แด่พระเจ้าที่รู้จัก

โดย พัชรี เตียจันทร์พันธุ์ Lawwill

" เมื่อเปาโลกำลังคอยสิลาสกับทิโมธีอยู่ในกรุงเอเธนส์นั้น ท่านมีความเดือดร้อนวุ่นวายใจ เพราะได้เห็นรูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง "( กิจการ 17.16 ) อ.เปาโลรู้สึกโกรธเคือง () (ข้อ 16) ที่เห็นวิหารของคนต่างชาติและแท่นบูชาทั่วกรุงเอเธนส์. เห็นได้จากจดหมายฝากที่ท่านเขียนถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์บรรยายถึงความขุ่นเคืองที่ผู้คนทั้งเมืองพากันถวายเครื่องบูชาแก่พวกปีศาจ (ดู1 โครินธ์ 10.20) และมีนักปรัชญาเมธีบางคนที่นั่นดูหมิ่นท่านด้วย (ข้อ 18) แต่ตรงกันข้ามเมื่ออ.เปาโลเริ่มประกาศพระกิตติคุณเรื่องพระเยซูคริสต์ ท่านกลับใช้ถ้อยคำสุภาพและให้เกียรติผู้พังว่าเป็น "นักศาสนา" (ข้อ 22) แล้วเชื่อมโยงประเด็นถึงสิ่งที่ผู้คนที่นั่นนมัสการอยู่

จากข้อมูลพื้นฐานในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตศักราช กล่าวว่า มีผู้เผยธรรมท่านหนึ่งจากเกาะ ครีตชื่อ Epimenides สยบภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับประชาชนในกรุงเอเธนส์โดยการวิงวอนต่อเทพเจ้าองค์หนึ่งที่ประชาชนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จนเกิดแท่นบูชาที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเกียรติแด่เทพเจ้าองค์นี้ ซึ่งต่อมาชาวเอเธนส์เรียกกันว่า "พระเจ้าที่ไม่รู้จัก" (ข้อ23) อ.เปาโลรู้เรื่อง Epimenidesเป็นอย่างดี Epimenides เขียนเอ่ยถึงชาวเกาะครีตเมื่อประมาณ 600 ปีก่อน คศ. และอ.เปาโลได้อ้างถึงผู้เผยธรรมท่านนี้อีกในทิตัส 1.12

ผลของการประกาศในครั้งนั้นมี ดิโอนิสิอัส ผู้เป็นสมาชิกสภาอาเรโอปากัส หญิงคนหนึ่งชื่อดามาริสและคนอื่นๆ กลับใจ แต่ก็มีคนที่เยาะเย้ย และ บางคนสนใจอยากรู้เรื่องราวต่อไป(กิจการ 17.32-34) หากจะว่ากันไปแล้ว ผลของการกลับใจ และการทำงานในจิตใจอันลี้ลับของมนุษย์เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เหนือความสามารถหรือทักษะวาจาของมนุษย์ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในที่นี้ อ.เปาโลสามารถควบคุมอารมณ์และมีทักษะที่ดีในการสร้างมนุษยสัมพันธ์เมื่อสื่อสารพระกิตติคุณ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อคนต่างความเชื่อด้วยกิริยาและคำพูดที่เหมาะสมเช่นกัน

          บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบที่สำคัญระหว่างอิสลามและคริสเตียน โดยเริ่มจากประวัติโดยย่อของศาสนาอิสลาม พิจารณาที่มาของความขัดแย้ง ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างอิสลามกับคริสเตียน ด้วยความหวังใจว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยแก่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐหรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับมุสลิมในการสร้างความเข้าใจอันดี และสามารถเชื่อมโยงประเด็นถึงสิ่งที่มุสลิมนมัสการอยู่มายังพระกิตติคุณได้

ตารางที่ 1 ศาสนาหลักของโลก

1 ประวัติศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลามเริ่มจาก "ลูกฝ่ายเนื้อหนัง" คืออิชมาเอล ที่เกิดก่อนอิสอัค"ลูกแห่งพันธสัญญา"ซึ่งทั้งคู่กำเนิดมาจากอับราฮัม บิดาของคนหลายชาติ การเกิดของอิชมาเอลเนื่องมาแต่การประนีประนอมระหว่างอับราฮัมและนางซาราห์ซึ่งชรามากแล้วและเป็นหมัน และพยายามด้วยกำลังของตนเองเพื่อให้พระสัญญาของพระเจ้าสำเร็จ นางซาราห์ได้มอบสาวใช้คือนางฮาการ์ หญิงชาวอียิปต์ให้เป็นภรรยาของอับราฮัม. ตามวัฒนธรรม บุตรที่เกิดมาจะตกเป็นของอับราฮัมและซาราห์ และจะเป็นทายาทได้มรดกทั้งสิ้น (ปฐมกาล 21) อิชมาเอลได้เยาะเย้ยอิสอัค (ดูกาลาเทีย 4:29) จนในที่สุดนางฮาการ์และอิชมาเอลถูกขับไล่ไปยังถิ่นทุรกันดาร ต่อมาอิชมาเอลเป็นบิดาของเจ้านาย 12 องค์(ปฐมกาล .17:20, 25:16) ซึ่งเป็นที่มาของชนชาติต่าง ๆ และเอซาวก็รับมาหะลัท ลูกสาวคนหนึ่งของอิชมาเอลมาเป็นภรรยาด้วย(ปฐมกาล .28:9) พระคัมภีร์กล่าวถึงพงศ์พันธุ์ที่สืบเชื้อสายมาจากอิชมาเอลว่าเป็นคนมีเดียน คนเอโดม คนอียิปต์ และคนอัสซีเรีย เกิดวัฒนธรรมร่วมกันของชาวมุสลิมขึ้น มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า อิชมาเอลตั้งรกรากที่เมืองเมกกะ ซึ่งในที่สุดกลายเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม ขณะที่อิสอัคเป็นที่มาของชาวยิว อิชมาเอลก็เป็นที่มาของชาวอาหรับชาติต่างๆ

   ก ) ศาสดา : นบีโมฮัมเม็ด (Mohammed, Muhammed, Mahomet)

นบีโมฮัมเม็ด ผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลาม (เกิดปี 570 ที่เมกกะ- เสียชีวิต 8 มิย. 63 ที่เมดินา) ? เป็นที่นับถือในหมู่ชนมุสลิมว่าเป็นผู้สื่อสารและผู้เผยพระวจนะคนสุดท้ายของพระเจ้า (ภาษาอาหรับเรียกพระเจ้าว่า "อัลล่าห์หรืออัลเลาะห์ ") มุสลิมไม่เชื่อว่าตนสร้างศาสนาขึ้นใหม่ แต่ฟื้นฟูความเชื่อดั้งเดิมในพระเจ้าองค์เดียวตั้งแต่อาดัม... อับราฮัม .... พระเยซู จนถึงโมฮัมเม็ด ผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย (ดูตารางที่ 2 : ผู้เผยพระวจนะของอิสลามในคัมภีร์อัลกุรอาน) ? โมฮัมเม็ดอ้างว่าตนได้รับการสำแดงข้อพระธรรมในคัมภีร์อัลกุรอานจนกระทั่งเขาเสียชีวิต ซึ่งมุสลิมนับถือว่าเป็น "พระวจนะของพระเจ้า" ทั้งวิถีชีวิตและธรรมเนียมปฎิบัติของโมฮัมเม็ดก็เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนมุสลิมด้วยเช่นกัน

ตารางที่ 2 : ผู้เผยพระวจนะของอิสลามในคัมภีร์อัลกุรอาน
ตารางที่ 3 : เปรียบเทียบคริสตธรรมคัมภีร์และคัมภีร์อัลกุรอาน

2 ที่มาของความขัดแย้ง

ความขัดแย้งระหว่างชาวยิวและชาวอาหรับทวีขึ้น เมื่อชาวยิวเริ่มเข้ามาในดินแดนแห่งพันธสัญญาที่บรรดาพงศ์พันธุ์ของอิชมาเอลอาศัยอยู่ จากเรื่องราวของโยซูวา คาเลบ บรรดาผู้วินิจฉัย ซาอูล กษัตริย์ดาวิดได้บันทึกถึงการต่อสู้กับพงศ์พันธุ์ของอิชมาเอลมาโดยตลอด แม้แต่เฮโรด ผู้สั่งฆ่าทารกในมัทธิว ซึ่งหมายจะประหารพระกุมารเยซูด้วย แท้ที่จริงก็สืบเชื้อสายมาจากคนเอโดม (คนยิวส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเฮโรดเป็นชาวยิวที่แท้จริง เนื่องจากเฮโรด บุตรชายคนที่ 2 ของ Antipater ชาวอิดูเมอา ทางตอนใต้ของแคว้นยูเดียเป็นคนเอโดมที่มาตั้งรกรากที่นั่น เมื่อ แมคคาเบียน (Maccabean John Hyrcanus) มีชัยเหนือแคว้นอิดูเมอาในปี 140-130 ก่อนคศ. แมคคาเบียนกำหนดให้ชาวอิดูเมอาต้องเชื่อฟังบทบัญญัติของชาวยิว หรือไม่ก็ต้องออกไป ชาวอิดูเมอาส่วนใหญ่จึงหันมานับถือลัทธิยูดา ยัสเซอร์ อาราฟัด ประกาศใน the Ha Ubal Or, Jerusalem edition, เมื่อ 3 มกราคม 1991 ว่า "จงมั่นใจเถอะว่า ความอัปยศหลายครั้งที่สั่งสมเรื่อยมาเหนือชาวปาเลสไตน์ตั้งแต่โบราณกาลจะต้องแก้แค้น นโยบายของอิสราเอลที่ยึดครองเขตแดนมีอะไรมากไปกว่ายุทธวิถีโดดเด่นเมื่อครั้งโยชูวามีชัย การพิพากษาของอัลเลาะห์สาสมแก่พวกเขาแน่นอน จนกว่าปาเลสไตน์จะเปลี่ยนจากดา อัล ฮารป (Dar al Harb/ เขตแดนสงครามหรือพื้นที่ในโลกที่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของอิสลาม) มาเป็น ดา อัล อิสลาม (Dar al Islam / เขตแดนภายใต้การปกครองของอิสลาม) อิชมาเอลจะต้องแก้แค้น"

3 ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างอิสลามและคริสเตียนได้แก่

3.1 พระเจ้าองค์เดียว อิสลามสอนว่าพระเจ้าสูงสุด (อัลเลาะห์) มีองค์เดียวเท่านั้น เป็นพระผู้สร้าง ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ (อัลกุรอาน 112: 1- 4) ต่างกับคริสเตียนที่สอนว่า พระเจ้าเป็น ตรีเอกานุภาพคริสตธรรมคัมภีร์: พระเจ้าองค์เดียวมี 3 พระภาค ซึ่ง เท่าเทียมกันในความเป็นพระเจ้า และมีสภาพนิรันดร์ คือ พระบิดา พระบุตร (พระเยซูคริสต์) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ปฐมกาล .1: 1,26, 11: 7) พระเจ้า ในภาษาฮีบรูคือ เอโลฮิม( เอโลฮิม )หมายถึง พระเจ้าสูงสุด แสดงในรูปพหูพจน์เมื่อกล่าวถึงสง่าราศีของพระเจ้า หรือพหูพจน์ในแก่นโดยรวมของความเป็นพระเจ้า ซึ่งต่างกับพหูพจน์ทั่วๆไป /(บรรดาเทพเจ้าต่างๆ)พหูพจน์ของเอโลฮิมในที่นี้หมายถึง "ความครบถ้วนของพระเจ้าองค์เดียว" หรือ "พระเจ้าสูงสุด" แม้คำว่าพระเจ้าเป็นพหูพจน์ แต่คำกริยาเมื่อทรงเนรมิตสร้างสิ่งต่างๆเป็น เอกพจน์และมัทธิว 28 : 19-20 ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็น พระมหาบัญชา. คำว่า พระนาม (ข้อ 19 ) เป็นเอกพจน์ แม้กล่าวรวมในพระนามของพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระธรรมข้อนี้บ่งบอกถึงความเป็นตรีเอกานุภาพ ด้วย.

3.2 อิซา ภาษาอาหรับเรียกพระเยซูว่าเป็นผู้สื่อสารของพระเจ้าที่ถูกส่งมาเพื่อนำชนชาติอิสราเอล พร้อมกับคัมภีร์ใหม่ หรือ Injil ที่อิซาเปิดเผยพระวจนะของพระเจ้าไว้ (อัลกุรอาน III, 2, 43, 58; V, 50, 51, 70 ฯลฯ) อิซาเกิดจากนางมารีย์ หญิงพรหมจารีย์ ภาษาอาหรับเรียกมารีย์ว่า Maryam ซึ่งอัลเลาะห์ให้อิซาทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่หลายประการ มุสลิมเชื่อว่าพระเยซูไม่ได้ถูกฆ่าหรือถูกตรึงกางเขน แต่ถูกรับขึ้นไปสวรรค์ทั้งยังเป็นๆ (อัลกุรอาน 4:157) และจะกลับมาอีกเมื่อใกล้วันพิพากษาโลกเพื่อฟื้นฟูความยุติธรรมและปราบปรามพระเมสสิฮาห์ (ผู้ถูกเจิม)เทียมเท็จ หรือปฎิปักษ์พระคริสต์และศัตรูของอิสลาม (อัลกุรอาน 43 : 61) แล้วพระเยซูจะตาย มุสลิมมองว่า พระเยซูเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่พระเจ้า เป็นผู้เผยพระวจนะเช่นคนอื่นๆ และเป็นเมสสิฮาห์ (ผู้ถูกเจิมที่นำพระพรมา ซึ่งบอกกล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลัง) และเป็นผู้มาก่อนศาสดานบีโมฮัมเม็ด

3.3 ไม่มีการไถ่ให้รอดบาป มุสลิมเชื่อว่า มนุษย์รอดได้ด้วยความดีของตนเอง ปฎิเสธแนวคิดเรื่องบาปกำเนิดตั้งแต่อาดัม คิดว่าตนไม่ทำบาปได้ด้วยการถือรักษากฎเกณฑ์ของอิสลามอย่างเคร่งครัด สารภาพบาปและยอมจำนนต่ออัลเลาห์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งการไถ่บาปของพระเยซู

3.4 ความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส ศาสนาอิสลามให้ผู้หญิงเข้าสุหนัตโดยการขลิบ clitoris อนุญาตให้สามีทุบตีภรรยา และหย่าเธอได้อย่างเสรีเพียงแต่พูดว่า " ฉันหย่าเธอ " หลาย ๆ ครั้ง และมีเมียน้อยได้หลายคน แม้แต่นบีโมฮัมเม็ด ศาสดาผู้เป็นแบบอย่างแก่มุสลิมทั่วโลก ก็มีเมียน้อยหลายคน มีบันทึกไว้ว่า ภรรยาคนหนึ่งของเขาอายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น

3.5 ประกาศศาสนาโดยใช้กองทัพ ตามประวัติเมื่อทัพมุสลิมมีชัยเหนือชาติใด ก็จะบังคับชาตินั้นให้ยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ของอิสลาม และห้ามประกาศศาสนาอื่น ทุกวันนี้มีมุสลิมทั่วโลกอยู่ประมาณ 1 พันล้านคนในทุกทวีป

ฝ่ายคริสตศาสนานั้นปรากฏเป็นครั้งแรกในกรุงเยรูซาเล็ม ประมาณคศ. 35-47 แล้วแผ่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากคนสู่คน เมืองสู่เมือง ด้วยการเสริมกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้ทุกที่จะมีการต่อต้านขัดขวาง. จากพระธรรมกิจการภายในเวลาไม่ถึง 35 ปี พระกิตติคุณเผยแผ่ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงกรุงโรมโดยไม่มีการใช้กำลังบังคับประชาชนให้เปลี่ยนศาสนา และไม่ใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการปฎิรูปศาสนาของคนในชาติ หรือข่มเหงคนในศาสนาอื่น

ปัจจุบันปัญหาสังคมรุมเร้ามากขึ้นในทุกที่ไม่เฉพาะแต่อิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก และสตรีเพศในครอบครัว ปัญหาการหย่าร้างที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาสามีมีบ้านเล็กบ้านน้อย ฯลฯ คำถามสำคัญที่เราในฐานะคริสเตียนผู้ได้รับการเปลี่ยนแปลงถูกสร้างใหม่แล้วด้วยพระคุณและมีมรดกในสวรรค์สถาน ควรถามและสำรวจตัวเองด้วยว่า ทุกวันนี้ เราเป็นคำตอบและสำแดงพระกิตติคุณแก่มุสลิมและชาวโลกหรือยังถึงชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ซึ่งบางที ยุทธศาสตร์การประกาศเชิงฟาดฟันแล้วจากไป (Hit and run method) อาจไม่กินใจผู้คนในยุคข้อมูลข่าวสารมีให้รับสารกันอย่างท่วมท้น และจริงหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า "คนไม่สนใจหรอกว่าคุณรู้เรื่องเขามากแค่ไหน จนกว่าเขาจะรู้ว่า คุณแคร์เขาแค่ไหนต่างหาก".

Click Here