สัมผัสแห่งการรักษาในความรักของพระเจ้า

คำพยาน โดย คุณวิลาวรรณ

ชื่อวิลาวรรณ ชื่อเล่น ทราย ข้าพเจ้าเป็นลูกคนเดียวของที่บ้าน ครอบครัวศาสนาพุทธ พ่อทำธุรกิจส่วนตัว ค่อนข้างเป็นเด็กสบาย เพื่อนๆ จะอิจฉากัน พ่อแม่ตามใจ อยากกินอะไรก็ได้กิน ไปเที่ยวไหนก็ได้ไป จนวันนึงพ่อโดนตำรวจจับ แต่จำไม่ได้ว่ากี่เดือน แล้วก็ถูกปล่อยตัวออกมา แต่สุขภาพพ่อแย่ลงจนกระทั่งพ่อเสียชีวิต และ 4 ปีต่อมาแม่ก็เสียชีวิต ข้าพเจ้าเองตอนนั้นก็ยังเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ ป้าข้าพเจ้าพี่สาวของทางแม่เลยรับมาอุปการะ ชีวิตเปลี่ยนไปเลย จากเด็กๆ ที่เคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย สุขสบาย ถูกตามใจ ต้องมาเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ต้องทำทุกอย่างๆ สารพัด เริ่มร้องไห้ ตกใจกับตัวเอง เฮ้ย!! ชีวิตทำไมเป็นอย่างนี้ เริ่มเกเร ออกนอกลู่นอกทาง ชีวิตติดเพื่อน อยากหาความสุข เที่ยวเละเทะ แต่ยังอาศัยอยู่กับป้าจนเรียนจบ พอโตขึ้นยังติดเพื่อนอยู่ ก็ตามเพื่อนไปสักยันต์น้ำมันบ้าง ดูดวงบ้าง เพื่อหาความสบายใจ ซึงทางญาติแม่เป็นคนทรง ข้าพเจ้าก็ตระเวนดูดวงไปทั่วที่ไหนบอกดีแม่นก็ไป และได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมอยู่ทีวัดแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียง ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าขยันทำบุญมาก เริ่มทำอย่างจริงจังหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น อยากหนีจากเวรกรรม เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนสุขภาพไม่ดีเท่าไหร่ และเพื่อนๆ ช่วงนั้นก็เริ่มห่างหายไป

จนได้มาทำงานที่บริษัทฯ แห่งหนึ่งฝั่งพระราม3 ซึ่งเจ้าของบริษัทและครอบครัวทางเจ้าของเป็นคริสเตียน ได้ยินได้ฟังเรื่องพระเจ้าบ่อย และมีพยานที่เป็นดารานักร้องมีชื่อเสียงมาเป็นพยานที่บริษัทฯ บ่อยๆ ข้าพเจ้ารับฟังและได้รับหนังสือที่รวบรวมพยานชีวิตทั้งคนที่มีชื่อเสียงและที่เป็นบุคคลธรรมดา และทั้งเรื่องที่เป็นอัศจรรย์ ก็เอามาเก็บไว้เปิดอ่านแต่ไม่ได้สนใจที่จะเชื่อ เพราะชีวิตช่วงนั้นติดกินเหล้า เบียร์ บุหรี่ เที่ยวใช้ชีวิตอย่างสนุกไปวันๆ คิดว่ามีความสุขดีอยู่แล้วทั้งๆ ที่สุขภาพก็ไม่ค่อยจะดี คนที่หวังดีก็เตือนตลอดแต่ไม่ฟัง

จนปีที่ 2 ก่อนที่จะต้อนรับพระองค์เข้ามาได้มีอาการป่วยคือม่านตาอักเสบรุนแรง และหาสาเหตุเจอภายหลังจากการเอ็กซ์เรย์ และเจาะเลือดพบว่าเกิดจากโรคข้อกระดูกอักเสบของกลุ่มโรครูมาตอยด์ H LAB 27 คือโรคกระดูกหลังแข็ง(AS) ซึ่งเหตุการณ์ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไรและเกิดจากอะไร อาการเริ่มเป็น 6 สิงหาคม 2012 แต่ไม่หนักมาก จนกระทั่งวันที่ 12 สิงหาคม 2012 มีอาการปวดขั้นรุนแรงมาก จนต้องเข้าโรงพยาบาล หมอให้ยาหยอดตามา แต่อาการยังไม่ดีขึ้น จนวันที่ 15 สิงหาคม 2012 จำได้ดีเลยเวลา 7 โมงเช้า อาการแย่ลง ตื่นมาตอนเช้าพบว่าตาข้างซ้ายที่ข้าพเจ้าปวดนั้นเริ่มมองเห็นไม่ชัดและมีอาการปวดตามาก ตาใกล้จะปิด มองไม่เห็นแม้กระทั่งว่าฝนตก ต้องฟังเสียงเอา ไม่สามารถมองแสงแดดใดๆ ได้เลยแม้กระทั่งอยู่ในบ้านและต้องใส่แว่นตาดำตลอดเวลายกเว้นเวลาปิดไฟนอน (อายุข้าพเจ้า 26 ปี) ตอนนั้นตกใจมาก คือกลัวทุกอย่างไปหมด กลัวว่าตาจะบอด เป็นภาระให้ที่บ้าน เครียดมากจนกระทั่งอยู่ๆ นึกถึงพระเยซูขึ้นมา ร้องไห้ทรุดกับหมอนบนที่นอนเลย ร้องไห้เหมือนคนจะตาย เหมือนคนที่ไม่เหลืออะไรแล้ว บอกพระองค์ช่วยลูกด้วยเถอะ ลูกเดินต่อไปอีกไม่ไหวแล้วนะ ลูกขอมอบชีวิตลูกให้พระองค์ดูแลให้พระองค์จัดการ ให้พระองค์เป็นผู้ดำเนินในชีวิตลูก ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนการณ์ของพระองค์ ลูกไม่ไหวแล้ว ลูกเหนื่อยที่จะเดินต่อไป แล้วก็มีความอบอุ่นใจขึ้นมามันเป็นความรู้สึกที่ดีมากสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเลย คราวนี้ยิ่งร้องหนักขึ้น เหมือนพระองค์กำลังปลอบเราอยู่ (ลองนึกถึงเวลาที่มีใครสักคนที่เค้ารักเรามาก และเป็นห่วงเรา เค้าปลอบเราลูบหัวเรา และเราร้องไห้กอดเค้าไว้ นั่นแหละเป็นความรู้สึกที่ใช่เลย)

จากนั้นได้อธิษฐานขอการรักษาจากพระองค์ ขอพระองค์ส่งหมอที่ดีมาให้ และการรักษาที่ดีที่สุดซึ่งตอนนั้นตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาล ได้มารักษาโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ พระองค์ก็ได้ส่งหมอที่ดีมาให้ตามคำอธิษฐานจริงๆ พระองค์ได้จัดเตรียมให้ทุกอย่างโดยการรักษานั้นอยู่ภายใต้การดูแลกำกับโดยอาจารย์หมอ ขอบคุณพระเจ้า!! ซึ่งในการรักษานั้นมียาหยอดตาให้ 2 หลอด ยาขี้ผึ้ง ยากิน และอาจารย์หมอได้ฉีดยาเข้าที่ใต้ตาซึ่งอาการของข้าพเจ้านั้นปวดตารุนแรงมาก ข้าพเจ้าบอกกับพระองค์ว่ากลัวเรื่องการฉีดยาเข้าที่ใต้ตา และมีความคิดเข้าแทรกมาว่าจะกลัวไปทำไมพระองค์เจ็บกว่ามาก พระองค์ยอมเสียสละตัวเองเพื่อไถ่บาปบนไม้กางเขน โดนตอกที่มือทั้งซ้ายและขวา เจ็บปวดกว่าข้าพเจ้ามาก พระองค์ยอมเสียเลือดของพระองค์เลือดของพระองค์ได้ไหลลงมา เท่านั้นแหละความกลัวที่อยู่ในใจไม่มีอีกเลยและรู้สึกอบอุ่นมากๆ จากนั้นมาก็รักษามาเรื่อยๆ .

ชีวิตก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยคิดแต่สนุกไปวันๆ กิน เที่ยว ดื่ม บุหรี่ ก็เลิกไปเองโดยไม่รู้สึกในความต้องการสิ่งเหล่านั้นเลย ต้องขอบคุณพระเจ้ามากๆ และความคิดของข้าพเจ้ารู้สึกอยากไปโบสถ์เหลือเกิน แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนอย่างไร เลยบอกกับพระองค์ไปว่า ถ้าพระองค์อยากให้ลูกได้เป็นลูกของพระองค์จริงๆ พระองค์ส่งคนของพระองค์มารับแล้วลูกจะไป แล้วในวันที่ 24 สิงหาคม 2012 อยู่ๆ ได้มีพี่ที่ทำงานที่เป็นคริสเตียนได้มาชวนไปที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นอะไรที่ดีใจมาก ที่พระองค์ต้องการข้าพเจ้าจริงๆ คือข้าพเจ้ารู้เลยว่าข้าพเจ้าไม่ได้ถูกทอดทิ้งจากพระองค์ ก็รีบตอบตกลงบอกพี่ที่ทำงานตัดสินใจไปโบสถ์ ซึ่งเค้าก็ดูตกใจกับคำตอบที่ข้าพเจ้าตกลงไป และตัวเค้าเองก็บอกว่าไม่รู้ว่าคิดยังไงอยู่ๆ ถึงได้มาชวนไปที่โบสถ์ ขอบคุณพระเจ้า !!!

26 สิงหาคม 2012 เช้าในวันอาทิตย์ที่ต้องไปโบสถ์ อยู่ๆ อาการปวดตากำเริบ หยอดยาก็ยังไม่บรรเทา ปวดจนในวันนั้นไม่อยากที่จะก้าวออกจากบ้าน ไม่อยากที่จะไปโบสถ์เลย ลังเลที่จะหยิบโทรศัพท์เพื่อยกเลิกไม่ไป แต่ในใจข้าพเจ้าคิดนัดพี่เค้าแล้วนะจะไม่ไปได้ยังไงเกรงใจเค้าแย่เลย แล้วพระองค์ก็ส่งคนมารับถึงที่แล้วนะ ก็คิดๆ ตัดสินใจก้าวขาออกจากบ้านเลยไม่สนใจแล้วความเจ็บ ถ้าจะไปหาหมอก็เจอแต่หมอที่อยู่เวร คิดไว้ว่าวันจันทร์ค่อยไปก็ได้ช่างมันเถอะ

นับจากวันที่ต้อนรับพระองค์ตั้งแต่ 15 สิงหาคม 2012 - 10 กันยายน 2012 ได้ไปงานฟื้นฟูที่บางนา อธิษฐานด้วยสุดใจข้าพเจ้าเลยว่าขอให้ตาหายมัวฝ้าฟางและให้กลับมามองเห็นได้เป็นปกติแล้วก็ร้องไห้แบบสุดชีวิต ซึ่งพระองค์ทรงรักษาให้ระหว่างที่ร้องไห้ในงานฟื้นฟู จากตาที่มัวก็เริ่มใสขึ้น ใสขึ้น เรื่อยๆ พระเจ้าสุดยอดมากๆ เนี่ยแหละของจริงเลยขอบคุณพระเจ้า กลับไปบ้านอาการปวดยังคงมีอยู่ แต่เชื่อว่าพระองค์ทรงรักษาให้อยู่ จนวันที่ 11 กันยายน 2012 ไปหาหมอตามนัด ได้มีการวัดลานสายตาที่ข้างซ้ายที่เป็นปรากฏว่าข้าพเจ้าอ่านผ่านรูเล็กๆ (ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร) จากแถวบนสุดจนถึงก่อนบรรทัดสุดท้าย 1 บรรทัด แต่ตาข้างขวาที่ปกติกลับอ่านไม่ชัดเท่าตาข้างซ้ายที่มันมีปัญหา ตอนนั้นรู้ตัวเลยว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะจากเดิมที่มองอะไรก็มัวหมอกไปหมดวัดลานตาอ่านได้แต่ตัวใหญ่ๆ แถวบนไม่เคยถึงบรรทัดก่อนสุดท้ายเลย ฮาเรลูย่า ขอบคุณพระเจ้า!!! แต่ว่าตายังคงเจ็บอยู่หมอบอกว่าถ้าไม่หายหมอต้องให้กินยาสเตียรอยด์ ซึ่งหมอไม่อยากให้กินเท่าไหร่เพราะผลเสียและผลข้างเคียงที่จะเกิดจะมีเยอะมาก และข้าพเจ้าก็ฉีดยาเข้าไปที่ใต้ตาแล้วด้วยซึ่งวันที่ 18 กันยายน 2012 หมอได้นัดมาดูอาการอีครั้งก่อนให้กินยาสเตียรอยด์ ข้าพเจ้าจึงเริ่มรู้สึกกังวล และได้ไปงานฟื้นฟูที่ไบเทคแต่ใจไม่มีความเป็นสุขไม่นิ่งพอไม่ได้จดจ่อที่พระองค์ ผลที่ออกมาจึงไม่ประทับใจเท่าไหร่ แต่ข้าพเจ้าไม่ท้อแท้หรอก

วันที่ 12 กันยายน 2012 วันสุดท้ายของงานฟื้นฟูได้ไปอีกครั้งไปด้วยใจที่สงบและนิ่งโฟกัสที่พระเยซูที่ทรงสละตัวเองเพื่อไถ่บาปบนไม้กางเขน นึกถึงภาพตัวข้าพเจ้าเองได้ร่วมแบกกางเขนก้าวเดินไป และเชื่อพระองค์อย่างสุดใจอธิษฐานให้ตาซ้ายหายจากอาการปวดอับเสบ วิงวอนให้พระองค์ทรงแตะสัมผัสข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็หายดีและนึกถึงชายฉลองพระองค์ที่ข้าพเจ้าขออาจเอื้อมไปสัมผัส และได้สงบนิ่ง เพื่อรอคอยการรักษาจากพระองค์ จากนั้นความร้อนแบบอุ่นๆ ก็ผ่านเข้ามาที่ตาทั้ง 2 ข้าง (ขณะนั้นหลับตาอยู่ตั้งแต่ตอนอธิษฐาน) รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะเป็นประสบการณ์ครั้งแรก ความเจ็บปวดที่ตาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ขอบคุณพระเจ้าสุดๆ จนถึงวันที่นัดหมอ 18 กันยายน 2012 บอกกับหมออย่างมั่นใจว่าเราหายแล้วซึ่งหมอก็ดูงงๆ สรุปในวันนั้นหมอไม่ได้ให้ยาสเตียรอยด์ และก็ให้ลดยาลงเหลือยาหยอดแค่ 1 ตัวและหยอดน้อยลง ขอบคุณพระเจ้า ฮาเลลูย่า!!!!

ทุกวันนี้ชีวิตของข้าพเจ้ามีความสุขมาก สุขที่ได้รับชีวิตใหม่ สุขในการได้รับการพักพิงจากพระองค์ ได้พักสงบในพระทัยของพระองค์ ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยใจเหมือนแต่ก่อน สามารถเรียกได้เต็มปากเลยว่าพระองค์คือพ่อของข้าพเจ้า พ่อที่ยิ่งใหญ่และรักข้าพเจ้ามาก

มก.5:28 เพราะคิดว่า "ถ้าเราได้แตะต้องแต่ฉลองพระองค์ เราก็จะหายโรค"

มก.5:29 ในทันใดนั้นโลหิตที่ตกก็หยุดแห้งไป และผู้หญิงนั้นรู้สึกตัวว่าหายโรคแล้ว

มก.5:34 พระองค์จึงตรัสแก่ผู้หญิงนั้นว่า "ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ จงไปเป็นสุขและหายโรคนี้เถิด"

มธ.11:28 "บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเราและเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข"

ฟป.4:6-7 "อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์