คริสเตียนกับการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม

ความหมายของคำที่ใช้ทับศัพท์ ตอนที่ 1

(Contextualization)

โดย…บรรพต เวชกามา (ศูนย์ปฏิบัติพันธกิจ อุดรธานี)

การใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม
วงการคริสเตียนก็เป็นเหมือนกับวงการอื่นๆ คือมีการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม (jargon) ของตนเอง เหมือนกับวงการแพทย์ วงการทนายความ วงการอื่นๆ ที่ใช้ภาษาของตนเองแล้วคนอื่นอ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร ในวงการคริสเตียนนี้ มีภาษาเฉพาะกลุ่มที่เกิดจากความเข้าใจผิด เกิดจากการทำตาม "ค่านิยมของโลก" คิดว่า พระเจ้า หรือพระเยซูเป็นกษัตริย์ ดังนั้น จึงใช้ภาษา "ราชาศัพท์" กับพระองค์ ซึ่งแท้จริงแล้วพระองค์ไม่ใช่กษัตริย์ทางการเมือง แต่เป็นกษัตริย์ทางใจ การมาเกิดของพระองค์ก็ค้านกับความคิด และค่านิยมของโลกนี้ แทนที่จะมาเกิดในพระราชวัง แต่พระองค์มาเกิดที่โรงนา ในคอกวัว ซึ่งไม่ใช่แม้แต่บ้าน
ปัญหาของ "ราชาศัพท์" คือ ไม่สื่อความหมายกับคนทั่วไป เมื่อคนทั่วไปอ่านแล้วจะไม่เข้าใจ เช่น ทอดพระเนตร ฝีพระหัตถ์ ทรงพระกันแสง เสด็จพระราชดำเนิน อังกูรของดาวิด พระสิริโรจนา พระโอษฐ์ พระเขฬะ พระบาท พระชนม์ ฯลฯ การใช้ราชาศัพท์กับพระเยซูนี้ ไม่มีความจำเป็นอะไรเลย เพราะพระองค์ไม่ได้มาเป็นกษัตริย์ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหลายตอน
นอกจากจะใช้ภาษาราชาศัพท์แล้ว คริสเตียนยังชอบใช้ภาษาที่เป็นศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวกับ "เปลือกนอก" ของศาสนา เป็นต้นว่า "ศาสนาคริสต์ คริสตจักร คริสต์มาส ศาสนาจารย์ ศิษยาภิบาล ฯลฯ" และเกี่ยวกับ "แก่นสาร" ของพระคำก็กลับใช้ภาษาเฉพาะของตนเองด้วย เป็นต้นว่า "ความชอบธรรม ธรรมบัญญัติ ข่าวประเสริฐ พระกิตติคุณ ความรอด ฯลฯ" นอกจากนั้นก็ยังชอบที่จะแปลตามตัวอักษร เมื่อแปลแล้ว ความหมายก็จะเปลี่ยนไป เช่น คำว่า "ความรัก" ในภาษากรีกนั้นใช้คำว่า "Agape" เป็นความรักที่ไม่หวังผลตอบแทน มีความหมายเช่นเดียวกันกับคำว่า "พรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา " แต่เมื่อแปลว่า "ความรัก" จะทำให้คนไทยเข้าใจความหมายของ "อีรอส" (Eros) ทันที
เพราะฉะนั้น ในการแปลนั้น จะต้องไม่แปลตามตัวอักษร อาจจะแปลไม่ตรงตามตัวอักษร แต่มีความหมายเดียวกัน เช่น "Sin" จะต้องไม่แปลว่า "ความบาป" เพราะถ้าแปลว่าความบาป จะหมายถึงการทำผิดศีลห้า แต่จะต้องแปลว่า "กิเลส ราคะ ตัณหา" เพราะ ความบาปตามพระคัมภีร์นั้น หมายถึงกิเลส ราคะ ตัณหาตามความเข้าใจของคนไทย การกระทำเช่นนี้เป็นการ Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

ภาษาเฉพาะกลุ่มที่ใช้ทับศัพท์


การใช้ภาษาเฉพาะกลุ่มของคริสเตียนนั้น มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งคือ การใช้ภาษาเฉพาะที่ทับศัพท์ในภาษาอังกฤษ สาเหตุที่ต้องใช้ทับศัพท์ เพราะยังหาคำไทยที่เหมาะๆ ไม่ได้ เช่นคำว่า "ปัสกา" "บัพติศมา" มิชชั่นนารี" "คริสต์มาส" และ "อีสเตอร์" เมสสิยาห์" "คริสต์" ฯลฯ แต่ก็มีบางคำที่มีคำในภาษาไทยใช้แทนแล้ว แต่คริสเตียนส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ เช่นคำว่า "อาเมน" "อาเลลูยา" และ "คริสเตียน" คำว่าอาเมน ก็สามารถใช้คำว่า "สาธุ" แทนได้ เพราะเป็นคำไทยที่มีความหมายเดียวกัน อาเมนมีความหมายอย่างใด สาธุก็มีความหมายอย่างนั้น ต่างกันแต่เพียง อาเมนเป็นภาษาฮีบรู ที่ภาษาอังกฤษรับมาอีกที่หนึ่ง ส่วนสาธุนั้น เป็นภาษาบาลีที่มีใช้อยู่ในภาษาไทย คริสเตียนไทยไม่นิยมใช้คงเป็นเพราะพระคัมภีร์ภาษาไทยไม่แปล และคริสเตียนที่เป็นฝรั่งที่เข้ามาเผยแพร่ไม่นิยมใช้ หรืออาจจะคิดว่า สาธุเป็นภาษาของศาสนาพุทธ ส่วนอาเมนเป็นภาษาของศาสนาคริสต์ก็ได้
ส่วนคำว่า "อาเลลูยา" นั้น ก็มีคำแปลอยู่แล้วว่า "สรรเสริญพระเจ้า" แต่คริสเตียนไทยส่วนใหญ่ ก็นิยมใช้ทับศัพท์ เพราะพระคัมภีร์ไม่แปลคำนี้ คงคำนี้ไว้ และฝรั่งที่ทำงานกับคนไทยก็นิยมที่จะพูดคำนี้ จึงทำให้คนไทยติด และนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆที่ไม่สื่อความหมายกับคนไทยทั่วไปเลย แต่ถ้าบอกว่า "สรรเสริญพระเจ้า" ทุกคนก็จะเข้าใจได้ นอกจากนั้นก็มีคำว่า "คริสเตียน" (ถ้าหมายถึงคาทอลิกจะเรียกว่า "คริสตัง") คำนี้ก็สามารถจะแปลได้ว่า "ผู้เชื่อในพระเจ้า" แต่ไม่นิยมทำกัน มักจะเรียกทับศัพท์ด้วยความภูมิใจว่าเป็น "คริสเตียน" ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่เป็นของพระคริสต์ หรือผู้ที่เหมือนพระคริสต์ แต่สำหรับคนไทยทั่วไป ไม่ได้เข้าใจเช่นนั้น กลับไปให้ความหมายใหม่ว่า เป็นพวกที่นับถือศาสนาของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน เป็นลูกน้องของฝรั่ง เป็นคนที่ละทิ้งบรรพบุรุษหันไปนับถือศาสนาของคนอื่น (ดังที่กล่าวแล้วในตอนที่ว่าด้วย "ความหมายของคำว่า คริสเตียน")
ดังนั้น ถ้าคำใดไม่มีในภาษาไทยก็สามารถที่จะใช้ทับศัพท์ในภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าจะให้ดี ก็ควรจะมีการแปลคำเหล่านั้น หรือพยายามที่แสวงหาคำที่มีความหมายเดียวกันในภาษาไทย เพื่อจะนำมาใช้ และทำให้คนทั่วๆไปเข้าใจได้ การกระทำเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

ความหมายของคำว่า "คริสเตียน" (Christian)


เกี่ยวกับการสื่อความหมายนี้ พระเจ้าเลือกที่จะใช้ "ภาษา" ของมนุษย์ เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และการสื่อสารนี้มีผู้เกี่ยวข้องอยู่สองฝ่ายคือ "ผู้ส่งข่าวสาร" และ "ผู้รับข่าวสาร" ความหมายของการสื่อสารนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ส่งข่าวสาร ส่งว่าอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับผู้รับข่าวสารว่า เขารับอย่างไร เขาได้ยินอย่างไรต่างหาก เพราะคำที่ส่งไปนั้น อาจจะมีความหมายแตกต่างกันระหว่าง ผู้ส่งข่าวสาร และผู้รับข่าวสาร เช่น
คำว่า "คริสเตียน" สำหรับผู้ส่งข่าวสารนั้น มีความหมายว่า "คนที่มีความเชื่อในพระเยซูว่าพระองค์เป็นพระคริสต์ หรือคนที่เชื่อในศาสนาที่มีคำสอนของพระเยซูเป็นหลัก" ผู้ส่งข่าวสารก็จะ "ภูมิใจ" ในการเป็นคริสเตียน เพราะมีความหมายไปในทางที่ดี แต่สำหรับคนในท้องถิ่น หรือผู้ที่รับข่าวสาร คำว่า "คริสเตียน" ไม่ได้มีความหมายเช่นนั้น กลับมีความหมายว่า คนที่นับถือศาสนาอื่น อันเป็นรูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน คนที่เป็นลูกน้องฝรั่ง ถ้าเขาเห็นใครก็ตามที่เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียน เขามักจะถามว่า ได้เงินเดือนไหม ฝรั่งให้เงินเดือนเท่าไหร่?
นอกจากนั้นเขายังคิดว่า คริสเตียนเป็นคนขายชาติขายศาสนา คนไทยมักจะคิดว่า ศาสนาของตนเองดีอยู่แล้ว ไปนับถือศาสนาของคนอื่นทำไม สิ่งสำคัญสำหรับคนไทยมีสามอย่างคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศาสนานั้นหมายถึง "ศาสนาพุทธ" (ไม่ใช่ศาสนาคริสต์) เมื่อเราไปนับถือศาสนาอื่น เขาจึงรู้สึกว่าเราเป็นคนขายชาติขายศาสนา คนไทยทั่วไปมีความเชื่อว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
เมื่อเขาเห็น และรู้ว่าเราเป็นคริสเตียน เขามักจะคิดว่า เราเป็นโรคเรื้อน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะในสมัยแรกๆนั้น คนที่มาเชื่อพระเจ้าเข้าศาสนาคริสต์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนโรคเรื้อน เพราะคนธรรมดาทั่วๆไป จะไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ไม่มาเชื่อพระเจ้า มิชชั่นนารีในสมัยนั้น จึงทำพันธกิจกับคนโรคเรื้อน และคนโรคเรื้อนส่วนใหญ่ เชื่อในพระเจ้า เข้าศาสนาคริสต์
นี่เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า ระหว่างผู้ส่งข่าวสาร และผู้รับข่าวสารเข้าใจไม่เหมือนกัน แม้ว่าใช้คำเดียวกัน เพราะคำนั้น ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของสังคม ดังนั้น เมื่อเรานำ "บารมีของพระเจ้าไปเผยแพร่" เราจะต้องไว (Sensitive) เกี่ยวกับเรื่องนี้ การกระทำเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

การใช้คำว่า "อาเมน" (Amen)


เมื่ออธิษฐาน หรือสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าจบลงแล้ว คริสเตียนที่เป็นโปรเตสแตนต์จะกล่าวคำว่า "อาเมน" (Amen) บางทีก็ออกเสียงว่า "เอเมน" ฝ่ายคาทอลิกออกเสียงว่า แอเมน คำนี้เป็นภาษาฮีบรู มีความหมายว่า "เป็นความจริง เป็นความถูกต้อง ใช่แล้ว จริงแล้ว ถูกต้องแล้ว ขอให้เป็นเช่นนั้น" สาเหตุที่คริสเตียนทั้งโปรเตสแตนต์ และคาทอลิก ไม่แปลคำว่า "อาเมน" เป็นคำว่า "สาธุ" สันนิษฐานว่า ผู้แปลพระคัมภีร์รุ่นก่อน เข้าใจว่าสาธุเป็นคำของศาสนาพุทธ ส่วนคำว่า อาเมน เป็นคำของศาสนาคริสต์ จึงได้ใช้กันตลอดมา
ความจริงแล้วคำว่า "สาธุ" เป็นคำในภาษาไทย ที่รับมาจากบาลีอีกทีหนึ่ง และคนไทยทุกคนที่ใช้ก็รู้จักเป็นอย่างดี และมีความหมายว่าเช่นเดียวกันกับคำว่า "อาเมน" คือมีความว่า "ดี ถูกต้อง เหมาะสม งาม ชอบแล้ว หรือการเปล่งวาจาว่าชอบแล้วเมื่อเวลาเห็นควร หรือยกย่องสรรเสริญ หรือ ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด"
เพื่อจะให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization จำเป็นจะต้องแปลคำว่า "อาเมน" เป็น "สาธุ" (เหมือนกับการแปลคำอื่นๆ) เพราะมีความหมายเช่นเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะใช้ทับศัพท์ เพราะคำว่าสาธุในภาษาไทยก็มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า อาเมนอยู่แล้ว
กรณีของฝรั่ง เขาไม่มีภาษาของเขาเอง เขาจึงใช้ทับศัพท์ หรือยืมคำว่า อาเมนมาจากภาษาฮีบรู ซึ่งจำเป็น และก็ไม่ว่ากัน แต่ในกรณีของไทย เรามีคำที่มีความหมายดี และสอดคล้องกับคำว่า อาเมน อยู่แล้ว ฉะนั้นเราที่เป็นคริสเตียนไทยควรจะใช้คำว่า "สาธุ" เพื่อจะไม่ต้องแปลภาษาฮีบรูมาเป็นภาษาไทย และเมื่อใช้กับคนไทยจะได้เข้าใจในทันที
แต่ถ้าคริสเตียนไทยอ้างว่าไม่ควรแปลคำว่า อาเมนเป็น "สาธุ" เพราะคำว่าอาเมนเป็นภาษาของพระคัมภีร์ และสาธุเป็นคำของพุทธศาสนา ถ้าคิดเช่นนั้น ก็เห็นจะแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาไทยไม่ได้เลย เพราะภาษาไทยที่ใช้อยู่เกือบ 80-90 เปอร์เซ็นต์ล้วนมาจากบาลีสันสกฤต ซึ่งเป็นภาษาในศาสนาพุทธแสะศาสนาพราหมณ์ฮินดู ในเมื่อพระเยซูยอมใช้ภาษาอาราเมอิกในการสื่อความหมาย เราก็ควรจะใช้ภาษาไทย ในการสื่อความหมายด้วย การกระทำเช่นนี้เป็น Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

การใช้คำว่า "อาเลลูยา" (Alleluia)


นอกจากคำว่า อาเมนแล้ว ยังมีอีกคำหนึ่งที่คริสเตียนโปรเตสแตนต์ใช้เมื่อสรรเสริญพระเจ้าคือคำว่า "อาเลลูยา" หรือ ฮาเลลูยา (Alleluia) ส่วนคาทอลิกออกเสียงว่า "อัลเลลูยา" คำนี้มาจากภาษากรีก และภาษาลาติน ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ ที่มาจากภาษาฮีบรู มีความหมายว่า สรรเสริญพระยาห์เวห์ ตามหลักของการให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า Contextualization แล้ว ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะใช้คำว่า "อาเลลูยา" เลย เพราะใช้แล้วก็เป็นภาษาของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่คริสเตียนที่ใช้ ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ถ้าจะใช้ก็ควรจะใช้ว่า "สรรเสริญพระเจ้า" บางคนเมื่อใช้ว่าอาเลลูยา แล้ว ก็ไม่เข้าใจ ก็ต้องกลับมาใช้ว่าสรรเสริญพระเจ้าอยู่ดี
ฉะนั้นเพื่อความเข้าใจ และเพื่อให้เป็นไปและสอดคล้องกับหลักการ Contextualization จึงไม่ควรพูดและใช้คำนี้เลย ถ้าใช้ ก็ไม่มีใครรู้เรื่องและเข้าใจ เป็นการใช้ภาษาต่างประเทศเท่านั้นเอง เหมือนกับเวลาเรา "สวดมนต์" ในภาษาบาลีว่า "อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา พุทฺธํ ภควนฺตํ อภิวาเทมิ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโมธมฺมํ นมสฺสามิ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฺฆํ นมามิ"
เมื่อสวดมนต์บทนี้ ไม่มีใครเข้าใจเลย ถ้าไม่มีคำแปล หรือถ้าไม่ใช่ผู้ที่ผ่านการศึกษาภาษาบาลีมาแล้วเป็นอย่างดี การใช้ภาษาฮีบรู หรือภาษากรีก ภาษาลาตินก็เช่นเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นอันใดเลย เพราะจุดประสงค์ของพระเจ้า ในการให้พระเยซู "เข้าไปอยู่ใน" รูปแบบ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่น หรือการ Contextualization นี้ ก็เพื่อความเข้าใจ เพื่อการสื่อความหมายเป็นหลัก
ศาสนาที่สำคัญๆในโลกนี้ มีแต่ศาสนาคริสต์เท่านั้น ที่พระเจ้าอนุญาตให้แปลพระคัมภีร์เป็นภาษาของคนในปัจจุบัน เราจะเห็นได้จากการที่พระเจ้าอนุญาตให้แปลพระคัมภีร์มาเป็นภาษาอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นอันใด ที่จะคงภาษาฮีบรูไว้ และใช้ภาษานั้นๆ ทางที่ดีและถูกต้อง จะต้องแปลภาษานั้นๆ ให้เป็นภาษาท้องถิ่น เพื่อคนท้องถิ่นจะได้เข้าใจพระคำของพระเจ้าอย่างชัดเจน การกระทำเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

การใช้คำว่า "มาซีอะห์" (Messiah)


คำว่า "มาซีอะห์"พระคัมภีร์ภาษาไทยใช้ว่า "เมสสิยาห์" มาจากคำในภาษาฮีบรูว่า มาซียาห์? ภาษาอังกฤษเรียกว่า Messiahชื่อนี้หมายถึงพระผู้ช่วยให้หลุดพ้น (พระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า "พระผู้ช่วยให้รอด") ตามความเชื่อในศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม
พระมหากษัตริย์ หรือมหาปุโรหิต ซึ่งจะได้รับแต่งตั้งด้วยการเจิมน้ำมัน (อพย 30:22-25) พระมาซีอะห์ อาจจะไม่ใช่ชาวยิวเสมอไป เช่น พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ปลดปล่อยชาวยิวให้พ้นจากการเป็นเชลยก็ถือว่าเป็นด้วย ต่อมาความหมายของมาซีอะห์เปลี่ยนไป ใช้หมายถึงกษัตริย์ยิวผู้ปกครองโลกในยุคสุดท้ายไปตลอดชั่วนิรันดร์ ตามความเชื่อและอวสานวิทยาของชาวยิว พระมาซีอะห์จะเป็นคนในเชื้อสายดาวิด และได้เป็นผู้นำของชาวยิวในอนาคต ตลอดจนทั้งโลกในยุคพระศรีอาริย์
คำว่า มาซีอะห์หรือ Messiahตรงกับภาษากรีกว่า คริสตอส (Christos)ซึ่งแปลว่า "พระคริสต์" ผู้เชื่อในพระเจ้าใช้คำนี้เป็นสมัญญานามของพระเยซู โดยเรียกพระองค์ว่า "พระเยซูคริสต์" หรือบางทีก็เรียกว่า "พระคริสต์" เพราะเชื่อว่าพระผู้ช่วยให้หลุดพ้นที่คัมภีร์ภาษาฮีบรูกล่าวถึงว่าเป็น Messiah หรือ Christos นั้นคือพระเยซู
ตำราหะดีษในศาสนาอิสลามก็ระบุว่าอีซา (เยซู) บุตรนางมัรยัม (มารีย์) ก็คือนบีและมะซีฮ์ (มาซีอะห์) ที่พระเป็นเจ้าทรงส่งมาช่วยพวกอิสราเอลตามพันธสัญญา และเชื่อว่าพระองค์จะกลับมายังโลกอีกครั้งพร้อมกับอิมามมะฮ์ดี และร่วมกันกำจัดมะซีห์ อัด-ดัจญาล (ศัตรูของพระคริสต์) ดังนั้นพระเยซู จึงเป็น พระมาซีอะห์ ของชาวยิว หรือ พระคริสต์ ของชาวกรีก และเป็นพระศรีอาริย์ของชาวอีสาน ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่ว่าด้วยพระคริสต์
คำว่า "มาซีอะห์" นี้ คริสเตียนทั่วไปจะทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Messiah เป็น "เมสสิยาห์" ซึ่งก็ใกล้เคียงกับคำว่า "Mettreya" ในภาษาสันสกฤต ซึ่งก็คือ พระศรีอาริยะเมตไตรย ที่คนไทยรอคอยว่า เมื่อสิ้นสุดยุคของพระสมณะโคดม แล้ว พระศรีอาริยะเมตไตรย ก็จะมาปรากฏ คริสเตียนชาวอีสานเชื่อว่า พระองค์ได้มาปรากฏแล้ว คือพระเยซูเจ้า ความเชื่อเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

คำทำนายเกี่ยวกับ "พระมาซีอะห์" (Messiah)


พระคัมภีร์อิสยาห์ 40:9 ในบทเพลง "มาซีอะห์" (Messiah) กล่าวไว้ว่า "โอผู้นำข่าวดีมายังศิโยนเอ๋ย" มีความหมายถึงข่าวดีในการที่เชลยชาวยิวได้กลับบ้าน แต่ก็ยังมีการตีความหมายอ้างถึงคำทำนายที่พระเยซูคริสต์จะปลดปล่อยชนชาติของพระองค์ให้เป็นอิสระ คำทำนายนี้สำเร็จในพระคัมภีร์ใหม่ หนังสือ อิสยาห์ 52:7กล่าวว่า "เท้าของผู้นำข่าวดีดีมาก็งามสัดเท่าใดที่บนภูเขา" ข้อความนี้หมายถึงผู้นำข่าวจาก เมโสโปเตเมีย มายังประเทศยูดาห์ ว่าชาวยิวจะกลับมาสร้างเมืองขึ้นใหม่ ผู้สื่อสารนี้คือ ผู้กล่าวแก่ศิโยนว่า "พระเจ้าของเจ้าทรงครอบครอง" แต่ในหนังสือโรม 10:15 เปาโลได้ชี้ให้เห็นว่า "ผู้นำข่าวดี" คือผู้เผยแพร่บารมีของพระเยซูคริสต์ ในแง่นี้ย่อมอ้างถึงพระมาซีอะห์ด้วย
พระคัมภีร์ข้อที่สำคัญกว่า 2 ข้อที่กล่าวมาแล้ว คือ อิสยาห์ 61:1 "พระธรรม (โปรเตสแตนต์แปลว่า "พระวิญญาณ" คาทอลิกแปลว่า "พระจิต") แห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ" อิสยาห์ไม่ได้บอกเราว่า ใครเป็นผู้พูดประโยคนี้ แต่จากประโยคนี้ทำให้เราทราบว่าผู้พูดคือผู้ที่รับการเจิมจากพระเจ้าเพื่อพระราชกิจของพระองค์ และในภาษาฮีบรู กริยาค่ำว่า "เจิม" เป็นรากศัพท์ของคำว่า "มาซีอะห์" (Messiah) ส่วนในภาษากรีก คำกริยาที่แปลว่า "เจิม" เป็นรากศัพท์ของคำว่า "คริสต์" (Christos)
ดังนั้น ผู้ที่เป็นผู้พูดว่า "พระธรรมแห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้า" ก็น่าจะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า คนที่อิสยาห์ได้กล่าวถึงในบทแรกๆ ในหนังสือของท่าน ผู้รับใช้ของพระเจ้าคนนี้ จะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก "มาซีอะห์" ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมเอาไว้ เรายังคงจำได้ว่า สาวกของยอห์นผู้ทำพิธีมุดน้ำ ได้มาถามพระเยซูว่า "พระองค์เป็น ผู้ที่จะมานั้นหรือ พระองค์เป็นผู้ซึ่งคนเป็นอันมากกำลังแสวงหาใช่ไหม?" พระองค์บอกกับบุคคลเหล่านั้นว่า "กลับไปเล่าให้ยอห์นฟังถึงพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งทรงกระทำด้วยพระเมตตาและฤทธานุภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าลืมบอกยอห์นว่า "บารมีพระเจ้าก็ประกาศแก่คนยากจน" (ลก 7:2;มธ 11:5) ข้อความเหล่านี้แฝงความหมายว่า พระเยซูกำลังกระทำสิ่งที่พระเจ้ากำหนดให้ทำ และแน่นอนพระองค์คือ "ผู้นั้นที่จะมา" การกระทำเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย

ที่มาของคำว่า "เมสไซยาห์" หรือ "เมสสิยาห์" (Messiah)


คำว่า "เมสไซยาห์" หรือ "เมสสิยาห์" ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Messiah ภาษาฮีบรูคือ ภาษาฮีบรูมาตรฐานออกเสียงว่า มาซีอะห์ ภาษาฮีบรูอาราเมกออกเสียงว่า มาไซอะห์; ภาษาอารามิคซีเรียออกเสียงว่า มาซีฮาห์; ภาษาอาหรับออกเสียงว่า อัล-มาซีห์ คำว่า "เมสไซยาห์" แปลตามตัวหมายถึง "ผู้ได้รับการเจิม" คือจะเป็นผู้ที่ได้รับการเจิมด้วยน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ การเจิมจะทำเพื่อเป็นการแต่งตั้งผู้นั้นให้มีหน้าที่ที่สำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้น "เมสไซยาห์" จึงหมายถึง "ผู้ที่ได้รับเลือก" (The Chosen (One) โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเลือกจากพระเจ้า ในศาสนายิว "เมสไซยาห์" หมายถึงผู้สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์เดวิดที่จะมาเป็นกษัตริย์ปกครองชาวยิว ในยุคเมสไซยาห์ (Messianic Age) ในสมัยของพระองค์นี้ จะนำความรุ่งเรือง มั่งคั่ง สันติภาพ สันติสุขมาสู่ประชาชนทั่วไปในภาษาฮีบรูมาตรฐานจะเรียก "เมสไซยาห์" ในภาษาฮีบรูไทบีเรียจะเรียกว่า ซึ่งหมายความตรงตัวว่า "กษัตริย์ผู้ได้รับการเจิมไว้" หรือสถาปนาไว้
ในศาสนาคริสต์เชื่อการพยากรณ์ในคัมภีร์ฮีบรู ที่กล่าวถึงผู้ที่จะมาช่วยให้หลุดพ้น หรือผู้ที่จะลงมาไถ่โทษทางจิตวิญญาณ (spiritual savior) และเชื่อว่าพระเยซูคือ "เมสไซยาห์" ในภาษาฮีบรู และ "ไคร้สต์" (Christ) ในภาษากรีก คือ "khristos" ใช้ในการแปลคำในภาษาฮิบรู ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า "เจิม" ในศาสนาอิสลาม พระเยซู ถูกเรียกว่า อีซา เขาเรียกพระองค์ว่า "มาซีห์ อีซา" (Masih) แต่อิสลามไม่เชื่อว่าพระองค์เป็น "บุตรของพระเจ้า" เช่นที่เชื่อกันในศาสนาคริสต์
ในการแปลคัมภีร์ฮีบรูมาเป็นภาษากรีกนั้น คำว่า "เมสไซยาห์" ที่ปรากฏด้วยกันทั้งหมด 39 ครั้งก็แปลเป็น "Christos" หมด แสดงว่า พระคริสต์ในภาษากรีก เป็นคำแปลของคำว่า มาไซยาห์ ในภาษาฮีบรู ในหนังสือพันธสัญญาใหม่มีคำแปลภาษาฮีบรู (มาไซยาห์)" เป็นภาษากรีกสองครั้งใน ยอห์น 1:41 และ 4:25 คัดลอกจาก ข้อเขียนของ จันทรวารสิริสวัสดิ์ โสมนัสวัฒนสิริ

ความเชื่อเรื่อง "พระเมสสิยาห์" (Messiah)


ความเชื่อเรื่อง "พระเมสสิยาห์"นี้ เป็นของชนชาติอิสราเอล ที่มีความเชื่อว่า พระเจ้าจะทรงส่ง "ผู้มีบุญ" ที่เรียกว่า "เมสสิยาห์" มาช่วยให้พ้นจากการถูกข้าศึกยึดบ้านครองเมือง ผู้ที่ประกาศเรื่องนี้คือบรรดาคนทรงของพระเจ้า (โปรเตสแตนต์เรียกว่า "ผู้เผยพระวจนะ" คาทอลิกเรียกว่า "ประกาศก")
พระเมสสิยาห์ มี 4 ลักษณะสำคัญ คือ
1. เป็นกษัตริย์ คนทรงของพระเจ้า มักจะเปรียบเมสสิยาห์ เป็นดาวิดองค์ใหม่ "พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า ในวันนั้นเหตุการณ์จะเกิดขึ้นคือ…ดาวิดพระราชาของเขาผู้ซึ่งเราจะให้เกิดมาเพื่อเขา" (ยรม 30:8-9) เมสสิยาห์จะทรงมีอำนาจเหนือแผ่นดินโลก (ดู อสย 11:10) แต่การปกครองของพระองค์จะแตกต่างไปจากกษัตริย์ทั้งปวงเพราะพระองค์จะไม่ทรงใช้กำลังและกองทัพ แต่จะทรงใช้สันติและความเที่ยงธรรม (อสย 9:5-6) พระองค์จะทรงบังเกิดมาในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อเบธเลเฮ็ม (มคา 5:1) จะเสด็จเข้าสู่นครหลวงของพระองค์โดยประทับบนหลังลา (ศคย 9:9) ทรงเป็นจอมราชันย์นำประชากรของพระองค์ให้รับใช้พระเจ้า
2. เป็นคนทรงของพระเจ้า เนื่องจากคนทรงของพระเจ้า เป็นบุคคลที่มีเกียรติสูงส่งที่สุดในพวกอิสราเอล เป็นผู้ประกาศพระคำของพระเจ้า ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางศาสนา จึงไม่เป็นเรื่องที่แปลกที่เมสสิยาห์จะมีลักษณะของคนทรงด้วย โดยถือว่าเป็นคนทรงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นแบบอย่างของข้ารับใช้ของพระยาห์เวห์ด้วย (อสย 42:1-4, 49:1-6)
3. เป็นมหาปุโรหิต เนื่องจากมหาปุโรหิตในพวกอิสราเอลมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคนทรงของพระเจ้า เมสสิยาห์จึงได้รับเกียรติดังกล่าวด้วยเช่นกัน พระองค์ได้รับการเปรียบเทียบกับเมลคีเซเดคผู้ทรงเป็นกษัตริย์และมหาปุโรหิตในเวลาเดียวกัน (สดด 109:10)
4. เป็นผู้มาในวาระสุดท้าย (Apocalyptic Messiah) ดาเนียลกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "มีท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์มาพร้อมกับบรรดาเมฆสวรรค์…ราชอาณาจักรของท่านเป็นราชอาณาจักรนิรันดร์ ซึ่งจะไม่สิ้นสุดไป และแผ่นดินของท่านเป็นแผ่นดินที่จะไม่ถูกทำลายเลย" (ดนล 7:13-14) ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้จะได้รับการสืบทอดในหนังสือพันธสัญญาใหม่อย่างชัดเจนเช่นกัน

การใช้คำว่า "คริสต์" (Christ)


คำว่า "คริสต์" เป็นคำที่ใช้ทับศัพท์ในภาษาอังกฤษจากคำว่า "Christ" ซึ่งมาจากภาษากรีกอีกทีหนึ่งจากคำว่า "Christos" ตรงกับคำในภาษาฮีบรูว่า "มาซีอะห์" (Messiah) มีความหมายว่า ผู้ได้รับเลือกสรร ให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า หรือผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ให้ทำหน้าที่สำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งแทนพระองค์ ประวัติความเป็นมาของคำนี้มีอยู่ว่า:-
ชาวยิวได้ตั้งอาณาจักรขึ้นที่แผ่นดินคานาอัน ต่อมาอาณาจักรนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรบาบิโลน และเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมันตามลำดับ ชาวยิวได้รับการกดขี่ข่มเหงจากอาณาจักรโรมัน เราจะเห็นว่า ประวัติศาสตร์ ของชาวยิวเป็นประวัติศาสตร์แห่งความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส ชาวยิวจึงมีความเชื่อในคำทำนายของคนทรงของพระเจ้า (โปรเตสแตนต์แปลว่า "ผู้เผยพระวจนะ" คาทอลิกแปลว่า "ประกาศกของพระเจ้า") ว่า:-
วันหนึ่ง พระเจ้าจะส่งคนลงมาช่วย เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากทั้งหมดของชาวยิว หรือช่วยไถ่บาปให้กับเขา เรียกบุคคลนี้ว่า "มาซีอะห์" (Messiah) ซึ่งตรงกับคำว่า "คริสต์" (Christ) หรือ ไครสต์ ในภาษากรีก ความเชื่อดังกล่าว ทำให้พวกเขามีความหวังในชีวิต เมื่อพระเยซู (Jesus) มาเกิด ชาวยิวจำนวนหนึ่ง จึงมีความเชื่อว่า พระองค์คือ มาซีอะห์ แต่ก็ยังมีชาวยิวอีกพวกหนึ่งไม่เชื่อว่า พระองค์เป็นพระ มาซีอะห์ เขายังคอยอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
ในทำนองเดียวกัน คนไทยก็มีความเชื่อเรื่องนี้เหมือนกันคือชื่อว่า จะมีพระพุทธเจ้าอีกองค์ลงมาตรัส หรือมาโปรด เรียกว่า "พระศรีอาริรยะเมตไตรย" กล่าวคือหลังจากศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ชื่อ "พระสมณะโคดม" ผ่านพ้นไป 5,000 ปี บ้างก็บอกว่า กึ่งพุทธกาล คือ 2500 ปี จะมีพระพุทธเจ้าอีกองค์มาตรัส เมื่อพระองค์มานั้น มีคำผญาทำนายว่า:-
"หนทางสิเป็นตาหมากหาบ แผ่นดิน สิฮาบเป็นหน้ากลองชัย" "ม้าสิโป่งเขา เสาสิออกดอก คนขี้ไฮ้ สิได้เกิดเป็นคนดี ขี้ซี (ขี้ไต้) สิเซาเป็นกะบองไต้ ไง้นำกกเสา ไฟลุกพรึบ." คันฮอดสองพันห้าสงฆ์สิเป็นผู้อ้าย ขายฮูปฮอยพระองค์ สงฆ์บ่มีวินัย ไพร่เมืองบ่ยำย้าน มีแต่มหานั่นแหล่ว สิล่อหลอกกินกัน" "พระศรีอาริย์มาแล้วคนสิหน่ายแหนงซัง มวลคณาแนวเซื้อสหายเกลอรังเกียจ บังเบียดเจ้าซังแท้ผู้เดียว พระบาทเจ้าใจซื่อถือศีล ยินดีกับฝูงชนหมู่แหนแสนตื้อ" ดังนั้นคริสเตียนชาวอีสานจึงชื่อว่า พระเยซูคือพระศรีอาริยะเมตไตรย และพระองค์มาตรัสแล้ว การเชื่อเช่นนี้เรียกว่า Contextualization และเป็น Counter Values of the World ด้วย
Click Here

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คริสเตียนกับการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม ความหมายของคำที่ใช้ทับศัพท์ ตอนที่ 1

คริสเตียนกับการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม ความหมายของคำที่ใช้ทับศัพท์ ตอนที่ 2

คริสเตียนกับการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม ความหมายของคำที่ใช้ทับศัพท์ ตอนที่ 3