พระเจ้าเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร ?

คำพยาน คุณอ้อย

ขอเริ่มต้นตอนยังเรียนอยู่ ป.ว.ช. มีรุ่นพี่นับถือศาสนาคริสต์แล้วเขาชวนไปโบสถ์ และตัวเองเป็นคนที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ จึงได้ตามเขาไป โบสถ์ที่ไปจะเลยประตูน้ำไปอีกเลยไปทางมักกะสัน รู้สึกว่าทางโบสถ์จะเช่าโรงหนัง แต่คนก็เยอะมาก และมีหลายรอบ ทีแรกทีไปก็เฉย ๆ ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย พอจะกลับก็มีความรู้สึกกลัวเพราะว่าเลยเวลากลับบ้าน กลัวว่าแม่จะดุเพราะแม่ไม่ยอมให้ไปไหนง่าย ๆ แต่พี่และเพื่อนเขาอธิษฐานให้เพื่อไม่ให้แม่ดุและให้พระเจ้าคุ้มครอง ผลคือกลับบ้านช้ามากแต่แม่ไม่พูดหรือว่าอะไรเลยรุ่นพี่ก็พยายามจะให้เข้าโบสถ์ให้ได้แต่ก็ความกลัวต่าง ๆ นานา เพราะว่าตัวเองเรียนฟันดาบแล้วครูดาบจะให้ขึ้นครู(แต่หนสุดท้ายไม่ได้ขึ้นครู) เพื่อนรุ่นพี่เรียนจบก็ต่างคนต่างไปไม่ได้ติดต่อกันอีก ก็ลืม ๆ กันไป

หลังจากนั้นแต่งงานแฟนเป็นคนแขกสิงคโปร์และเป็นคริสเตียน แม่เขาไม่ยอมให้ลูกชายเขาแต่งงานกับคนต่างชาติและต่างศาสนา เขามีลูกชาย 3 คน หญิง 1 คน ถึงขั้นที่บอกลูกชายว่า ถ้าแต่งงานกับผู้หญิงไทยคนนี ้แม่จะฆ่าตัวตาย เราก็เลยแต่งงานกันทีกรุงเทพฯ (ตอนนั้นแฟนยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ) แฟนไม่บอกครอบครัวที่สิงคโปร์เลย มีแต่พี่ชายคนโตรู้เท่านั้น เราแต่งงานแบบศาสนาพุทธ เพราะดิฉันยังนับถือพุทธอยู่ แล้วแฟนไม่เคย เคี่ยวเข็ญให้นับถือคริสต์เลยเขาตามใจ จนลูกชายอายุได้ 9 เดือน แฟนกลับมาสิงคโปร์และได้บอกให้แม่และน้องรู้ว่า เขาแต่งงานและมีลูกชายได้ 9เดือนแล้ว แม่เขาโกรธมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนแฟนหมดสัญญาทำงานที่กรุงเทพฯ ต้องกลับสิงคโปร์ เราก็กลับมาพร้อมกัน ก่อนมาสิงคโปร์ แม่ดิฉันบอกว่าครอบครัวเราปู่ ย่า ตา ยาย นับถือพุทธมานานแล้ว และไม่ต้องการให้ดิฉันนับถือคริสต์ตามแฟน

พอเรามาถึงสิงคโปร์ก็เริ่มมีคนมาเยี่ยม (มาดูตัวซะมากกว่า) สายตาพวกเขามองดูดิฉันแบบรังเกียจ มองหัวจรดเท้าแล้วแม่สามีจะคอยให้เพื่อนและอาจารย์ คอยพูดและชักชวนดิฉัน ให้นับถือคริสต์ แบบบังคับไปในตัว ทีแรกไม่นึกรังเกียจในคริสต์ ยังศรัทธาอีกต่างหาก แต่มาเจอแบบชวนแกมบังคับ ก็เลยเริ่มจะตีห่าง คือมองภาพพจน์ว่า คนนับถือคริสต์เขาเป็นแบบนี้กันเหรอ ชอบดูถูกคน แบ่งชนชั้น แต่น้อง ๆ ของแฟนและแฟนไม่เคยบังคับและไม่เคยเอ่ยถึง และจะต่อว่าแม่ตัวเองว่า เป็นคริสต์เตียนแบบไหนถึงต้องบังคับ คนอื่นให้นับถือ และแล้วความรังเกียจของแม่สามีก็เริ่มออกลาย เราเข้ากันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ดิฉันทำทุกอย่างให้ อย่างที่ลูกสาวเขาไม่เคยทำให้ ประเคนอาหารให้ สารพัดอย่าง เขายังไปบอกเพื่อน ๆ เขาว่าดิฉันขี้เกียจ ตื่นสาย ไม่ทำความสะอาดบ้านไม่ทำกับข้าว คือไม่ทำอะไรเลย เอาแต่นอนและก็เลี้ยงลูก (ตอนนั้นดิฉันยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ต้องพึ่งดิกชั่นนารี (Dictionary) แรก ๆ ดิฉันยอม ยอมจนทนไม่ไหว เพราะดิฉันไม่เคยมีโอกาสทำให้พ่อและแม่ตัวเองเลย จนเพื่อนแม่สามีมาจับแขนและต่อว่าดิฉันให้เห็นใจคนแก่ ให้ทำงานบ้าน ดิฉันรู้สึกโกรธมาก จนบอกแฟนและน้องสาวเขาว่า เมื่อแม่เธอไปบอกว่าดิฉันไม่ทำอะไรเลย ดิฉันก็จะทำตามความต้องการ คือจะทำความฝันของแม่เธอให้เป็นความจริง ดิฉันจึงไม่ทำอะไรให้แม่สามีเลย แม้แต่ทำความสะอาดบ้าน จะทำเฉพาะห้องของตัวเอง กับข้าวก็ไม่ทำเผื่อ แล้วดิฉันก็ไม่พูดกับแม่สามีอีกเลย เพราะพูดกันทีไร หาเรื่องทะเลาะกันทุกที ดิฉันตัดสินใจไม่พูดดีกว่า จนแม่สามีมาขอโทษ ดิฉันก็ยกโทษให้ และเราก็เริ่มพูดกันอีก แต่แม่สามีก็เริ่มเหมือนเดิม หาความดิฉัน เป่าหูแฟนดิฉัน จะให้ดิฉันกับแฟนเลิกกัน สารพัด เราอยู่บ้านเดียวกันแต่ดิฉันไม่พูดกับเขามาเป็นปี ดิฉันทำเหมือนแม่สามีไม่มีตัวตน และยังชวนเพื่อน ๆ มาคอยพูดให้ดิฉันนับถือคริสต์ ดิฉันเริ่มเกลียดศาสนาคริสต์

ขอบอกเลยว่า เริ่มเกลียดศาสนาคริสต์และคนนับถือคริสต์ เพราะเท่าที่ดิฉันเห็นมาเป็นอะไรที่แย่มาก ๆ ไม่มีอะไรน่าชื่นชม ดิฉันหมดความหวังทุกอย่าง เพราะพึ่งไม่ได้แม้แต่แฟนตัวเอง แฟนบอกดิฉันว่าต้องเข้าข้างแม่เขาทั้ง ๆ ที่รู้ว่าแม่ผิด ดิฉันเคว้งเพราะตัวคนเดียวที่สิงคโปร์ ไม่มีเพื่อน พ่อ แม่ พี่ น้อง ก็อยู่ไกล โทรศัพท์ก็ไม่ได้ แม่สามีไม่ให้โทร จนวัน Good Friday ปี 1995 น้องเขยและน้องสะใภ้ เชิญไปงานเลี้ยงของกลุ่มเซลล์โบสถ์เขา (น้องเขยกับแม่เขาเข้าคนละโบสถ์กัน แม่สามีโบสถ์แขก น้องเขยโบสถ์อินเตอร์) ในงานรู้สึกอบอุ่นมากเพราะทุกคนไม่ถือตัว เป็นคนจีนหมด มีสามีกับน้องชายเป็นแขก (แฟนน้องเขยเป็นคนจีน) ช่วงรายการจะมีการเปิดวีดีโอ เกี่ยวกับวันตายของพระเยซู ให้ดู และตอนท้ายรายการ เขาจะจับแยก และแบ่งปันพระธรรมยอห์น (John 3:16 ) ดิฉันยังไม่มีความรู้สึกอะไร แต่ตอนที่เขาถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้ามีเขาจะอธิษฐานให้ มีอะไรอยากจะเล่าให้ฟังหรือเปล่า และบอกว่ายังมีคนห่วงใยดิฉันอยู่นะ ความที่มีปัญหามากมาย ไม่รู้จะไปพูดไประบายกับใคร พอมีคนมาเสนอตัวจะรับฟังดิฉันก็เล่าให้เขาฟังว่ามีปัญหากับแม่สามี เขาอธิษฐานเผื่อดิฉัน จนมีความรู้สึกใหม่ ๆ เกิดขึ้น คิดกับตัวเองว่ายังมีคนห่วงใยเราอีกเหรอ นึกว่าไม่มีแล้วแล้วเริ่มมีกำลังใจ แล้ววันอาทิตย์น้องเขยกับน้องสะใภ้ได้ชวนไปโบสถ์(ตอนนั้นภาษาอังกฤษก็ยังไม่ค่อย รู้เรื่องเท่าไหร่) ตอนที่อาจารย์เทศนาไม่รู้เรื่องเลย แต่ช่วงสุดท้าย อาจารย์พูดอีกว่า แขกรับเชิญคนไหนอยากจะต้อนรับพระเยซูคริสต์ ดิฉันสองจิตสองใจ ใจหนึ่งนึกถึงแม่ เคยบอกว่าไม่ได้ อีกใจหนึ่งว่าได้แล้วเขาบอกให้คนที่อยากจะต้อนรับพระเยซูคริสต์ ยกมือขึ้น ใจดิฉันบอกว่าไม่ แต่ไม่รู้ว่ามือยกขึ้นไปได้ไง (ตอนนี้รู้แล้วว่ายกไปได้ไง is God timing and God power)

จากที่เกลียดคริสต์ แต่มาเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่พอจะยึดได้ ดิฉันไปกลุ่มเซลล์ทุกอาทิตย์ ลืมบอกไปว่าพ่อแม่ของดิฉันเคยเป็นคนทรงทั้งคู่ และดิฉันเคยไปเป็นเพื่อนแม่เลี้ยงดิฉันไปหาคนทรง แต่ดิฉันไม่เคยเชื่อถือ และคนทรงทายว่าดิฉันจะได้แต่งงานตอน อายุ 18 ตอนไปหาคนทรงอายุ 16 และทักว่าคู่อยู่ไกล ตัวเล็กผิวคล้ำ และจะมีอันตราย ก่อนอายุครบ 23 ปี ต้องมาต่ออายุไม่งั้นอาจถึงตาย หลังจากพบคนทรงก็ไม่คิดอะไร และไม่อยากจะเชื่อ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นไปได้จน ได้แต่งงานตอนอายุ 18 ปี แม่เลี้ยงถึงทักว่า เหมือนกับที่คนทรงทายไว้ไม่ผิดเลย ทีนี้ก็เริ่มจะเชื่อแล้ว เพราะที่เขาทักมาทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว จนมาอยู่สิงคโปร์ ก่อนวันเกิด 27 มกราคม ได้คุยกับแม่เลี้ยง แม่เลี้ยงบอกให้กลับมากรุงเทพฯ มาต่ออายุ แต่ตอนนั้นเริ่มไปโบสถ์และรับเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว แต่ก็กลัวเหมือนกัน ก็เลยอธิษฐานขอให้พระเจ้าดูแล คือจะยกทุกอย่างไว้ในมือพระเจ้า เลยไม่กลับกรุงเทพฯ

ในวันที่ 16 มกราคม 1996 ได้ Baptize เลยวันเกิดมาก็ไม่มีอะไรร้ายแรงที่เคยกลัวเกิดขึ้น วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ยังได้กำเนิดลูกสาว ก็เลยได้รู้ว่าในเมื่อเชื่อในพระเจ้า ไม่มีอะไรต้องกลัว ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยว้าเหว่อีกเลย จะมีพระเจ้าเป็นที่พึ่ง จนถึงวันนี้ก็ยังมีพระเจ้าอยู่เป็นเพื่อน และเป็นทุก ๆ อย่าง Click Here