พระเจ้าเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร ?


โดย อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สารบัญ
หมายเหตุ:
  1. เนื่องจากบทความนี้มีความยาวมาก ท่านสามารถ Download ไปอ่านได้
    สำหรับ PCและ eBook สำหรับ Pocket PC

  2. ข้อความ ด้านล่างนี้ เป็นเนื้อหาของ หนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ถ้าสนใจสามารถ หาซื้อได้จาก ร้านหนังสือ คริสเตียน ใกล้บ้านท่าน ท่านถ้าหาร้านหนังสือคริสเตียนไม่ได้  ให้คลิกที่นี่  หรือติดต่อ โดยตรงที่ CCMA   ให้คลิกที่นี่

Click Here

พระเจ้าเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร ?


โดย อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์

การเข้ามาในโลกของพระเยซูคริสต์ไม่ใช่มาแบบไม่มีที่มาที่ไป

ในหัวข้อนี้ผมคงไม่พูดถึงรายละเอียดมากนัก นอกจากจะบอกว่า พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ของคริสเตียนนั้นแบ่งเป็น 2 ภาคใหญ่ๆ คือ ภาคพันธสัญญาเดิม(พระคัมภีร์เดิม) กับ ภาคพันธสัญญาใหม่(พระคัมภีร์ใหม่)

พระคัมภีร์เดิมนั้นคือหนังสือที่บันทึกก่อนพระเยซูเกิดประมาณ 1,500 ปี พระคัมภีร์ใหม่เป็นหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูคริสต์ได้เข้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ในโลกแล้ว

พระคัมภีร์เดิมได้บอกถึง การสร้างโลกของพระเจ้า พระลักษณะของพระเจ้า การตกลงในความผิดบาปของมนุษย์ และการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมร่างกายหนึ่งเพื่อจะรับโทษบาปแทนมนุษย์ เนื้อความที่สำคัญของพระคัมภีร์เดิมถ้าจะสรุปเป็นใจความสั้นๆก็จะสรุปได้ดังนี้ "พระเจ้าทรงเห็นว่ามนุษย์ทุกคนในโลกไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากการพิพากษาลงโทษได้เลย ดังนั้นพระองค์จึงทรงจัดเตรียมร่างกายหนึ่งเพื่อเข้ามาในโลกรับเพื่อที่จะรับการพิพากษาแทนมนุษย์ทุกคนที่ถ่อมใจยอมรับว่าตัวเองทำบาปต่อพระเจ้าและสำนึกผิดในความผิดบาปที่ตนเองได้กระทำ โดยพระเจ้าทรงให้คนของพระองค์บันทึกลักษณะของชายผู้หนึ่งที่มีสภาพเป็นพระเจ้าแต่ทรงลงมาเพื่อรับสภาพเป็นมนุษย์เป็นคำทำนายถึง 332 ข้อ ถ้ามนุษย์ในโลกเห็นชายคนใดที่มีลักษณะตรงตามคำทำนาย 332 ข้อเหล่านี้ในพระคัมภีร์เดิม ขอให้รู้เถิดว่า นี่แหละคือพระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อรับสภาพเป็นมนุษย์เพื่อใช้ร่างกายของพระองค์ในการรับโทษบาปแทนมนุษย์ทุกคนที่ถ่อมใจยอมรับว่าตนเองได้ทำบาปต่อพระเจ้าและขอเชื่อพึ่งวางใจในพระบุตรนั้น

ส่วนใจความสำคัญของพระคัมภีร์ใหม่ก็คือ การที่บันทึกให้มนุษย์ทุกคนทราบว่า บัดนี้ชายคนที่พระคัมภีร์เดิมทำนายนั้นได้เข้ามาในโลกแล้ว นั่นก็คือพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้านั่นเอง" ...ถ้าคนหนึ่งศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูคริสต์จริงๆแล้ว เขาก็ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า ชีวิตของพระเยซูคริสต์นั้นตรงตามคำทำนายทั้ง 332 ข้อที่พระคัมภีร์เดิมได้ทำนายไว้ทุกประการ

Click Here

การตายเพื่อรับโทษบาปแทนมนุษย์เป็นอย่างไร?

ตามหลักฐานทางโบราณคดี เราจะเห็นว่ามนุษย์นั้นมาจากแหล่งเดียวกันคือ ดินแดนแถบ เมโสโปรเตเมีย(ตุรกี) จากจุดนี้เราจะเห็นว่า เมื่อมนุษย์มาจากแหล่งเดียวกันจึงมีความคิดหลายอย่างที่คล้ายๆกัน และท่ามกลางความคิดต่างที่คล้ายกันนั้น ความคิดเรื่อง "แพะรับบาป" ก็เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าเราศึกษาอย่างแท้จริงก็จะเห็นว่า ความคิดนี้อยู่ในอารยธรรมของหลายชนชาติ เช่น พวกฝรั่งก็มีคำว่า scapgoat คนจีนก็มี "ใต้จุ้ยเกาหยาง" ซึ่งก็แปลว่า "แพะรับบาป" เหมือนคนไทยเรา จากเหตุผลนี้ทำให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรงใส่ความคิดและให้มนุษย์ในโลกเข้าใจถึงการรับโทษบาปแทนมาตั้งนานแล้ว

แพะรับบาปคืออะไร?.....ความหมายง่ายๆก็คือ "เราสมควรโดนลงโทษแต่อีกคนหนึ่งมารับแทนเรา"..... พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็น แพะรับบาปของมวลมนุษยชาติ(ยอห์น 1.29) พระองค์ได้เข้ามาในโลกเพื่อจะแบกบาปหรือรับการลงโทษบาปแทนมนุษย์ ตัวอย่างต่อไปนี้จะช่วยให้เราเข้าใจในการรับแบกบาปแทนของพระเยซู

สมมุติว่าคุณติดเงินผม 5,000 ล้านบาท เมื่อถึงใกล้ถึงเวลาครบกำหนดที่คุณจะต้องจ่ายหนี้ ถ้าหากคุณหาเงินไม่ได้ คุณก็จะรู้สึกกลัวและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่พอดีมีเศรษฐีใจดีคนหนึ่งมาเสนอตัวว่าเขาอยากจะใช้หนี้แทนคุณฟรีๆ เวลานั้นคุณต้องตัดสินใจเลือกล่ะว่า จะยอมหรือไม่ยอมให้เขาใช้หนี้แทน ถ้าคุณไม่ยอม คุณก็รับผิดชอบเอง แต่ถ้าคุณยอมให้เศรษฐีคนนั้นใช้หนี้แทนคุณ คุณก็ไม่จำเป็นต้องให้เงินผมอีกต่อไป คุณก็หลุดหนี้ได้

เช่นเดียวกัน..วันนี้เราทุกคนต่างก็ติดหนี้บาป และกำลังมุ่งตรงไปยังวันพิพากษาเพื่อรับโทษ แต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง พระเยซูคริสต์ได้เข้ามาในโลก และบอกคุณว่า "เราสามารถรับหนี้บาปแทนเจ้าได้ เจ้าต้องการไหม?" การตัดสินใจเป็นของคุณ ถ้าคุณไม่ต้องการ คุณก็ต้องรับโทษตามการกระทำของคุณ แต่ถ้าคุณต้องการ พระเยซูคริสต์ก็จะเอาความผิดบาปของคุณมาวางไว้บนพระกายของพระองค์ และที่ไม้กางเขนเป็นที่ที่พระองค์ได้ทรงจ่ายหนี้บาปแทนคุณให้กับการพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้า

Click Here

ทำไมการตายของพระเยซูคริสต์เพียงชีวิตเดียวจึงแทนคนทั้งโลกได้

การตายของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนไม่ใช่เป็นการจ่ายหนี้บาปให้แก่ทุกคนใน โลกแต่เป็นการจ่ายหนี้บาปให้แก่คนที่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาปและขอพึ่งในการตายเพื่อรับโทษแทนของพระองค์เท่านั้น และโอกาสที่พระเจ้าทรงให้มนุษย์รอดจากการพิพากษาก็ตราบที่เขายังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น ถ้าเขาหมดลมหายใจเมื่อไหร่ก็คือหมดโอกาสเมื่อนั้น(พระเยซูคริสต์ตรัสว่า "2 คนมีคดีกัน ถ้าจะให้หมดเรื่องก็ให้คืนดีกันก่อนวันขึ้นศาล ถ้ายังไม่ยอมคืนดี ถ้าวันขึ้นศาลมาถึงจะมาตกลงกันในศาลไม่ได้แล้ว")

สิ่งที่ทำให้หลายคนสงสัยก็คือ ทำไมชีวิตของพระเยซูคริสต์ชีวิตเดียวจึงแลกกับคนทั้งโลกได้? ถ้าผมจะถามว่า 1 บาทแลกได้กี่กีบ?...40 กีบ....และถ้า 1 ดอลล่าห์สหรัฐล่ะแลกได้กี่กีบ?...2,000 กีบ...ทำไม 1 ดอลล่าห์แลกได้ 2,00 กีบล่ะ?...คำตอบก็คือ เพราะว่าเงินดอลล่าห์มีค่ามากกว่า ทำไมชีวิตพระเยซูแลกได้กับคนเป็นจำนวนมากได้ล่ะ?... คำตอบก็คือ เพราะว่าชีวิตของพระองค์มีค่ามากกว่านั่นเอง

Click Here

ความรอดที่พระเยซูคริสต์ทรงประทาน ให้แก่มนุษย์เห็นชัดบนไม้กางเขน

วันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่ไม้กางเขนนั้น พระองค์ทรงถูกตรึงพร้อมกับโจรอีก 2 คน โดยพระองค์อยู่ตรงกลาง ขณะที่พระองค์ถูกตรึงนั้น คนทั้งปวงต่างก็ปฏิเสธและเยาะเย้ยถากถางพระองค์ แม้กระทั่งโจรบนไม้กางเขนทั้ง 2 คนนั้นด้วย ต่อมาโจรคนหนึ่งก็พูดกับพระเยซูคริสต์ว่า "เยซูถ้าเจ้าเป็นพระเจ้าจริงก็ช่วยตัวเองและช่วยข้าให้ลงมาจากกางเขนให้ดูซิ" แต่โจรอีกคนหนึ่งบอกกับโจรคนนั้นว่า "เอ็งพูดอย่างนี้ไม่ถูก ไอ้เรา 2 คนทำบาปสมควรตาย แต่ชายคนนี้ไม่ได้ทำบาปอะไรเลย"....ทำไมโจรคนนี้รู้ว่าพระเยซูไม่ได้ทำบาป? นั่นเป็นเพราะว่า ที่ยอดบนของไม้กางเขนจะมีป้ายที่เขียนข้อหาหรือความผิดของคนที่ถูกตรึงไว้ ของโจรทั้ง 2 ก็มี แต่ข้อหาของพระเยซูไม่ใช่ความผิดบาป แต่เขียนไว้ว่า "เยซูกษัตริย์ของชาวยิว" (พระเยซูถูกคำพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยคำพิพากษาที่แปลกประปลาดที่สุดในโลก เพราะว่าคนที่เป็นผู้ที่พิพากษาพระเยซูคริสต์พูดถึง 3 ครั้ง ว่า "เราไม่เห็นว่าชายผู้นี้ทำผิดอะไร?" แต่พวกที่อิจฉาและต้องการฆ่าพระเยซูคริสต์ได้บอกคนที่พิพากษาว่า ถ้าไม่ประหารชีวิตพระเยซูคริสต์ พวกเขาจะก่อกวนให้เกิดความวุ่นวาย ผู้พิพากษาคนนั้นด้วยความเกรงว่าจะเกิดเรื่อใหญ่โต จึงปล่อยให้พวกเขาเอาพระเยซูคริสต์ไปตรึงตามความต้องการของเขา โดยที่ผู้พิพากษาคนนั้นกล่าวว่า "เราไม่เห็นว่าเขามีความผิด แต่พวกท่านเอาไปตรึงเถิด แต่ให้รู้ไว้ว่า เราไม่มีส่วนในการตายของชายผู้นี้")

บนไม้กางเขน ขณะที่พระเยซูถูกเยาะเย้ยถากถางจากคนทั้งปวงรวมถึงโจร 2 คน พระองค์ยังคงสงบนิ่งและไม่มีสีหน้าแห่งการโกรธเคือง มีแต่คำพูดที่ยิ่งใหญ่ออกมาจากปากของพระองค์ "พระบิดาเจ้าข้า..ยกโทษให้แก่เขา เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร?" นั่นจึงเป็นเหตุให้หนึ่งในสองโจรนั้นคิด..ใช่แล้วชายผู้นี้คือคนคนนั้นที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้เพื่อจะรับบาปแทนเรา....ดังนั้นเมื่อเขาเห็นโจรอีกคนหนึ่งดูถูกพระเยซู เขาจึงกล่าวห้ามและหันมาพูดกับพระเยซูคริสต์ว่า "พระเยซู..โปรดระลึกถึงผมด้วยเมื่อพระองค์ไปสวรรค์ของพระองค์" พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า..วันนี้เจ้าจะขึ้นสวรรค์กับเรา".... .คำตรัสประโยคนี้ได้บอกถึงความรอดที่พระเยซูให้กับมนุษย์ทุกคนได้อย่างชัดเจน 4 ประการคือ

1.แม้ว่ามนุษย์คนนั้นจะชั่วขนาดไหน เขาก็รอดได้ -ถ้าคุณจะถามว่าใครขึ้นสวรรค์คนแรก พร้อมกับพระเยซูคริสต์หลังจากพระองค์ทรงตายไถ่บาปแทนมนุษย์บนไม้กางเขน?...คำตอบก็คือ โจรห้าร้อย เช่นเดียวกันไม่ว่าคุณจะมีคดีบาปมากน้อยเพียงไร (คุณรู้อยู่แก่ใจ) ขอเพียงแต่คุณยอมใช้อิสระ ในการเลือกของคุณ เปิดเผยความผิดบาปและพึ่งในพระเยซูคริสต์คุณก็จะรอดได้

2.ความรอดนี้เกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ - โจรคนนี้ได้รับความรอดขณะที่อยู่บนไม้กางเขน ไม่ใช่วัด วิหาร โบสถ์ เช่นเดียวกัน ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนในเวลานี้ ขอเพียงแต่คุณยอมรับว่าเป็นคนบาปพึ่งในพระองค์คุณก็สามารถรอดได้

3.ความรอดนี้ไม่ต้องอาศัยการกระทำ - เมื่อโจรคนนี้ขอพระเยซูให้ช่วยเขา พระเยซูไม่ได้บอกว่า "อยากรอดหรือ? ไปทำดีก่อนซิถึงจะรอด"..ถ้าเป็นอย่างนี้โจรคนนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปทำดี..เขากำลังจะตายอยู่แล้ว แต่ตรงนี้ได้บอกอย่างชัดเจนว่า ความรอดที่พระเยซูให้กับมนุษย์นั้นไม่ได้อาศัยการกระทำ ขอเพียงแต่เขาถ่อมใจยอมรับว่าทำบาปและพึ่งในพระองค์ เขาก็จะรอดได้

4.ความรอดนี้เกิดขึ้นทันที - เมื่อโจรคนนั้นขอพระเยซูช่วย พระเยซูไม่ได้บอกว่า อีก 10 ปี 20 ปีจึงจะรอด แต่พระองค์บอกว่า วันนี้..เดี๋ยวนี้ก็รอดได้..ขอเพียงแต่ยอมเท่านั้น

ท่านผู้อ่านที่รัก เมื่อมาถึงจุดนี้ท่านยังปฏิเสธไม่ยอมรับการรับโทษบาปแทนของพระองค์อีกหรือ?

Click Here

รากฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความเชื่อคริสเตียน

หลังจากที่พระเยซูคริสต์ตายแล้ว 3 วัน สิ่งมหัศจรรย์ก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นั่นก็คือพระเยซูคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงอยู่กับสาวก 40 วันหลังจากนั้นก็ทรงเสด็จขึ้นประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา นี่เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความเชื่อคริสเตียนเพียงแต่คนคนหนึ่งหาหลักฐานเพียงชิ้นเดียวมายืนยันได้ว่า เรื่องการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องไม่จริง เขาก็สามารถลบล้างศาสนาคริสเตียนออกจากโลกนี้ได้เลยแต่นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีคนหลายร้อยหลายพันคนพยายามหาข้อมูลทางและหลักฐานประวัติศาสตร์เพื่อจะลบล้างความจริงในเรื่องนี้ แต่ข้อมูลและหลักฐานที่พวกเขาค้นพบนั้นแทนที่มันจะบอกว่า เรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องโกหก แต่มันกลับตรงกันข้าม เพราะว่าข้อมูลและหลักฐานที่พวกเขาค้นพบนั้นมันกลับยิ่งสนับสนุนมากยิ่งขึ้นว่า พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วจริง และพวกเขาก็ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาปและหันกลับมาพึ่งในความรอดที่พระเยซูคริสต์ประทานให้แพวกเขาทีละคนๆ หลักฐานที่มั่นคงและไม่มีใครสามารถที่จะปฏิเสธได้ที่พวกเราคริสเตียนมีอยู่ในเวลานี้ ส่วนมากก็มาจากข้อมูลและหลักฐานของคนเหล่านั้นที่ตอนแรกไม่เชื่อและต่อมาก็ต้องยอมรับว่าจริง

ถ้าผมเป็นเพื่อนรักกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนทั้งปวงทั่วโลกต่างก็รู้ วันหนึ่งประธานาธิบดีตายไป มีผมรู้คนเดียวและผมได้เอาศพไปฝังไว้ใต้ดิน ต่อมามีนักข่าวมาถามผมว่า "ประธานาธิบดีไปไหน" ผมก็ตอบว่า "ไปราชการลับต่างประเทศอีก 10 วันกลับ" คุณคิดว่าเขาจะเชื่อผมไหม? อาจจะเชื่อ... แต่เชื่อเกิน 1 ปีไหม ? ไม่มีทาง..เรื่องไม่จริงอยู่ไม่นาน ถ้าเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ไม่จริง ก็ไม่มีทางอยู่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้

มีทนายความชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ แฟรงค์ มอริสัน ตอนแรกท่านก็ไม่เชื่อ เรื่องการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ แต่ต่อมาเมื่อท่านศึกษาหาข้อมูล และตั้งสมมุติฐานหลายประการก็ต้องยอมรับว่า พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วจริงๆ ท่านได้เขียนในหนังสือของท่านเกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูว่า "ถ้าใครคนหนึ่งไม่เชื่อการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ เขาก็ต้องอธิบายให้ได้ว่า พระศพของพระเยซูหายไปไหน ? และต้องอธิบายได้ว่า การที่สาวกหลายร้อยคนที่เห็นพระเยซูในคราวเดียวกันและหลายวัน เป็นอย่างไร?..เพราะนี่เป็นเรื่องจริงที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ (คุณสามารถไปดูได้จากตำราต่างๆที่พูดถึงอารยธรรมตะวันตกจากผู้เขียนที่มีใจเป็นกลางและสัตย์ซื่อต่อข้อมูลที่เขาค้นพบ)"

ข้างล่างต่อไปนี้เป็นข้ออ้างของคนที่ไม่เชื่อในเรื่องการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์

1.เขาอ้างว่าศพพระเยซูหายไปเพราะคนที่ตรึงพระเยซูเอาไปเอง

คำตอบของคริสเตียน - ถ้าเป็นเช่นนี้เมื่อสาวกของพระเยซูประกาศว่าพระเยซูเป็นขึ้นจากตาย เขาก็เอาศพออกมาให้ดูได้ว่า พวกสาวกโกหก

2.เขาอ้างว่าพระศพพระเยซูหายไปเพราะสาวกขโมยไป

คำตอบของคริสเตียน - อาจเป็นไปได้ แต่ถ้าสาวกขโมยศพไปพวกเขาก็ต้องรู้อยู่แก่ใจ เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็รู้ดีว่า พวกเขากำลังโกหก และทำไมพวกเขาจึงยอมตายเพื่อเรื่องโกหกไม่จริงด้วย อาจจะว่าพวกเขาเป็นคนบ้า แต่ประวัติศาสตร์ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่า พวกสาวกไม่ได้บ้า และ ไม่เพียงแต่สาวกในรุ่นแรกจะยอมตายเพื่อพระเยซูเท่านั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีคนตายเพื่อความเชื่อในพระเยซูคริสต์สูงถึง 40 ล้านคนทั่วโลก

3.เขาอ้างว่าการที่พระศพพระเยซูหายไปเพราะพระเยซูแกล้งตายต่อมาจึงหลบหนีไป

คำตอบของคริสเตียน - เป็นไปไม่ได้ ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์บันทึกอย่างชัดเจนว่า หลังจากพระเยซูตาย ทหารได้เอาหอกมาแทงสีข้าง และน้ำกับเลือดก็ไหลออกมา ซึ่งวงการแพทย์ก็รู้ดีว่า ถ้ามีลักษณะเช่นนี้แสดงว่าตายแน่แน่ และอีกอย่างพระเยซูรับการทรมาณอย่างมากบนไม้กางเขน ถ้าแกล้งตายจะมีแรงเปิดปากอุโมงค์และต่อสู้ทหาร 20-30 คนได้อย่างไร?(พระเยซูถูกฝังไว้ในอุโมงค์ฝังศพ และมีพวกทหารมาเฝ้า 1 กอง เพราะพวกศัตรูกลัวว่า พวกสาวกจะมาขโมยศพไป แล้วมาอ้างว่าพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากตาย)

4.เขาอ้างว่าการที่พระศพของพระเยซูหายไปเพราะคนอื่นขโมยไป

คำตอบของคริสเตียน - เป็นไปไม่ได้ ไม่มีแรงจูงใจอะไรที่คนไม่เกี่ยวข้องจะทำเช่นนั้น และต้องเสี่ยงอันตรายด้วย

5.เขาอ้างว่าการที่พระศพของพระเยซูหายไปเพราะพวกทหารเฝ้าอุโมงค์ขโมยไปเอง

คำตอบของคริสเตียน - เป็นไปไม่ได้เพราะการที่ทหารจะทำอย่างนั้น เขาต้องพร้อมใจกันทำทั้งหมด(มีทหารเฝ้าอุโมงค์ฝังศพ 20-30 คน) และต้องเสี่ยงกับกฏหมายที่มีบทลงโทษอย่างรุนแรง และที่สำคัญไม่มีแรงจูงใจอะไรในการที่ทหารจะทำเช่นนั้น

6.เขาอ้างว่าพระเยซูคริสต์ที่พวกสาวกหลายร้อยคนเห็นพร้อมกันนั้นเป็นภาพลวงตา

คำตอบของคริสเตียน - วงการแพทย์บอกอย่างชัดเจนว่า คนเราอาจเห็นภาพลวงตาได้ แต่ไม่มีใครเห็นภาพลวงตาที่เหมือนกันได้เลย นั่นแสดงว่าข้ออ้างนี้เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ถ้าเช่นนั้นจะมีคำอธิบายอะไรได้อีกว่า พระศพของพระเยซูคริสต์หายไปไหน?พระเยซูคริสต์ที่หลายร้อยคนเห็นพร้อมกันนั้นคืออะไรกันแน่? นอกจากจะอธิบายได้เพียงอย่างเดียวว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วจริงๆ

นอกจากข้อพิสูจน์ข้างต้นนี้แล้ว พวกเราคริสเตียนยังมีข้อมูลอีกมากเกี่ยวกับ การเป็นขึ้นมาจากความตาย ซึ่งท่านผู้อ่านที่รักสามารถไปหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ศึกษาเพิ่มเติมได้ในคริสตจักรที่ใกล้บ้านท่าน แต่ผมเชื่อว่าตามเหตุผลข้างต้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ท่านสามารถตัดสินใจว่าเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์นี้เป็นเรื่องจริง และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านมั่นใจได้เลยว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากตายและยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้และตลอดไปเป็นนิตย์นั่นก็คือ ไม่ว่าข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของพระองค์ไปที่ไหน ความหวังใหม่ การเปลี่ยนแปลงใหม่ ชีวิตใหม่ก็เกิดที่นั่น คนที่ชั่วช้ารับการเปลี่ยนแปลง คนที่สิ้นหวังได้รับพลัง คนที่ท้อถอยได้กำลังใจ คนที่กลัวตายกลับกล้าเผชิญกับความตายได้อย่างกล้าหาญ เพราะข่าวเรื่องความรอดของพระองค์.....เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะรอช้าอยู่ทำไม ขอเชิญท่านตัดสินใจเถิด

Click Here

คำพยานของผู้เขียน

ผมเป็นคนไทยเชื้อชาติจีน เป็นคนโคราช เป็นเถ้าแก่ร้านอาหาร ผมติดเหล้ามากและสูบบุหรี่จัด แต่นั่นก็ไม่เลวร้ายเท่ากับสันดานชั่วที่มีอยู่ในตัว ผมมักจะทะเลาะกับเพื่อนบ้าน มักจะต่อว่าคุณพ่อคุณแม่ของตนเอง มีวันหนึ่งผมเมาเหล้าทะเลาะกับเพื่อนบ้านจนถึงขั้นจะฆ่ากันตาย คุณแม่ผมตัวสั่นจับผมมานั่งที่โซฟาร์ และพูดพร้อมกับร้องไห้ว่า "มึงจะฆ่าแม่เหรอ..แม่ขอเถอะ..." ผมเสียใจมากและเข้าไปในห้องร้องไห้และคว้าแม่โขง 1 แบนมากรอกปาก เพียง 3 นาทีก็หมดแบน ห้องหมุนไปหมด ก่อนที่ผมกำลังจะหมดสติเพราะฤทธิ์ของเหล้า ผมร้องไห้มองเพดานและพูดว่า "ถ้าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าจริง มีอยู่จริง ช่วยผมได้จริง ช่วยผมด้วยเถิด...ผมคนบาปหนา..."แล้วผมก็หลับไปเพราะฤทธิ์เหล้า ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เกือบเที่ยง ผมก็เริ่มด่าคนงานเหมือนเดิม(เพราะการได้ด่าคนทำให้ผมรู้สึกว่ามีอำนาจ) แต่วันนั้นเมื่อผมด่าคนงาน ในใจผมมีสิ่งปกติบางอย่างได้เกิดขึ้นก็คือ ผมรู้สึกผิด ......ไม่รอช้าผมจึงไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งที่มาจากฮ่องกง ชื่อ อาจารย์ หยาง เจียง เซิง เมื่อเจออาจารย์ผมถามก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้อาจารย์ฟังและถามอาจารย์ว่า "ทำไมเมื่อวานด่าคนยังรู้สึกเฉยๆ แต่วันนี้ด่าคนแล้วรู้สึกผิด" อาจารย?ยิ้มนิดๆแล้วถามผมว่า "ถ้าคุณนอนอยู่ที่พื้น ผมยกมอเตอร์ไซค์มาทับ คุณหนักไหม?".... "หนักซิ"ผมตอบ.... "ทำไมถึงหนัก?"...ผมตอบว่า "อ้าวก็เหล็กทั้งคันมาทับไม่หนักได้อย่างไรกัน?" .... "ตอบผิดตอบใหม่"อาจารย์พูด..... "ยอมครับตอบไม่ได้หรอก" แล้วอาจารย์ก็บอกผมว่า "คุณฟังดีดีน่ะ การที่คุณนอนอยู่ที่พื้นแล้วผมเอามอเตอร์ไซค์มาทับคุณรู้สึกหนัก ก็เพราะว่าคุณยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าคุณเป็นซากศพนอนอยู่ที่นี่ ต่อให้ผมเอารถ 10 ล้อมาทับคุณก็ไม่มีทางหนักแน่" แล้วอาจารย์ก็เปิดข้อพระคัมภีร์ให้ผมดู ข้อนั้นอยู่ในพระธรรมเอเฟซัส 2.1 ที่บันทึกไว้ว่า "พระเจ้าทรงทำให้ท่านมีชีวิต แม้ว่าท่านตายแล้วในการบาป"....แล้วอาจารย์ก็ถามผมว่า "แต่ก่อนคุณเล่นไพ่ เที่ยวผู้หญิง เล่นหวย นินทา ทำพ่อแม่เสียใจ ด่าพ่อด่าแม่ กินเหล้าเมายา ทะเลาะวิวาท ลามก อิจฉาริษยา ฯลฯ คุณรู้สึกผิดไหม?"... "ไม่รู้สึกผิดครับ"ผมตอบ แล้วอาจารย์ก็บอกผมว่า "การที่คุณแต่ก่อนทำบาปรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้สึกผิดก็เพราะว่าคุณได้ตายแล้วในความบาป แต่เมื่อวานนี้เมื่อคุณต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในใจ พระองค์ได้ประทานชีวิตใหม่ให้แก่คุณแล้ว ตอนนี้ไม่ต้องเอารถมอเตอร์ไซค์มาทับคุณถึงจะรู้สึกหรอก แค่เอาก้อนกรวดเล็กๆปาหัวคุณก็รู้สึกแล้ว ตอนนี้ขอให้คุณเลี้ยงดูชีวิตใหม่ของคุณให้ดี"

ปัจจุบันนี้ชีวิตของผมอาจจะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่พระเยซูคริสต์กำลังสร้างผมขึ้นมาใหม่ ผมมีชีวิตใหม่แล้ว ผมมีศักยภาพที่จะไม่ทำบาปได้แล้ว และสิ่งที่ผมดีใจที่สุดก็คือ ผมไม่กลัวความตายและการพิพากษาอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าวันนี้ผมมั่นใจ 1,000,000 % เลยว่า วันนี้ถ้าผมจากโลกนี้ไป ผมจะได้ไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้าผู้ทรงรักผม จนได้ประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อรับโทษบาปแทนผม

Click Here

ท่านมีอิสระในการเลือก

ท่านผู้อ่านที่รักครับ เวลานี้ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความผิดบาปมากมายซ่อนอยู่ในชีวิตใช่ไหม?.....บัดนี้ท่านได้รู้แล้วว่า โลกนี้มีพระเจ้าเป็นผู้สร้าง พระองค์เป็นผู้สร้างท่าน พระองค์ทรงมีกฏเกณฑ์ให้แก่ท่าน พระองค์ไม่ทรงบังคับท่านต้องทำตามกฏเกณฑ์ แต่ท่านมีอิสระที่จะตัดสินในได้เอง และท่านก็ทราบดีอยู่แก่ใจว่า ท่านใช้อิสระที่มีอยู่ในตัวในทางที่ผิด นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ท่านต้องพบกับการพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้า แต่ด้วยความรักในท่าน พระเจ้าจึงได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก มาตายบนไม้กางเขนเพื่อรับโทษความผิดบาปแทนท่าน และวันที่ 3 พระองค์ก็ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงเสด็จขึ้น และบัดนี้พระองค์ทรงพร้อมแล้วที่จะประทานความรอดให้แก่ท่าน มีสิ่งหนึ่งที่พระองค์จะไม่ทำแม้พระองค์จะทรงทำได้ นั่นก็คือ บังคับท่านให้ยอมรับการรับโทษบาปแทนของพระองค์ แต่พระองค์ให้ท่านมีอิสระที่จะเลือก...บัดนี้ขอท่านใช้อิสระในการเลือกที่มีอยู่ภายในท่านอีกครั้งหนึ่ง อย่าลืมว่า การตัดสินใจของท่านในเวลานี้มีผลต่อชีวิตของท่านไม่ว่าในโลกนี้หรือชีวิตหลังความตาย

ถ้าท่านปรารถนาที่จะต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่าน ขอให้ท่านพูดจากใจจริงของท่านเดี๋ยวนี้เถิดว่า "พระเยซูคริสต์ ข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป และสมควรแก่การลงโทษ บัดนี้ข้าพระองค์ขอพูดจากใจจริงของข้าพระองค์ว่า โปรดยกโทษความผิดบาปที่ข้าพระองค์ได้ทำมาด้วยเถิด และขอเข้ามาในใจของข้าพระองค์ ขอเปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพระองค์ให้ดีงามและเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์ขออธิษฐานในพระนามของพระเยซูคริสต์ อาเมน"

ถ้าท่านพูดด้วยใจจริงตามข้างต้นนี้แล้ว ขอให้ท่านมั่นใจเถิดว่า พระเยซูได้ทรงยกโทษความผิดบาปให้แก่ท่านแล้วอย่างสิ้นเชิง และท่านก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษอีกต่อไป

Click Here

ทำไมเราจึงมั่นใจได้ว่าบาปเราได้รับการยกโทษแล้ว

ถ้าผมบอกคุณว่า "ถ้าคุณมาอยู่กับผม ผมจะเลี้ยงดูคุณตลอดชีวิตโดยที่คุณไม่ต้องกังวลเลย"..คุณจะเชื่อผมไหม?...ไม่มีทางเด็ดขาด แต่ถ้าผู้พูดประโยคนี้ไม่ใช่ผมแต่เป็นในหลวงล่ะ?.....แน่นอนคุณมั่นใจและเชื่อใจในคำตรัสของพระองค์ท่าน 100 % .....

เช่นเดียวกันเมื่อคุณได้ถ่อมใจยอมรับว่าเป็นคนบาปและยอมที่จะพึ่งในพระเยซูคริสต์แล้ว พระเจ้าผู้ที่ทรงสร้างจักรวาลได้ตรัสว่า "ผู้ใดสารภาพความผิดบาป ถ่อมใจมาหาเราและขอให้เรายกโทษให้ เราจะยกโทษให้แก่เขาในความผิดบาปที่เขาได้กระทำมาทั้งสิ้น และยิ่งกว่านั้นเราจะให้สิทธิ์เขาเป็นบุตร(บุตรบุญธรรม)ของเราด้วย" (1 ยอห์น 1.9 , ยอห์น 1.12)....... ซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสนั้นเป็นสิ่งที่จริงแท้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอนเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง พระองค์จะไม่มุสาเลย

เมื่อคุณสารภาพบาปและหันมาพึ่งในพระเยซูคริสต์นั้น คุณอาจจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกอะไรเลยเกี่ยวกับการอภัยโทษความผิดบาปก็ได้ ซึ่งความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า ขอให้คุณทราบเถิดว่า ความรู้สึกจะมีหรือไม่มีก็ไม่สามารถลบล้างความจริงได้ เหมือนกับถ้าผมถามคุณว่า คุณรู้สึกถึงการวิ่งของเลือดในร่างกายคุณไหม?...ไม่มีทางรู้สึกแน่..แต่ไม่รู้สึกเลือดยังวิ่งอยู่ไหม?....วิ่ง...เพราะฉะนั้นถึงแม้จะไม่มีความรู้สึกความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่ดีคือ เลือดของคุณกำลังวิ่งอยู่ ..เช่นเดียวกันเมื่อพระเจ้าตรัสว่า ถ้าคุณสารภาพบาปพระองค์จะยกโทษให้ ถึงแม้คุณจะไม่รู้สึกเลย แต่ความจริงก้คือความจริงคือพระเจ้าทรงยกโทษให้แก่คุณแล้ว

Click Here

เป็นคริสเตียนแล้วยังทำบาปจะรอดไหม?

พระคัมภีร์ได้บอกอย่างชัดเจนว่า "คนที่เชื่อและได้รับความรอดจากพระเจ้านั้น ไม่ใช่อาศัยการกระทำดีแต่อาศัยพระคุณความรอดของพระเจ้าที่ประทานให้แก่เขา"(เอเฟซัส 2.8-9)และยังได้บอกอีกว่า"คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์และ ต้อนรับในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าจะทรงประทานสิทธิ์ในการเป็นบุตรของพระองค์ให้แก่เขา"(ยอห์น 1.12) นั่นก็หมายความว่าเขาได้เป็นลูกของเจ้าของสวรรค์แล้ว... ถ้ามีคนที่ผมไม่รู้จักมาขอนอนบ้านผมโดยอ้างว่าเขาเป็นคนดีที่สุดในโลก ผมไม่มีทางให้นอนอย่างเด้ดขาด แตคนที่เป็นลูกของผมนั้นถึงแม้จะดื้อและโดนตีเป็นประจำ ผมก็ยังให้มันนอนบ้านผมอยู่ดี เช่นเดียวกัน..ถ้าคุณได้เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว คุณก็มีสิทธิ์เป็นลูกเจ้าของสวรรค์ แน่นอนเมื่อคุณจากโลกนี้ไปก็มีสิทธิ์นอนสวรรค์แน่ เพราะคุณได้รับการยกโทษบาปและเป็นลูกของเจ้าของสวรรค์แล้ว ถึงแม้คนคนนั้นอาจจะบกพร่องและทำผิดบาป แต่เขายังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์อยู่ดี เพราะเหตุที่ว่าเขาอาศัยพระคุณความรอดของพระเจ้าที่ประทานให้แก่เขาเมื่อเขาเชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาไม่ได้อาศัยการทำดีในการขึ้นสวรรค์ แต่อาศัยสิทธิ์ในการเป็นลูกของพระเจ้า

แต่อาจจะมีบางคนถามว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ทำชั่วสบายซิ เพราะยังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์อยู่ดี" คนที่คิดอย่างนี้นั่นแสดงว่า เขายังไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง(คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริงจะไม่คิดเช่นนี้) และอีกอย่างพระคัมภีร์ได้บอกอย่างชัดเจนว่า "เมื่อพระเจ้ารับใครเป็นบุตร พระองค์จะทรงตีสอนเขาเพื่อปรับปรุงให้เขาดีขึ้น"(ฮีบรู 12.5-11)

คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์นั้น แต่ก่อนเขาอยู่ภายใต้กฏหมาย ซึ่งเมื่อเขาทำผิดก็ต้องว่าไปตามกฏหมาย ไม่มีคำว่า "อภัย" แต่เมื่อเขาเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ย้ายเขาเข้ามาอยู่ในกฏอีกกฏหนึ่งนั่นก็คือ "กฏครอบครัว" ซึ่งเมื่อเขาทำผิด เขาจะถูกตี แต่จะมีการให้อภัย(พระธรรมโรม 8.1-2) เหมือนกับมีขโมยมาขโมยเงินคุณ 5 ล้านบาท พอตำรวจจับได้คุณก็ให้ตำรวจว่าไปตามกฏหมาย ถึงแม้โจรคนนั้นจะอ้อนวอนอย่างไร คุณก็ไม่มีทางยกโทษให้เขาแน่ แต่ถ้าลูกคุณขโมยเงิน 5 ล้านบาทเช่นกัน เมื่อคุณจับได้ เขาขอโทษคุณ คุณไม่มีทางจับลูกติดคุกแน่(ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่มีสติดี) กับโจรคุณใช้ กฏหมายที่ยุติธรรม แต่กับลูกคุณใช้ กฏครอบครัว(ผมขอให้คุณใช้เวลาลองคิดความจริงในเรื่องนี้ดู แล้วคุณจะเข้าใจได้ว่า คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถึงแม้เขาอาจจะพลาดพลั้งทำผิดบาป แต่เพราะเขาถูกย้ายมาในกฏครอบครัวแล้ว ดังนั้น เขารอดจากการพิพากษาแน่นอน)

Click Here

รู้ได้อย่างไรว่าฉันมีชีวิตใหม่แล้ว

ถ้าคนคนหนึ่งได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ด้วยใจจริงแล้ว ข้างนอกของเขาถึงแม้จะเหมือนเดิม แต่ภายในเริ่มเปลี่ยนใหม่แล้ว 3 ประการข้างล่างนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนต่อคนเหล่านั้นที่เชื่อในพระเยซูคริสต์

1.หลักในการดำเนินชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป - แต่ก่อนเมื่อยังไม่เชื่อ เขาจะทำตามที่ตนเองเห็นชอบ โดยไม่แคร์ใคร ถูกผิดขึ้นอยู่กับความคิดและมาตรฐานของตัวเอง แต่เมื่อเขาได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ลึกๆภายในจิตใจของเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาเริ่มที่อยากจะทำตามที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ เขาเริ่มที่จะยอมเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าและเอาพระคำของพระเจ้ามาเป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิต และเริ่มที่อยากจะเรียนรู้ว่า พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เขาดำเนินชีวิตอย่างไร

2.การรู้สึกไวต่อบาป - เมื่อคนหนึ่งเชื่อพระเยซูแล้วพระเจ้าจะทรงประทานชีวิตใหม่ให้แก่เขา ชีวิตใหม่นี้เป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย เขาต้องรับการฝึกจากพระเจ้าเหมือนเด็กหัดเดิน(ตอนหัดเดินใหม่ๆก็ล้มลงเรื่อยๆ แต่ยิ่งมายิ่งดีและสุดท้ายจะเดินได้) เขาอาจจะบกพร่องหรือกระทำผิดบาป แต่ชีวิตใหม่ที่อยู่ในตัวของเขาจะทำงานคือเตือนเขาให้สำนึกถึงความผิดบาปและรีบแก้ไขในความผิดบาปนั้นโดยเร็วและเขาก็จะขอโทษพระเจ้าและปรับปรุงแก้ไขชีวิตของตนให้ดีงามตามพระวจนะของพระเจ้า(พระคริสต์ธรรมคัมภีร์)คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์นั้นเขาจะมีศักยภาพของชีวิตใหม่และถ้าหากเขาเลี้ยงดูชีวิตใหม่ให้ปกติ ชีวิตของเขาก็จะยิ่งมายิ่งเหมือนกับพระเยซูคริสต์(ไม่ใช่เป็นพระเยซูคริสต์)

3.คนรอบข้างของเขาจะเริ่มสังเกตเห็น - นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายความเชื่อของเขา เมื่อคนหนึ่งเชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาจะต้องมาถึงจุดที่ประกาศตัวเองว่า เขาเป็นคริสเตียน (ซึ่งการประกาศตัวเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเป็นสิ่งน่าอายเลย เพราะว่านี่คือความจริง พระคัมภีร์เรียกคนที่กล้ายอมรับว่าตัวเองเป็นคริสเตียนว่า "คนกล้า" เพราะเขายอมรับในสิ่งที่จริงแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แต่พระคัมภีร์เรียกคนเหล่านั้นที่รู้ว่าอะไรจริงแล้ว มั่นใจแล้ว แต่ไม่กล้ายอมรับ กลัวคน กลัวโน่นกลัวนี่ว่า "คนขลาด" ) และถ้าคนคนนั้นเชื่อในพระเยซูคริสต์จริง ชีวิตของเขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตของเขาจะมีอิทธิพลต่อทุกคนที่อยู่รอบข้างเขาอย่างแน่นอน

Click Here

สิ่งที่ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ควรจะทำ

ถ้าคุณได้เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้วมี 3 อย่างที่คุณควรจะทำ

1.การอธิษฐาน - ไม่ใช่การสวดมนต์หรือพูดซ้ำๆซากๆ แต่เป็นการพูดคุยกับพระเจ้า เหมือนลูกคุยกับพ่อ คริสเตียนจะขึ้นต้นคำอธิษฐานด้วยคำว่า "พระบิดาเจ้า" และลงท้ายด้วยคำว่า "ขอในนามพระเยซูคริสต์อาเมน" ส่วนเนื้อความตรงกลาง เราก้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละครั้ง การเริ่มต้นคำอธิษฐานว่า พระบิดาเจ้า ก็เพราะเรารู้ว่า เราไม่ได้พูดลอยๆ แต่พระเจ้าทรงฟังเราแน่นอน การจบลงด้วยคำว่า ขอในนามพระเยซูคริสต์ หมายความว่า เราเป็นคนบาปไม่มีสิทธิ์คุยกับพระเจ้า แต่เพราะพระคุณของพระเยซูคริสต์ เราจึงกล้าทูลหรือพูดกับพระเจ้าได้ ส่วนคำว่า อาเมน หมายความว่า เราไม่ได้ใช้แค่ปากพูด แต่เราใช้ใจพูดและพูดด้วยความจริง

2.การอ่านพระคัมภีร์ - คุณสามารถที่จะติดต่อคริสตจักรใกล้บ้าน หรือพี่น้องคริสเตียนได้ ผมเชื่อแน่ว่าพี่น้องคริสเตียนทุกแห่งยินดีที่จะจัดหาและสอนให้คุณรูจักหลักและวิธีในการอ่านพระคัมภีร์อย่างแน่นอน

3.การไปเข้าร่วมประชุมกับพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักร - ที่นั่นคุณจะได้รับการต้อนรับและเลี้ยงดูชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ได้รับคำหนุนใจ กำลังใจในการดำเนินชีวิตตามหลักแห่งพระวจนะของพระเจ้า

ถ้าคุณได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว ผมขอแสดงความยินดีกับคุณด้วยใจจริง ในหนังสือเล่มนี้เราคงมีเนื้อที่ไม่พอที่จะพูดถึงรายละเอียดอื่นๆได้อีก แต่ถ้าคุณต้องการศึกษาเพิ่มเติม ขอเชิญติดต่อได้ที่คริสตจักรใกล้บ้านของคุณ

สุดท้ายนี้ขอให้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ทรงให้คุณมั่นใจในความรอดและเติบโตในความเชื่อตลอดไปClick Here