พระเจ้าเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร ?

พระเจ้าทรงกระทำพระคุณแก่ชีวิตของข้าพเจ้า…

(โดย : ชัยรัตน์ จิตต์แก้ว)

สารบัญ

เรื่องที่ 1 - พระเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าออกมาให้รอด

ชีวิตคืออะไร ?

ชีวิตวัยเด็กของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความยุ่งยากเนื่องจากปัญหาในครอบครัวระหว่างคุณพ่อและคุณแม่ เหตุการณ์ต่างๆที่ข้าพเจ้าและพี่ๆน้องๆในฐานะลูกได้รับในวัยเด็ก มีส่วนสำคัญที่หล่อหลอมนิสัยของข้าพเจ้าให้สนใจสงสัยในเรื่องความลึกลับของชีวิตมนุษย์ ข้าพเจ้ามักสงสัยในเรื่องมนุษย์เกิดมาจากไหน ... มนุษย์เกิดมาทำไม...ใครกำหนดแบบแผนชีวิตมนุษย์... และเป้าหมายของชีวิตมนุษย์คืออะไร ... ข้าพเจ้าพยายามหาคำตอบเหล่านี้ด้วยกำลังและวิธีการของตนเองมาโดยตลอด...

เมื่อเติบโตขึ้น การแสวงหาคำตอบเรื่องความลึกลับของชีวิตนำข้าพเจ้าเข้าสู่การศึกษาในสาขาความรู้ใหญ่ 2 สาขา นอกเหนือจากการได้รับการศึกษาในโรงเรียนตามขั้นตอนปกติอย่างเด็กทั่วๆไป... ข้าพเจ้าศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2516 เมื่ออายุประมาณ 13-14 ปี และข้าพเจ้าสนใจศึกษาวิชาพุทธศาสนาอย่างจริงจังซึ่งประกอบด้วยภาคปริยัติคือการเรียนรู้ศึกษาพระสูตร และมีการปฏิบัติภาวนาบ้างเป็นระยะๆตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี ...

ยี่สิบกว่าปีกับการเรียนรู้และเก็บสถิติรูปแบบวิถีชีวิตของมนุษย์กับตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้าในวิธีการทางโหราศาสตร์ หรือที่เรียกว่าการคำนวณดวงชะตา ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นความมหัศจรรย์ของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งสองอย่างชัดเจน...

ในการศึกษาทางโลกข้าพเจ้าจบการศึกษาทางด้านสถิติและคอมพิวเตอร์ ดังนั้นข้าพเจ้าเข้าใจดีถึงเรื่องของความสัมพันธ์โดยบังเอิญกับเรื่องของความสัมพันธ์ที่มีแบบแผนที่สามารถพยากรณ์หรือคาดการณ์ไปข้างหน้าได้ ในที่สุดข้าพเจ้าต้องยอมรับกับตัวเองว่าการที่จะอธิบายสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบในโหราศาสตร์นั้น วิธีที่ตรงมากที่สุดคือต้องยอมรับว่าจักรวาล โลก และมนุษย์ ถูกสร้างขึ้นอย่างมีแบบแผนและมีจุดมุ่งหมายโดยใครบางคน... ใครบางคนนี้เป็นผู้มีสติปัญญาลึกล้ำเหลือที่ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้ ท่านผู้นี้อาจเป็นองค์ที่คนไทยทั่วๆไปเรียกว่าพระพรหม แต่ข้าพเจ้าโน้มเอียงที่จะเรียกท่านว่า พระเจ้า....

ข้าพเจ้าเชื่อเองว่ามีพระเจ้าแต่ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระเจ้า ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้านอกจากการยอมรับในประจักษ์พยานที่พระองค์แสดงไว้ในภาคพื้นฟ้าซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ที่ผ่านมือข้าพเจ้าในโหราศาสตร์ ข้าพเจ้าต้องการหายสงสัยในเรื่องนี้แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร...

แต่พระเจ้าเป็นคำที่ถูกปฏิเสธในบริบทของพุทธศาสนา ข้าพเจ้าถูกสอนให้เชื่อในหลักว่า ตนนั้นแลย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน; ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นที่พึ่งอันยอดเยี่ยมกว่าที่พึ่งใดๆในโลก; และชีวิตย่อมเวียนว่ายตายเกิดเป็นไปตามกรรมที่ได้กระทำกันมา แต่หากว่าความเชื่อนี้เป็นความจริงแล้ว ใครเล่าที่ได้วางระเบียบของสิ่งเหล่านี้ไว้ ใครเล่าจึงขีดแผนที่ชีวิตไว้ให้ล้อกันกับผืนฟ้า หรืออีกนัยหนึ่งใครเล่าวาดผืนฟ้าไว้ให้ล้อกันกับวิถีชีวิตมนุษย์... ลำพังศักยภาพของมนุษย์ทำสิ่งเหล่านี้เองไม่ได้แน่นอน แต่ใครเล่าที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำสิ่งเหล่านี้...

แต่การยืนยันปฏิเสธพระเจ้าในบริบททางศาสนานั้นกลับทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกลำบากใจมากขึ้นทุกทีเพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าประจักษ์จากวิชาโหราศาสตร์นั้นยืนยันความคิดข้าพเจ้าว่ามีพระผู้สร้างหรือพระเจ้า และหากมีพระเจ้าจริงศาสนาและการปฎิบัติตามคำสอนในศาสนาของข้าพเจ้าไม่เหลวเปล่าหรือ.. .

การศึกษาเพื่อแสวงหาคำตอบของชีวิตนานนับสิบๆปีของข้าพเจ้าได้มาถึงจุดขัดแย้งกันเองอย่างวิกฤติ ข้าพเจ้าไม่สามารถหาข้อสรุปให้แก่ชีวิตได้ ความจริงที่ข้าพเจ้าประสบอยู่มีขอบเขตเกินกว่าสติปัญญาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกเปล่าเปลี่ยวและเหมือนถูกจับแขวนลอยอยู่ในอากาศ ...

นี่ทำข้าพเจ้าตระหนักในความเขลาของสติปัญญามนุษย์คือตัวข้าพเจ้าเอง ในเวลานั้นข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะปรึกษากับใครเพราะพระสงฆ์ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือมากและข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยเป็นส่วนตัวนั้นก็ได้มรณภาพไปแล้ว และไม่มีใครเลยในแวดวงที่ข้าพเจ้ารู้จัก ที่จะเป็นผู้มีประสบการณ์ร่วมกับข้าพเจ้าในสองศาสตร์อย่างลึกซึ้งถึงขนาดจะแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์กันได้...

ขณะเดียวกันลูกสาวคนเดียวของข้าพเจ้าก็เริ่มโตขึ้น... ด้วยการเห็นความจำเป็นในการปลูกฝังหลักศาสนาตั้งแต่วัยเด็ก ข้าพเจ้าพาเธอไปวัดใกล้บ้าน ทั้งนี้เพื่อปลูกฝังกิจกรรมและบรรยากาศทางศาสนาให้เธอ แต่เมื่อได้คลุกคลีกับวัดต่างๆที่อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มมีปัญหาในใจในเรื่องรูปแบบกิจกรรมศาสนา ตลอดจนสภาพแวดล้อมหลายๆอย่าง... หลายสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นทำให้ข้าพเจ้าอึดอัดใจ ในที่สุดข้าพเจ้าปฏิเสธวัด...

การปฎิเสธวัดเป็นประเด็นสำคัญสำหรับข้าพเจ้าทีเดียว เพราะเกิดคำถามในใจขึ้นมาว่าข้าพเจ้าจะสร้างภูมิคุ้มกันโลกวัตถุนิยมให้แก่ลูกสาวโดยการปลูกฝังหลักศาสนาได้อย่างไร... การก่อร่างสร้างลูกสาวขึ้นมาให้เป็นมนุษย์ที่มีความสุขในอนาคตไม่ง่ายเสียแล้ว... เรื่องนี้เป็นปัญหาคาใจข้าพเจ้าเมื่อประมาณสองปีเศษมาแล้ว...

Click Here พระเจ้าที่แท้จริง...?

แต่จิตวิญญาณในการแสวงหาคำตอบเรื่องชีวิตของข้าพเจ้ายังคงผลักดันข้าพเจ้าอยู่ และอาจเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา...อยากรู้ว่าศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าเขาสอนอะไรกัน...

ข้าพเจ้าจึงได้ตัดใจวางคัมภีร์พุทธศาสนาลงก่อน และเริ่มค้นคว้าศาสนาฮินดูจากคัมภีร์ภควัตคีตา (BHAGAVAD GITA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคัมภีร์หลักของศาสนานั้น ทั้งนี้เพราะศาสนาฮินดูมีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาค่อนข้างมากและศัพท์แสงที่ใช้ในทั้งสองศาสนาก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่หลายเรื่อง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้รู้จักบุคคลิกภาพของพระเจ้าในศาสนาฮินดูก่อน....

ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าหาพยายามแสวงหาความรู้เรื่องพระเจ้าของศาสนาอิสลามจากเพื่อนฝูงและลูกน้องที่เป็นอิสลาม ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้รู้ในศาสนานั้นเท่าที่พอจะหาอ่านได้ ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจเรื่องของโองการ (ซูเราะห์) ของพระเจ้า และอรรถกถาของศาสนาจารย์ (หะดีษ) ข้าพเจ้าจึงได้เริ่มรู้จักพระเจ้าในศาสนานั้นขึ้นมาบ้างอย่างเลาๆรางๆ ... แต่คำตอบอันเด็ดขาดเรื่องพระเจ้าก็ยังคงมาไม่ถึงข้าพเจ้า...

จวบจนกลางปี 2001 (พ.ศ. 2544) ข้าพเจ้าได้งานใหม่โดยได้ย้ายมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ขณะนั้นบริษัทมีที่ทำการอยู่ที่ถนนสุรวงศ์ใกล้ถนนสีลม...

วันที่ 30 สิงหาคม เป็นวันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงเศษ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ข้าพเจ้าเดินเล่นไปในซอยเล็กๆซึ่งเชื่อมโยงถึงกันไปมาในย่านนั้น ข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่คุ้นเคยในตรอกซอยเหล่านั้นจนไปพบร้านหนังสือร้านหนึ่งชื่อ ประเสริฐบรรณาคาร ...

เหตุว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงได้เดินเข้าไปในร้านหนังสือร้านนั้น... เมื่อเข้าไปในร้านจึงรู้ว่าเป็นร้านหนังสือคริสเตียน ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างไม่คาดฝัน ข้าพเจ้าจึงได้ซื้อพระคัมภีร์มาเล่มหนึ่ง และตั้งใจว่าจะเริ่มอ่านก่อนนอนในคืนวันนั้น... ข้าพเจ้ากระหายอยากรู้เรื่องการสร้างโลก และการสร้างมนุษย์ของพระเจ้าในคริสตศาสนา...

วันนั้นข้าพเจ้ากลับบ้านค่ำมากและรู้สึกเหนื่อยและตึงเครียดกับงานที่ทำมาตลอดวัน เมื่อรับประทานอาหารค่ำแล้วสักพักหนึ่งก็ได้เวลานอน ข้าพเจ้าจึงนำพระคัมภีร์ขึ้นไปบนห้องนอนด้วยเพื่อที่จะอ่าน แต่ปรากฎว่าข้าพเจ้าเหนื่อยเกินกว่าจะอ่านหนังสือต่อได้ ข้าพเจ้าจึงปิดไฟเพื่อเข้านอน แต่แล้วข้าพเจ้าได้ฉุกใจคิดขึ้นว่า... ข้าพเจ้ากำลังจะได้ทำความรู้จักกับพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง ของอีกศาสนาหนึ่งแล้ว... รวมเป็นสามพระเจ้าแล้ว... หากพระเจ้ามีจริงอย่างที่ข้าพเจ้าเชื่อแล้ว ใครคือพระเจ้าองค์จริงและเที่ยงแท้กันแน่...

ในอดีต ข้าพเจ้าได้เคยฝึกหัดทางจิตตภาวนามาบ้าง ข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นนั่งสำรวมจิตและอธิษฐานในใจว่า... ถ้าพระเจ้ามีจริงขอให้พระองค์สำแดงให้ข้าพเจ้ารู้จักด้วยเถิด ข้าพเจ้าค้นหาความหมายของชีวิตมาหลายสิบปีแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีพระเจ้า แต่พระองค์คือใครกันแน่... บัดนี้ข้าพเจ้าอับจนหนทางแล้ว... และข้าพเจ้าอยากรู้ความจริง ขอโปรดสำแดงให้ข้าพเจ้ารู้ด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้เคารพบูชาต่อไปในชีวิต... จากนั้นข้าพเจ้าจึงเข้านอนและหลับไปอย่างรวดเร็ว...

Click Here พระเจ้าทรงตรัสกับข้าพเจ้า...

ตกดึกคืนนั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกาเศษข้าพเจ้าได้รับนิมิตในความฝันที่ชัดเจนติดตามากที่สุด... ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ในที่แห่งหนึ่งที่มีอากาศเย็นสบายและมีสีทองสว่างสุกใสรอบตัวยิ่งกว่าอยู่ในร้านทองเสียอีก รอบตัวของข้าพเจ้ามีแต่ก้อนเมฆสีทองสุกปลั่ง เต็มไปหมด ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดดังออกมาจากก้อนเมฆสีทองด้านหน้าข้าพเจ้าว่า...

"จงเปิดอ่านพระคัมภีร์หน้าสองร้อยสามสิบ..."

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนั้นสองครั้ง เสียงนั้นเป็นเสียงที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดมาก จากนั้นได้บังเกิดเป็นตัวเลข 230 ทำด้วยทองคำขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นที่ก้อนเมฆข้างหน้าข้าพเจ้า ทันใดนั้นตัวเลขสีทองนั้นและก้อนเมฆสีทองรอบๆตัวข้าพเจ้าก็เริ่มเคลื่อนตัวบีบรัดเข้ามายังข้าพเจ้าจนคลุมตัวข้าพเจ้าแน่นหนา แล้วข้าพเจ้าจึงตกใจตื่นขึ้นกลางดึกนั้นเอง...

ข้าพเจ้าเปิดไฟฟ้าสำหรับอ่านหนังสือและรีบหยิบพระคริสตธรรมคัมภีร์ที่ข้างเตียงมาเปิดไปที่หน้า 230 ชะรอยพระเจ้าทรงทราบว่าข้าพเจ้าไม่มีความรู้เรื่องระบบการจัดเล่มพระธรรมในพระคัมภีร์จึงตรัสบอกเลขหน้าให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเริ่มอ่านอย่างตื่นเต้นและในที่นั้นข้าพเจ้าพบคำตรัสของพระเจ้าว่า...

"จงรวมประชากรให้เข้ามาหน้าเราเพื่อเราจะให้เขาได้ยินคำของเราเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ฝึกตนที่จะยำเกรงเราตลอดวันคืนที่เขามีชีวิตอยู่ในโลกและเพื่อว่าเขาจะได้สอนลูกหลานของเขาด้วย" (ฉธบ 4:10)

และมีอีกตอนหนึ่งในหน้านั้นว่า

"แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านทั้งหลายออกมาจากท่ามกลางเพลิงท่านทั้งหลายได้ยินสำเนียงพระวจนะแต่ไม่เห็นรูปสัณฐานมีแต่พระสุรเสียงเท่านั้น" (ฉธบ 4:12)

ข้าพเจ้าตื่นเต้นจนขนลุก และฉับพลันนั้นเองที่ข้าพเจ้าตระหนักว่าพระเจ้ามีจริงและพระองค์คือพระเจ้าที่ปรากฎอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้นเอง พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ต่อข้าพเจ้า ทรงตอบคำอธิษฐานและแก้ปัญหาคาใจของข้าพเจ้าทั้งเรื่องความสงสัยในพระเจ้าหรือสัจจธรรมของชีวิตที่ข้าพเจ้าแสวงหามานับสิบๆปีรวมทั้งเรื่องการปลูกฝังศาสนาให้ลูกสาวข้าพเจ้าด้วย... ใจของข้าพเจ้าสว่างโล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...

ข้าพเจ้าไม่ลังเลสงสัยในเรื่องพระเจ้าอีกต่อไป ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นปีติยินดีในนิมิตนั้น ความคิดในขณะนั้นคือพระเจ้ามีจริง พระเจ้าสร้างทุกสิ่ง พระเจ้าวาดฟ้าสวรรค์ และพระเจ้าทรงดูแลเลี้ยงชีวิตของเรา ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ...

แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรเพื่อการมีชีวิตต่อไปโดยมีพระเจ้า พร้อมๆกันนั้นข้าพเจ้ารู้สึกใจหายเมื่อคิดถึงการเปลี่ยนไปถือศาสนาที่มีพระเจ้าในชีวิตจริง...

Click Here พระเจ้าทรงนำ...

วันรุ่งขึ้นข้าพเจ้ากลับไปที่ร้านหนังสือนั้นอีกเพื่อขอความเห็นจากผู้ดูแลร้านที่เป็นคริสเตียน เธอรับฟังเรื่องของข้าพเจ้าด้วยความตื่นเต้นและบอกว่า พระเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าออกมาให้ได้รับความรอด ข้าพเจ้าถามว่า ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไร เธอตอบว่า ข้าพเจ้าต้องไปที่โบสถ์เพื่อรับเชื่อพระเจ้าโดยต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ข้าพเจ้ายังรู้สึกสับสนงงงัน เมื่อเธอพูดถึงพระเยซูว่าคือพระเจ้าและเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับที่ทรงตรัสกับข้าพเจ้าในนิมิต และเนื่องจากบ้านพักอาศัยของข้าพเจ้าอยู่ในย่านถนนพัฒนาการ เธอจึงได้แนะนำที่ตั้งของคริสตจักรในซอยอ่อนนุชให้ข้าพเจ้าและบอกให้ข้าพเจ้ารีบไปในวันอาทิตย์นั้นเลย...

เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านข้าพเจ้าบอกเรื่องนี้กับภรรยาว่าเราจะหาโอกาสไปเที่ยวที่โบสถ์คริสต์ที่ซอยอ่อนนุชกันในวันอาทิตย์หน้าเพราะวันอาทิตย์สุดสัปดาห์นั้นข้าพเจ้าไม่ว่าง แต่นี่ยังไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง ... ปัญหาที่แท้จริงคือข้าพเจ้าไม่รู้จักธรรมเนียมการไปโบสถ์ของชาวคริสต์ และข้าพเจ้าไม่รู้จักใครเลยที่จะไต่ถามได้... ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดี...

แต่พระเจ้าไม่ทรงปล่อยงานที่ยังกระทำไม่เสร็จไว้กับข้าพเจ้าแต่เพียงลำพัง ... วันเสาร์รุ่งขึ้นนั้นเองพระเจ้าทรงส่งฑูตของพระองค์มาหาข้าพเจ้าเพื่อนำทางให้ข้าพเจ้ามาพบพระองค์ ...

ในซอยบ้านข้าพเจ้านั้นมีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่สุดซอย เจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงเป็นครูสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง (ภายหลังจึงได้รู้จักว่าท่านชื่ออาจารย์นันทิยา) ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักท่านโดยส่วนตัวมาก่อน ท่านเดินผ่านหน้าบ้านข้าพเจ้าบ่อยๆ แต่เราไม่เคยคุยกัน บางครั้งท่านทักทายยิ้มหัวหยอกเล่นกับลูกสาวของข้าพเจ้าที่วิ่งเล่นอยู่ เราจึงได้ยิ้มทักทายกันบ้าง... แต่พระเจ้าทรงนำท่านให้ได้พบกับภรรยาของข้าพเจ้าในวันเสาร์นั้นเองและเธอทั้งสองได้คุยกัน... ในที่สุดภรรยาข้าพเจ้าจึงได้ทราบว่าท่านเป็นคริสเตียน...

เมื่อทราบดังนั้น ภรรยาข้าพเจ้าจึงตามข้าพเจ้าออกมาพบท่าน ข้าพเจ้าได้ทำความรู้จักกับท่านและได้เล่านิมิตของข้าพเจ้าให้ท่านฟัง และขอความรู้เรื่องการไปโบสถ์ของชาวคริสต์จากท่าน ท่านได้บอกว่าท่านขออาสาพาข้าพเจ้าไปโบสถ์ที่ใกล้บ้านของเรานั่นคือคริสตจักรร่มเย็น เราจึงนัดวันไปโบสถ์กันไว้เป็นวันอาทิตย์ถัดไป โดยข้าพเจ้าจะขับรถไปรับท่านที่บ้านสุดซอย... แต่ครั้นถึงวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2001 (2544) ท่านกลับเป็นฝ่ายเดินมาที่บ้านของข้าพเจ้าเสียเองแต่เช้าเพื่อพาข้าพเจ้าไปโบสถ์...

ข้าพเจ้าจึงได้มาที่คริสตจักรร่มเย็นเป็นครั้งแรกในวันนั้น และก็ในวันนั้นเองในขณะที่นิมิตของพระเจ้ายังติดตาตรึงใจข้าพเจ้าอยู่อย่างชัดเจน ข้าพเจ้าได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า นับจากนั้นมาข้าพเจ้าก็พยายามหาทางรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้นด้วยการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์...

Click Here การแสวงหาสิ้นสุดลงแล้ว...

ผลของการใช้เวลานับสิบๆปีในการค้นหาคำตอบของชีวิตหรือการแสวงหาพระเจ้าในชีวิตอย่างกระหายใคร่รู้ กับผลแห่งพระเมตตาของพระเจ้าที่ทรงประทานนิมิตแก่ข้าพเจ้านั้นเมื่อรวมกันเข้าแล้วทำให้ข้าพเจ้าสามารถกล่าวได้ว่าการค้นหาจุดหมายในชีวิตของข้าพเจ้าได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างสิ้นเชิง...

ไม่มีการค้นหาสัจธรรมแห่งชีวิต และไม่มีการค้นหาพระเจ้าอีกต่อไปในชีวิตของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพบแล้วว่าพระเจ้าแห่งจักรวาลหรือพระผู้สร้างทรงมีอยู่จริง พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ในวันนี้ และมนุษย์ทุกคนควรที่จะรู้จักพระองค์และยึดถือพระองค์เป็นที่พึ่งที่หวังพระองค์เดียวในชีวิต...

ระบบความคิดต่างๆ ของศาสนา ของนักปรัชญา และของนักปราชญ์มนุษย์นั้น ไม่มีความหมายสำหรับข้าพเจ้าอีกต่อไปโดยสิ้นเชิง ข้าพเจ้าพบว่าเมื่อข้าพเจ้าย้อนกลับไปอ่านหนังสือแนวศาสนาปรัชญาที่สะสมไว้มากมายนั้น ข้าพเจ้าอ่านไม่ได้แล้วเพราะมันจืดและแห้งแล้งไปหมด ถึงแม้หลายมุมมองและหลายแนวคิดอาจสะท้อนถึงความจริงที่ยอมรับได้ แต่ก็เป็นเพียงความจริงที่สังเกตุและสรุปโดยวิสัยทัศน์และประสบการณ์ทางจิตของมนุษย์เท่านั้น ... ไม่มีชีวิตและไม่มีความหวังอันแท้จริงถาวรของชีวิตอยู่ในนั้น... ไม่เหมือนการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งให้ทั้งความจริง ความหวัง และความมั่นคงของชีวิตอันเป็นนิรันดร์ภายใต้ร่มเงามหิทธานุภาพของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้สูงสุดที่ทรงตรัสกับข้าพเจ้า... นี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาด้วยตัวเอง...

จากนั้นเป็นต้นมาชีวิตของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไป... นับสิบๆปีที่ผ่านมานอกจากการดิ้นรนประกอบอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวแล้ว ข้าพเจ้ามีชีวิตสนใจอยู่กับการค้นคว้าหาความรู้ในระบบความคิดของนักคิดต่างๆ ข้าพเจ้ามักใช้เวลาใคร่ครวญเหตุผลในเชิงพุทธปรัชญาทั้งหินยานและมหายานด้วยศรัทธาเต็มที่ ข้าพเจ้าเคยได้รับความสงบสุขเยือกเย็นจากการทำจิตตภาวนาแต่ก็พบว่านั่นไม่ใช่รูปแบบชีวิตอันจะดำเนินไปได้จริงโดยมนุษย์ธรรมดาทั่วไป... ข้าพเจ้าได้พยายามฝึกหัดขัดเกลาตนเองในรูปแบบที่ฆราวาสพอจะกระทำได้จริง ควบคู่ไปกับการอยู่ในห้องสังเกตุการณ์ชีวิตมนุษย์จำนวนมากโดยใช้วิชาโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือ...แต่ความทุกข์ความกังวลก็ยังมาเยือนข้าพเจ้าอยู่นั่นเอง...

แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีชีวิตใหม่ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของสมองหรือเหตุผลนิยม ทั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นไปของสภาวะของจิตระดับต่างๆหรือจิตนิยม หากแต่ตั้งมั่นอยู่บนฐานของความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และจักรวาล เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเข้าใจเรื่องความบาป และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าบาปของข้าพเจ้าได้รับการชำระหมดสิ้นแล้วด้วยพระโลหิตบนกางเขนของพระเยซูคริสต์...

ในที่สุด ข้าพเจ้าได้รับบัพติศมาที่คริสตจักรร่มเย็นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2002 (2545)…

โดยความเชื่อในพระเจ้าพระเยซูคริสต์นี้เองกลับทำให้ข้าพเจ้ามีชีวิตมีความสุขและมีความหวังมากกว่าเดิม... แอกและภาระหนักในการขัดเกลาตัวเองในรูปแบบเดิมๆนั้นข้าพเจ้าได้วางลงเสียทั้งหมด ข้าพเจ้ารู้สึกเบาสบายหายเหนื่อยและเป็นสุข...

สำหรับวิชาโหราศาสตร์ซึ่งนำข้าพเจ้าในเบื้องต้นมาสู่พระเจ้านั้นข้าพเจ้าได้เห็นมันในมุมมองใหม่กล่าวคือ ข้าพเจ้ามองเห็นหมายสำคัญของพระเจ้าผ่านโหราศาสตร์ และข้าพเจ้าสรุปว่าถึงแม้โหราศาสตร์สามารถสะท้อนภาพชีวิตของมนุษย์ตามพระดำริของพระเจ้าได้จริง แต่พระเจ้าทรงอยู่เหนือนั้นขึ้นไปอีก การยึดถือในพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต... และสำหรับคนหลายๆคนแล้ว...บางทีการไม่ต้องรู้อะไรล่วงหน้าก็เป็นการดีกับชีวิตเสียยิ่งกว่า เพราะทำให้เขาไม่ต้องเป็นธุระกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าได้เห็นพระสิริของพระเจ้าผ่านโหราศาตร์อย่างชัดเจนที่สุด อย่างที่พระคัมภีร์บอกว่า... "ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้าและภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์…" (สดุดี 19:1)

โหราศาสตร์ยืนยันกับข้าพเจ้าโดยไม่มีข้อแก้ตัวเลยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างกัลป จักรวาล พระองค์ทรงสร้างสรรพชีวิต พระองค์ทรงวางกฏเกณฑ์สำหรับการกำกับดูแล และที่สำคัญพระองค์ทรงมีวาระและกำหนดเวลาในเรื่องต่างๆสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้น... เป็นวาระของพระองค์... เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์... และทรงกระทำการต่างๆด้วยวิธีการของพระองค์ (อันมนุษย์ไม่อาจหยั่งให้ตลอดได้ด้วยลำพังปัญญาของมนุษย์เอง) พระธรรมปัญญาจารย์ ได้ยืนยันเรื่องเหล่านี้กับข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน ... สิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบด้วยตนเองจึงได้รับการยืนยันโดยพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งหมด...

Click Here พระคุณพระเจ้า....

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความเมตตาของพระองค์ และกำหนดเวลาที่เหมาะสมที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ข้าพเจ้า... พระเจ้าทรงรู้นิสัยของข้าพเจ้าผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา พระองค์ทรงกำหนดเงื่อนไขชีวิตเพื่อให้ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาค้นหาสิ่งต่างๆให้แจ้งใจก่อน เพื่อให้ข้าพเจ้ามีข้อมูลในชีวิตมากพอที่จะเปรียบเทียบด้วยตนเอง เพื่อว่าเมื่อถึงวาระที่พระองค์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะได้สิ้นสงสัย และไม่อาจปฎิเสธพระองค์ได้ และนี่คงเป็นพระประสงค์ที่พระองค์ไม่ส่งคริสเตียนไปประกาศกับข้าพเจ้าอย่างจริงจังตลอดสี่สิบกว่าปีในชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้า...

...ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด ข้าแต่พระเยซูคริสต์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์ออกมาให้ได้รับความรอด... ข้าพระองค์คือใครเล่าที่พระองค์ได้ทรงรักและทรงเอาพระทัยใส่อย่างเจาะจงถึงเพียงนี้ ... ข้าพระองค์คือผงคลีดินท่ามกลางมหาสาครและพิภพปฐพีอันไพศาลที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นเท่านั้นเองมิใช่หรือ...พระองค์เจ้าข้า...

ขอพระนาม พระเกียรติ พระสิริของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะบูชาแก่มนุษย์ทั้งหลายสืบไปเป็นนิตย์ และขอพระองค์โปรดอำนวยพรให้ข้าพระองค์ทำการประกาศพระนามของพระองค์ได้ในทุกกาลและทุกสถานที่จนกว่าชีวิตข้าพระองค์จะหาไม่บนแผ่นดินโลกนี้เถิดพระเจ้าข้า - อาเมน.

Click Here เรื่องที่ 2 - พระเจ้าทรงรักษาโรคของข้าพเจ้า

ในวันที่ข้าพเจ้าต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระเจ้าในชีวิตของข้าพเจ้าที่คริสตจักรร่มเย็นนั้น พระเจ้าได้ทรงกระทำการอัศจรรย์รักษาโรคให้แก่ข้าพเจ้าดังจะได้เล่าต่อไปนี้...

ย้อนหลังไปก่อนหน้าที่ข้าพเจ้ารับเชื่อประมาณ 4-5 ปี ข้าพเจ้ามีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งคือโรคอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง จะเป็นเพราะชีวิตในเมืองที่ตึงเครียดหรือจะเป็นความผิดปกติของร่างกายเองก็ตาม แต่อาการของมันก็คือ... ก่อนถึงเวลามื้ออาหารข้าพเจ้าจะมีอาการท้องอืดปวดท้องมากเพราะกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามาก แต่เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารกลับปวดท้องเพราะอาหารไม่ย่อย ข้าพเจ้าจึงท้องเสียบ่อยมาก ข้าพเจ้าได้ไปหาหมอแผนปัจจุบันเพื่อตรวจรักษา หมอตรวจกระเพาะและตับอย่างละเอียดแต่ไม่พบสาเหตุที่สำคัญ หมอจึงให้ยาเคลือบกระเพาะเพื่อกินก่อนอาหาร และให้ยาช่วยย่อยเพื่อกินหลังอาหารเป็นการรักษาตามอาการที่ปลายเหตุ แต่อาการปวดท้องนั้นไม่หายขาด นับว่าทรมานมาก ที่สำคัญข้าพเจ้าไม่มีกำหนดการหยุดกินยา ...

ข้าพเจ้าได้ทดลองเปลี่ยนไปหาแพทย์ทางเลือกโดยได้ไปปรึกษาหมอจีนที่มาจากปักกิ่ง ซึ่งได้รับการแนะนำมาว่าเป็นหมอที่มีความสามารถมาก หมอจีนได้ตรวจแมะชีพจรข้าพเจ้าแล้วแจ้งผ่านล่ามว่าระบบธาตุในร่างกายของข้าพเจ้าไม่สมดุลย์กินยาฝรั่งไม่มีทางหายต้องกินยาจีนปรับธาตุให้สมดุลย์ หมอจีนได้จัดยาจีนสำหรับต้มกินให้ข้าพเจ้า ยาแต่ละเทียบ (ห่อ) ต้มกินได้สองครั้งคือเช้าและก่อนนอน ดังนั้นยาหนึ่งเทียบจะต้มได้น้ำยาสองหม้อในแต่ละวัน

ข้าพเจ้าได้ต้มกินยาจีนนี้ไปนับได้ร้อยกว่าหม้อในระยะเวลาการรักษาต่อเนื่องประมาณสองเดือน ขณะกินยาร่างกายรู้สึกสบายมาก อาการของโรคหายเป็นปลิดทิ้ง แต่เมื่อยาหมดและหยุดยาไปสักพักอาการของโรคก็กลับมาอีก... ที่น่าเห็นใจคือภรรยาของข้าพเจ้าต้องคอยต้มยาให้ข้าพเจ้าด้วยความลำบากทุกวันเพราะต้องคอยเฝ้าเคี่ยวยาให้เหลือน้ำยาในปริมาณที่กำหนด นับว่าเป็นภาระมากทีเดียว...

ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ต้องกลับมากินยาของหมอแผนปัจจุบันอีกเพราะสะดวกกว่าการต้มยาจีนกิน ในช่วงก่อนรับเชื่อพระคริสต์นั้นข้าพเจ้าต้องกินยาช่วยย่อยวันละสามมื้อจึงจะมีชีวิตปกติอยู่ได้ ... สรุปว่าข้าพเจ้าตกเป็นทาสของยาโดยสิ้นเชิง...

วันที่ข้าพเจ้ารับเชื่อนั้นข้าพเจ้าอธิษฐานว่า...

"ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้ารับเชื่อในพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้โปรดปลดปล่อยข้าพเจ้าจากโรคภัยไข้เจ็บคือโรคอาหารไม่ย่อย และการตกเป็นทาสของยา ข้าพเจ้ารู้ว่ามารขังข้าพเจ้าไว้ด้วยยา แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์ผู้สร้างร่างกายของข้าพเจ้านั้นเป็นใหญ่กว่าใครทั้งหมด พระองค์ทรงรู้ว่าร่างกายของข้าพเจ้านั้นแปรปรวนไปด้วยเหตุอะไรและทรงรู้ว่าจะรักษาอย่างไร นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขออธิษฐานหยุดการกินยาและขอให้พระองค์รักษาข้าพเจ้าด้วย…"

นี่ออกจะเป็นคำอธิษฐานที่ห้าวหาญสักหน่อย แต่ทว่า...จากวันที่ 9 กันยายน 2001 ที่ข้าพเจ้ารับเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นต้นมา ถึงวันที่ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ (พฤษภาคม 2002 ) ข้าพเจ้าไม่ได้แตะต้องขวดยาทั้งสองขวดอีกเลย ในวันที่ 10 และ 11 กันยายน 2001 (วันที่เกิดเหตุวินาศกรรมตึก World Trade Center ในสหรัฐอเมริกา) ยังมีอาการของโรคกำเริบขึ้นมา แต่ข้าพเจ้าเชื่ออย่างมั่นคงเสียแล้วว่าพระเจ้าทรงสถิตย์อยู่กับข้าพเจ้าและจะทรงเป็นผู้รักษาข้าพเจ้า ไม่ใช่ยา ข้าพเจ้าจึงได้แต่อดทนและอธิษฐานในใจ… ซึ่งข้าพเจ้าขอบอกว่าหลายครั้งทีเดียวที่ข้าพเจ้าอธิษฐานอย่างผิดๆถูกๆเนื่องจากข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนใหม่...

และในที่สุด โรคอันทรมานเรื้อรังหลายปีก็หายหน้าไปจากชีวิตข้าพเจ้าด้วยพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า...พระองค์ได้ปลดปล่อยข้าพเจ้าจากมารที่กักขังข้าพเจ้าไว้ด้วยโรคภัยและยา ข้าพเจ้าขอสรรเสริญพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์ อาเมน.Click Here