุ๋น เป็นคนใช้ไม่ได้ เป็นคนถูกผีสิง และสุดท้ายก็เป็นคนโง่ที่สุด เพราะยอมตายในสิ่งที่ตนเองรู้ว่าไม่จริงและไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย(ไม่มีใครโกหกเพื่อเสียผลประโยชน์)

เมื่อ Lewis วิเคราะห์เหตุผลตามข้างต้น เขาก็ต้องยอมรับด้วยเหตุผลในสมองแห่งความเข้าใจ และวินิจฉัยของตัวเขาเองว่า พระเยซูคริสต์ไม่ใช่คนบ้าและไม่ใช่คนที่หลอกลวงมนุษย์ ในเมื่อพระองค์ไม่ใช่คนบ้าและคนที่หลอกลวงมนุษย์ ในที่สุด Lewis ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พระเยซูอ้างถูกแล้ว นั่นก็คือ "พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ที่มารับสภาพเป็นมนุษย์เพื่อใช้ร่างกายของพระองค์รับโทษบาปแทนมนุษย์จริงๆ" ในเมื่อเป็นเช่นนี้ Lewis ก็บอกกับตัวเองว่า "เมื่อผมได้ใคร่ครวญถึงเหตุผลและความจริงนี้แล้ว ผมก็มีทางเลือกแค่ 2 ทางเท่านั้น คือ ปฏิเสธหรือยอมรับพระองค์ และวันนี้ผมจะต้องเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ผมไม่อยากจะเลือกที่จะตัดสินใจเช่นนี้เลย" สุดท้ายท่านก็ได้ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่าน ข้างล่างนี้เป็นข้อความสรุปจากคำพูดของท่านประโยคหนึ่งจากหนังสือที่ท่านเขียนให้แก่ผู้อ่านหนังสือของท่าน

"ถ้าเรามองอย่างผิวเผินเราอาจจะมองเห็นว่า พระเยซูคริสต์เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น แต่ถ้าเราศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของพระองค์จริงๆแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นจะทำให้เราต้องทำการตัดสินใจว่า ชายคนคนนี้คือคนบ้าคนหลอกลวง หรือเป็นพระเจ้าผู้มารับสภาพเป็นมนุษย์เพื่อใช้ร่างกายของตัวเองในการรับโทษบาปแทนมนุษย์.....สำหรับข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าขอบอกว่า พระเยซูคริสต์ไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริงๆ แต่การที่ข้าพเจ้ายอมรับเหตุผลว่าจริงก็ไม่สามารถที่จะทำให้ข้าพเจ้าเป็นคริสเตียน(ได้รับความรอด)ได้ ข้าพเจ้าจะต้องยอมรับว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาปและขอพึ่งวางใจในพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าจึงจะสามารถรับความรอดได้"

Click Here