ปัญหาของเพลงแห่งชีวิตคริสเตียน และ เพลงไทยนมัสการ

โดย…บรรพต เวชกามา (banpote1947@gmail.com)

ผมได้รับบทความจาก คุณ บรรพต เวชกามา ได้พูดเกี่ยวกับปัญหาของเพลงแห่งชีวิตคริสเตียน และ เพลงไทยนมัสการ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ จึงได้นำเสนอให้พี่น้องคริสเตียน ได้ทราบทั่วกัน หากมีความคิดเห็นใด ๆ สามารถติดต่อคุณ บรรพตโดยตรง ตามอีเมลล์ด้านบน หรือ ติดต่อมาที่ chin@christianthai.net หรือ


เมื่อมีการนมัสการพระเจ้า (ไม่ว่าจะนมัสการในโบสถ์วิหาร ที่คริสเตียนมักจะเรียกผิดๆว่า "คริสตจักร" หรือนมัสการที่หอประชุม หรือที่ใดก็ตาม) คริสเตียนจะต้องเพลงเพื่อ สรรเสริญยกย่องพระเจ้า ปลอบประโลมใจ และให้กำลังใจ (คริสเตียนจะใช้ว่า "หนุนใจ" ซึ่งเป็นคำที่คนไทยทั่วไปไม่ใช้ และไม่รู้จัก) ตนเอง ให้กำลังใจผู้อื่น เพื่อจะได้เข้มแข็งขึ้นในพระคุณของพระเจ้า และยังมีจุดประสงค์หนึ่ง (ที่ซ่อนอยู่) คือต้องการให้คนทั่วไปเข้าใจว่ากำลังร้องเพลงนั้นเพื่อสื่อความหมายว่าอย่างไร (จุดประสงค์นี้ล้มเหลวตั้งแต่แรก เพราะเพลงเพี้ยน ไม่เป็นภาษา ไม่เป็นที่เข้าใจของคนทั่วไป) การร้องเพลงนั้น จะให้ความไพเราะทั้งทาง วรรณศิลป์ และ คีตศิลป์ ถ้าเป็นทำนองเพลงที่คุ้นเคย ก็จะทำให้ประทับใจและมีความซาบซึ้งในเพลงนั้นได้โดยง่ายด้วย แต่ถ้าเป็นเพลงที่ไม่คุ้นเคย ก็จะทำให้ไม่ค่อยประทับใจ และการฝึกฝนในการร้องก็จะยุ่งยากและใช้เวลามากขึ้น (เหมือนกับเพลงที่แปลมาจากเพลงสวด (Hymnal) ของคริสตจักรตะวันตก)
ในการร้องเพลงของคริสเตียนนั้นมักจะร้องเพลงที่แปลมาจากเพลง เพลงสวด (Hymnal) ของคริสตจักรตะวันตก เพลงที่แปลเหล่านั้น จะมีโน้ตของเพลงอยู่ เมื่อแปลมาเป็นภาษาไทย (ที่ไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษที่ไม่มีวรรณยุกต์) ที่มีวรรณยุกต์ จึงทำให้โน้ตทับกับวรรณยุกต์ และทำให้เกิดการเพี้ยน และทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่มีความหมายอะไรเลย
เพลงที่คริสเตียนใช้ร้องกันอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงจากหนังสือ "เพลงแห่งชีวิตคริสเตียน" และ "เพลงไทยนมัสการ" เพลงจากหนังสือทั้งสองเล่มนี้อาจจะแปลมาจากเพลงในภาษาอังกฤษเพลงเดียวกัน แต่อาจมีสองสำนวนการแปล และทั้งสองสำนวนนั้น มีปัญหาไม่แตกต่างกัน คือแปลตรงตัว และใช้ภาษาที่เป็นราชาศัพท์ที่ผิดฝาผิดตัว เช่น "นางมารีย์ประสูติ พระเยซู" นางมารีย์จะประสูติพระเยซูได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่ได้เป็นนางกษัตริย์หรือพระราชินีมาจากไหน นางเป็นชาวบ้านธรรมดา และคลอดบุตรก็คลอดที่รางหญ้า จะประสูติได้อย่างไร ปัญหาของการใช้ราชาศัพท์ และภาษาสูงนั้น ทำให้ไม่สื่อความหมายกับคนทั่วไป คนทั่วๆไป (ที่มีการศึกษาน้อย) อ่านแล้ว หรือร้องแล้วไม่เข้าใจ และยิ่งเพลงเหล่านั้น เพี้ยนเสียงยิ่งทำให้ฟังแล้วไม่เข้าใจกันไปใหญ่ เมื่อร้องแล้ว ไม่รู้ว่าร้องว่าอย่างไร และร้องอะไร ผมเคยถามเพื่อนที่ไม่เป็นคริสเตียนว่า "คุณเข้าใจไหม เวลาพวกเราร้องเพลง" เขาบอกว่า "ก็เพลงสวดนี่ จะต้องเข้าใจทำไมล่ะ ก็เหมือนกับพระสวดมนต์นั่นแหละ ท่านสวดเป็นภาษาบาลี ไม่ต้องเข้าใจก็ได้"
ความประสงค์ของพระเจ้านั้น พระองค์ต้องการการสื่อความหมาย ต้องการการเข้าใจมากกว่าที่จะให้ทำเป็นพิธีกรรมที่ปราศจากความหมาย (เหมือนที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้) ดังนั้นการแปลเพลงแบบคำต่อคำ รักษาถ้อยคำของเพลงภาษาอังกฤษไว้ จึงทำให้เพลงนั้นเพี้ยน และไม่สื่อความหมายกับคนทั้งคนร้อง และคนทั่วไป อยากจะยกตัวอย่างเพลงคริสต์มาสเพลงหนึ่งที่คนรู้จักกันดีคือ เพลง "ยามราตรี ศรีหรรษา" (Silent Night Holy Night) เมื่อร้อง (ตามโน้ต) แล้วจะเป็นดังนี้
1. "หยาม รา ตรี่ ศรี หั้น ส่า มี รา ฉ่า มา ปร้า สูติ จาก ซาว โพร้ม มะ จา รี บ้อ รี่ สูด เป็น กู ม้าน นา ร้าก ที่ สูด มา เพื่อ ช้วย ชาว โหล่ ก๊า หม่า เผื่อ ชวย ชาว โล ก่า"
2. "หยาม รา ตรี แสน ดี้ เหลิด พระ เย สู่ ผู ปร้า เสริฐ เป็น พรา จ้าว ซา เด็ด ลง มา บั้ง เกิด ทูด ซา หวัน ซัน เสริญ ชู เฉิด พรอ ผู้ ไท้ ได้ บัง เกิ๊ด พร่อ ผู่ ไท ดาย บัง เกิด"
3. "หยาม รา ตรี่ ศรี ซ่ำ หร่าน เมด ซ่า บาน พา กั้น ไป่ เฝา กู มาน ที่ มู บาน เบธ เล เฮ็ม เฮม เฮน พรา อ๊ง ทรง ซูก ก้า เส่ม บัน ทม ยู ใน ราง หญา บั่น ถ่ม อยู ใน ราง หญ่า"
4. "หยาม รา ตรี่ ศรี ซ่า หง่า เป็น เว หล่า เรา รอด บาป พรอ พรา เย ซู ชวย พน คำ แช่ง สาป ซม ควร ซัน เซิน โม ท่า น่า เรา จึง กร้าบ หว่าย บู่ ฉา เหร่า จึ่ง กร้าบ วาย บู ฉ่า"
นี่คือปัญหาของการแปล และปัญหาของภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์ ทั้งโน้ต และภาษาไม่เข้ากัน จึงทำให้เพลงเพี้ยน วรรณยุกต์เปลี่ยนแปรไปหมด "ยาม" ก็มีโน้ตสองตัวเอื้อน เมื่อร้องจึงกลายเป็น "หยาม" คำก็เปลี่ยนไป และความหมายก็หายไป "ราตรี" เป็นวรรณยุกต์สามัญทั้งสองคำ แต่เมื่อร้องโน้ตบังคับให้เป็นวรรณยุกต์เอก จึงกลายเป็น "ราตรี่" ไป เพลงนี้ ฝ่ายคาทอลิกก็แปลเช่นกัน มีการเพี้ยนเหมือนกัน แต่เพี้ยนน้อยกว่าที่คริสเตียนแปล แต่คาทอลิกก็ยังอยู่ในปัญหาเดียวกับคริสเตียน คือใช้ภาษาสูง เป็นราชาศัพท์ หรือภาษาหนังสือ ภาษาฮีบรู (อัล เลลูยา) ซึ่งไม่สื่อความหมายกับคนทั่วไปในชื่อเพลง "คืนนั้นเงียบสนิท" ดังนี้
1. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ซับ พะสิ่ง ซึงใส สงบ งาม นักหนา พระ มารดา และพระ บุตร กุ มาร น้อย แสน โส ภา บริสุทธิ์ นิทรา ในสันติ แห่ง สวรรค์ นินทรา ในสันติ นิรันดร์
2. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ชุม พา บ่าน ตืนใจผรั่น จาก ฟาก ฟ้า โรจนา ไหล หลั่ง หม่า ปวง เทวา ขับ รอง อัล เล ลูยา คริสต์ กุ มาร บัง เกิดมาแล้ว เพื่อ ไถ่ โลกรอด และ ปลอดภัย
3. คืน นั้น เงียบ สนิท คืน นั้น ศักดิ์ สิทธิ์ ดา รา ทอง พราวแสงส่อง เชิญ เรา ซ้อง เพลง (คำขาดไป 2 คำ) ขาน ขับ พรอม เทวา แด่มหารา ชา อัลเลลูยา คริสต์ กุมาร บังเกิด มา แล้ว พระคริสต์ กุมาร บัง เกิด มา
หนทางแก้นั้น จะต้องไม่แปลแบบตรงตัว คำต่อคำ และไม่ใช้คำราชาศัพท์ หรือภาษาสูง ภาษาฮีบรู ซึ่งเป็นภาษาที่ไม่สื่อความหมายกับคนทั่วๆไป และจะต้องหาคำที่มีวรรณยุกต์ที่สอดคล้องกับโน้ต ดังนี้
1.คืนนั้น วันหนึ่ง มีพระ ผู้ไถ่ ทรงยิ่งใหญ่ ลงมาเกิด
จากมารีย์ พรหมจรรย์ ผู้บรรเจิด ทรงมาแล้ว ให้เรา มาทูนเทิด
เป็น องค์พระ ผู้หลุดพ้น ทรง อดทน ลงมาไถ่
2. จงรู้ ไว้เถิด ในครั้ง กาลก่อน ทารกอ่อน ลงมาเกิด
เป็นจริงแล้ว พระเยซู ผู้ประเสริฐ เราจึงร้อง เพลงชัย เพื่อชูเชิด
เราหลุดพ้น ความบาปหนา ใครพึ่งพา รอดจริงๆ
3. เชิญเข้า มาเถิด มาเพื่อ เข้าอยู่ มาเป็นหมู่ มามอบจิต
องค์พระคริสต์ ผู้ทรงฤทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ มาแซ่ซ้อง ยกยอ พระผู้ไถ่
ทรงเป็นแสง แห่งศรัทธา ทรงเมตตา คนใจบาป
4. เราทุก คนบาป มาสำ นึกผิด ยอมเข้าสู่ อาณาจักร
ทรงฟูมฟัก ด้วยใจภักดิ์ รักคนบาป เราจึงพร้อม ยอมพลี และก้มกราบ
ใจเรานี้ จึงสดใส มีสิทธิได้พ้นภัย

เมื่อเราฟังเพลงไทยทั่วๆไป จะเห็นว่าไม่มีการเพี้ยนเสียงเลย ทั้งนี้ เพราะนักแต่งเพลง และนักเรียบเรียงเสียงประสานทั้งหลายต่างก็ให้ความสำคัญของการสื่อความหมายเป็นหลัก ยึดเอาการสื่อความหมายเป็นหลัก เพราะเพลงนั้นๆถ้าเพี้ยน ความหมายก็จะไม่มีหรือหมดไป หรือสื่อความหมายเป็นอย่างอื่น เช่น "เฝ้าชิดสนิทพระเจ้า ยิ่งใกล้ ยิ่งดี" เมื่อร้องโน้ตก็จะบังคับให้ร้องว่า "ฟ้าว ชิด ซา นิด ผระ จาว หยิ่งไกล ยิ้งดี" แทนที่จะมีความหมายว่า "เฝ้าพระเจ้ายิงใกล้ยิ่งดี" กลับกลายเป็นว่า "ยิ่งไกลพระเจ้ายิ่งดี"
การจะแก้ไขไม่ให้เพลงเพี้ยนนั้น เราจะต้องรู้และเข้าใจก่อนว่า "เพลงแห่งชีวิตคริสเตียน" และ "เพลงไทยนมัสการ" มีปัญหาเพี้ยนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่สื่อความหมายกับคนร้อง และคนทั่วไปร้อยเปอร์เซ็นต์ และจะต้องมีจิตใจและความคิดอยากจะแก้ไข และยอมที่จะแก้ไข (เหมือนกับการเลิกเหล้า หรือยาเสพติด อันดับแรกเราจะต้องรู้ก่อนว่า เราติดเหล้า ติดยาเสพติด และอยากจะเลิก) การแก้ไขนั้นจะต้องไม่แปลเพลงแบบคำต่อคำ หรือแบบตรงตัว ผู้แก้ไขนั้นจะต้องรู้และเข้าใจโน้ตเพลง (ถ้าไม่รู้จักโน้ตเพลง จะต้องรู้จักวรรณยุกต์ในภาษาไทยเป็นอย่างดี เพราะวรรณยุกต์นั่นแหละคือโน้ต) และวรรณยุกต์ในภาษาไทยเป็นอย่างดี และจะต้องรู้ว่า ภาษาไทยนั้น มีคำเป็น (เสียยาว) และคำตาย (เสียงสั้น) มีวรรณยุกต์ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา (กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า) ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ และก็จะเหมือนกับเพลง "ฉันอยากรู้จักพระเจ้า" เป็น "ฉาน อยาก หรู่จั๊ก พราจาว" อยู่นั่นแหละ
ไม่ใช่เฉพาะ "เพลงแห่งชีวิตคริสเตียน" และ "เพลงไทยนมัสการ" เท่านั้น ที่เพี้ยน และไม่สื่อความหมายกับคนร้อง และคนทั่วไป "เพลงสั้น" ที่คริสเตียนในปัจจุบันนิยมนำมาร้อง ก็เพี้ยน และไม่สื่อความหมายเช่นกัน (รวมทั้งเพลงไทยไพเราะด้วย=จะกล่าวในรายละเอียดในตอนที่กล่าวถึงเพลงทำนองไทยเดิม) เพลงเหล่านี้น่าสงสารมาก เพราะเป็นเพลงสั้น ไม่มีอะไรมากนัก นอกจากบอกว่า "สรรเสริญพระเจ้า พระองค์ยิ่งใหญ่ ให้มาสรรเสริญพระองค์" แล้วก็ร้องกลับไปกลับมา ล้วนแต่เพี้ยนเสียง เพราะร้องตามโน้ต ที่ไม่สอดคล้องกับวรรณยุกต์ในภาษาไทย ถ้ายังมองไม่เห็น ก็ให้เข้าไปในเว็บต่างๆ ของคริสเตียนที่มีเพลงแห่งชีวิตคริสเตียน หรือเพลงสั้นต่างๆ จะเห็นว่า การเพี้ยนนั้นยังไม่ลดลงเลย ยังเพี้ยนอยู่เหมือนเดิม แสดงว่า คริสเตียนหูเพี้ยน นิยมการแปลเพลงฝรั่ง โดยไม่รู้จักการทำให้เพลงนั้นเข้ากันกับวรรณยุกต์ในภาษาไทย มีอยู่เว็บหนึ่งที่เน้น และชักชวนให้มีการแปลเพลง และส่งเสริมให้คริสตจักรใช้เพลงแปลสำนวนเดียวกันทั่วประเทศ (ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้เพี้ยน ถ้ายังแปลอยู่)
ข้าพเจ้าเห็นปัญหาว่าเพลงที่แปลมาจากเพลงฝรั่งเพี้ยนนานมาแล้ว เมื่อครั้งเรียนพระคัมภีร์ และได้มีการร้องเพลงประสานเสียงเป็นเพลงคริสต์มาสออกโทรทัศน์ (ขาวดำ) ในตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกรู้สมอะไร เพราะมีเนื้อเพลงอยู่ในมือ ข้าพเจ้าร้องเสียงเบส แต่เมื่อข้าพเจ้าออกมายืนฟังอยู่ข้างนอก ทำให้เห็นว่า เพลงเหล่านั้นเพี้ยน ไม่เป็นภาษาอะไรเลย นอกจากเป็นเสียงประสานดังก้องไป ข้าพเจ้าเองฟังไม่เข้าใจ แล้วคนอื่นๆที่ (ไม่เป็นคริสเตียน) จะเข้าใจได้อย่างไร (ทั้งๆที่จุดประสงค์ของเราก็ต้องการให้คนอื่นเข้าใจ และได้รู้เรื่องราวแห่งบารมีของพระเจ้า) ในตอนนั้นทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเวลาฝนตก เสียงอึ่งอ่าง เขียดโม่ เขียดจ่านา เขียดขาคำ หรีดหริ่ง เรไร และกบร้องเพลงประสานกัน เพลงคริสต์มาสประสานเสียงก็เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงเกิดความคิดว่า ทำไมคริสเตียนไม่ทำเพลงให้เป็นธรรมดา ร้องแล้วไม่เพี้ยน เมื่อนำความคิดนี้ไปเล่าให้ครู อาจารย์ (ทั้งที่เป็นคนไทยและฝรั่ง=มิชชั่นนารี) ฟัง ท่านก็บอกว่า "เพลงคริสเตียนเป็นเพลงพระเจ้า ส่วนเพลงทั่วไปเป็นเพลงชาวโลก เพลงคริสเตียนก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ" ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ได้แก่เก็บงำความคิดนี้ไว้ในใจ
เมื่อได้มารับใช้ในงานของพระเจ้าที่ภาคอีสาน กับชุมชนของพระเจ้าคณะหนึ่ง ก็ได้พยายามที่จะนำความคิดนี้มาใช้ และนำเสนอต่อบรรดาผู้นำคริสเตียน (หัวโบราณ) ที่นั่น เขาก็ไม่เห็นด้วย และได้รับการต่อต้าน หาว่าข้าพเจ้านำเพลงชาวโลกมาใช้ในชุมชนของพระเจ้า ไม่ยอมให้นำเพลงที่แต่งใหม่มาร้องในโบสถ์วิหารเมื่อมีการนมัสการ จะร้องได้เป็นเพลงพิเศษเท่านั้น และไม่ยอมให้ฟ้อนรำเมื่อมีเวลานมัสการพระเจ้าด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาอื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการ "หลุดพ้นโดยพระคุณพระเจ้า" จึงทำให้ข้าพเจ้าได้แยกตัวออกมาพร้อมกับเพื่อนๆ ที่เห็นด้วยกันจำนวนหนึ่ง และใช้เพลงใหม่ (New Songs) ใช้วิธีการสื่อความหมายบารมีของพระเจ้าแบบใหม่ ยอมให้พระเยซูเกิดใหม่ในวัฒนธรรมท้องถิ่น (Contextaulizetion=เป็นคริสเตียนโดยไม่ต้องใช้วัฒนธรรมของฝรั่งก็ได้ เหมือนกับในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ คนกรีก-โรมันเชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องใช้วัฒนธรรมยิวก็ได้) ตั้งแต่ปี 1975 มาจนกระทั่งปัจจุบัน เราไม่ได้ไปใช้ "เพลงสั้น" "เพลงแห่งชีวิตคริสเตียน" "เพลงไทยนมัสการ" (ที่ไม่สื่อความหมายเพราะเพี้ยน) เลย ขณะนี้เรามีเพลงทำนองไทยมากกว่า 200 เพลง ครบทุกหมวดหมู่ของบทเพลงแล้ว นอกจากนั้น ก็ยังมี "หมอลำ" ที่สื่อความหมายอย่างลึกซึ้งถึงจิตใจของคนอีสานอีกด้วย เพลงเหล่านี้มีทำนองคุ้นเคยกับคนไทยทั่วไปเป็นอย่างมาก เพราะได้ยินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงง่ายที่จะฝึกฝนและร้องตาม เมื่อร้องได้แล้วก็จะเกิดความประทับใจ ความไพเราะ เพราะเป็นเพลงที่อยู่ในเลือดเนื้อของตนเอง
อยากจะกระตุก กระตุ้น คริสเตียนทั้งหลาย ให้รู้ว่า "เพลงสั้น เพลงแห่งชีวิตคริสเตียน และเพลงไทยนมัสการ" ที่ร้องอยู่นั้นเพี้ยน ไม่สื่อความหมายกับตนเอง และผู้อื่น หยุดร้องได้แล้ว หรือถ้าจะร้อง (ทำนอง) ก็จะต้องทำใหม่ ใส่เนื้อร้องใหม่ โดยไม่ต้องแปล เพลงที่แปลไว้แล้วนั้น ก็ให้คริสเตียน (หัวโบราณ) ร้องต่อไป ส่วนเราผู้ที่เป็นคริสเตียน (หัวก้าวหน้า) ให้ทำบทเพลงใหม่ที่ไม่เพี้ยน ถ้าอยากนำทำนองเพลงที่ชอบมาร้อง ก็ให้ใส่เนื้อร้องใหม่ โดยไม่ต้องแปล และใส่เนื้อร้องให้ไม่เพี้ยนเหมือนกับเพลง O Holy Night ที่ข้าพเจ้าได้พยายามทำให้ไม่เพี้ยนดังนี้เนื้อเพลง
เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ
O holy night

1. สถิต อยู่ แดนไกล องค์พระ ผู้ไถ่ ชาวโลกา
พระองค์ เมตตา จึง ได้ทรง ลงมาเกิด
เพื่อ ช่วย คนเรา ทิ้งชี-วิตเก่า อันเหงาใจ
จะ สุข สดใส ได้ มีชัย เหนือความบาป
เพียงยอม ก้มกราบ กรรมเวร หลุดหาย ได้ทันที
ทรงมา ใช้หนี้ บาปเรา ไม่เหลือ อีกเลย
* เรา จึงบูชา วันทา ก้มกราบ องค์เยซู
ป่าวร้อง ให้โลกรู้ พระองค์ เกิดแล้ว นานมา
เพื่อชี้ ช่องทาง นิพพาน ให้คน ทุกคน
2. โปรด อย่ากังวล ชีวิต หมองหม่น จะหายไป
พระผู้ยิ่งใหญ่ ให้มีชัย เหนือความบาป
สุข อยู่ที่ใจ มีชีวิตใหม่ ในพระคุณ
ไม่มี เสื่อมสูญ ผู้เกื้อกูล ทรงยิ่งใหญ่
ใครมา เข้าอยู่ ในทรวง แห่งพระบิดา
ความดี ไหลบ่า เมตตา ท่วมท้น จิตใจ (ไปที่ *)
3. ไถ่ บาป คนเรา ทุกๆพงศ์เผ่า คลายเหงาใจ
ได้ชีวิตใหม่ หาก มอบใจ ให้พระเจ้า
เชื่อ พึ่ง วางใจ ในพระผู้ไถ่ หลุดพ้นกรรม
มีความสุขล้ำ ผู้ทรงธรรม ให้พ้นผิด
เราจึง มอบจิต ขอบคุณ ผู้รัก เปี่ยมล้นใจ
อันความ หมองไหม้ จะคลาย ห่างหาย จากเรา (ไปที่ *)

เราสามารถทำได้ (ดังตัวอย่าง) แต่คนที่ทำจะต้อง มีความรู้ ความช่ำชอง ความเชี่ยวชาญในเรื่องภาษาไทย (แต่ง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนเป็น) และมีความร่ำรวยคำ เข้าใจในพระคำของพระเจ้า เข้าใจหลักคุณศาสตร์หรือหลักเทววิทยา (คริสเตียนทั่วไปใช้ว่า "หลักศาสนาศาสตร์") ถ้าไม่เช่นนั้น เพลงก็จะออกมาแบบบางเบา ไม่มีความลึกซึ้งอะไร เหมือนกับเพลงสั้นที่ร้องๆกันอยู่ ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่คริสเตียนไทยจะแต่งเพลง ประพันธ์เพลงร้องเพลงที่เป็นไท (ที่ไม่เป็นอาณานิคมของคริสตจักรตะวันตก) ซึ่งเป็นของตนเอง ไม่ต้องแปลเพลง (ถ้าจำเป็นต้องแปลจริงๆ จะต้องไม่ให้เพี้ยน) ควรจดจำไว้อย่างหนึ่งว่า ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ ถ้าเพี้ยนเสียง ความหมายก็จะเปลี่ยนไป หรือไม่มีความหมายอะไรเลย เราจะร้องเพลงที่เพี้ยนเสียงไปถึงไหน หยุดคิด และยอมรับความจริงเถิดว่า เพลงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เพี้ยน ต่อไปนี้ "เพลงสรรเสริญพระเจ้า" ในชุมชนของพระเจ้าชาวไทย จะต้องไม่เพี้ยน จะต้องเป็นเพลงที่สื่อความหมายกับตนเอง และคนทั่วๆไป
ถ้าใครก็ตามอยากจะทำเพลงไม่ให้เพี้ยน แต่ยังไม่รู้จะทำอย่างไร หรือทำเพลงไว้แล้ว ไม่แน่ใจว่าเพี้ยนหรือไม่ หรือถ้าเพี้ยนก็สามารถที่จะแก้ไขปรับปรุงไม่ให้เพี้ยนได้ (ข้อสำคัญต้องใจกว้าง และยอมรับการเปลี่ยนแปลง) ก็ให้ปรึกษา หรือนำเพลงมาให้ข้าพเจ้าดูได้ที่ banpote1947@gmail.com ขอให้เรามาช่วยกันทำเพลงนมัสการพระเจ้าแบบใหม่กันเถิด แต่ละรุ่น แต่ละวัย ควรจะมีเพลงนมัสการเป็นของตนเอง วัยรุ่นควรจะเป็น เพลงร็อก เพลงป๊อบ เพลงแร็ป เพลงฮิปฮอบ ฯลฯ ตามความนิยมของแต่ละรุ่น ถ้าทำเช่นนี้ได้ คนก็จะตอบสนองต่อพระคุณของพระเจ้า คนก็จะมาร่วมนมัสการพระเจ้ามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าสังเกตว่า คนวัยรุ่นไม่อยากไปนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์วิหาร เพราะเบื่อการร้องเพลงแบบเก่า (ที่เพี้ยนเสียง และทำนองโบราณ) เมื่ออยู่ในโบสถ์วิหาร จะต้องเรียบร้อย เต้นรำ หรือแสดงออกตามที่ใจต้องการไม่ได้ จึงไม่อยากไปร่วมนมัสการในโบสถ์วิหาร (นอกจากเบื่อการร้องเพลงแบบเก่าแล้ว คนสมัยใหม่ยังเบื่อหน่ายการสอนที่เป็นการเทศนาแบบพูดคนเดียว (Monologue) ด้วย) ถ้าเป็นได้ เราควรจะมีการนมัสการของแต่ละรุ่นกัน วัยเด็ก วัยรุ่น ก็นมัสการเฉพาะ (โดยมีผู้รับใช้ที่หัวก้าวหน้า และเป็นที่ยอมรับของเขาเป็นนำ) วัยผู้ใหญ่ก็นมัสการเฉพาะกลุ่ม และเลิกร้องเพลงที่เพี้ยน ไม่สื่อความหมายกับตนเอง และคนอื่น หันมาทำเพลงใหม่ ร้องเพลงใหม่ (อาจจะเป็นทำนองเก่า แต่เนื้อร้องใหม่) ดนตรีแบบใหม่ (ทั้งที่เป็นสากลและพื้นเมือง) ไม่ใช่ร้องอยู่กับเปียโนเท่านั้น (และเลิกการสอนแบบเทศนาแบบพูดคนเดียวที่ไม่สื่อความหมายกับคนทั่วไปได้แล้ว) ถ้าทำอย่างนี้ได้ เสรีภาพก็จะเกิดขึ้นในชุมชนของพระเจ้า ชุมชนของพระเจ้าก็จะเกิดความกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา มีความสนุกสนาน ตอบสนองต่อพระคุณของพระเจ้าได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ให้เรามาทำเพลงนมัสการพระเจ้าแบบใหม่ (ทั้งดนตรีแบบใหม่ด้วย) ทีไม่เพี้ยนกันเถิด

17 กุมภาพันธ์ 55

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Click Here