เมื่อดอกรักบาน

อ. รัญจวน พนาโชติสกุล
[ไมตรีจิตสาร(มี.ค.-พ.ค.1999)]

          รักคืออะไร ? ทำไมเราต้องรู้จักความรัก ? ในโลกนี้มีความรักมากมาย มีความรักยิ่งใหญ่จากพระเจ้า มีความรักที่มีแต่ให้ของพระเยซู ที่ทรงยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อให้เรามีชีวิตนิรันดร์ ส่วนมนุษย์ก็มีความรัก หลายอย่าง รักพระเจ้า รักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักเพื่อนฝูง รักเพื่อนต่างเพศ รักครอบครัว รักลูก ฯลฯ

          แต่ดูเหมือนว่าความรักเพื่อนต่างเพศ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความรักเป็นรักที่ทุกคนปรารถนา เป็นรักที่ทำ ให้จิตใจ อบอุ่น ชุ่มชื่น เป็นรักที่น่าสัมผัส น่าลิ้มลองรส มันทำให้เรามีพลัง ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่กินแต่ไม่รู้สึกหิว เพียงแค่ได้พบหน้า ได้ยิ้ม ได้พูดคุย ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันก็รู้สึกอิ่มเอมใจ แต่หากเราเห็นเขาไปกับใครคนอื่น ก็จะรู้สึกอิจฉา โกรธ ไม่พอใจ บางครั้ง รักทำให้เราเจ็บปวด กระวนกระวายใจ ไม่เป็นตัวของตัวเองนี่หรือ ความรัก ?

รักแท้

          แล้วรักที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ? พระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งความรักบอกเราว่า รักนั้นคือการให้ คือความ เข้าใจ รักคืออภัยทุกอย่าง รักนั้นอดทนนานและกระทำคุณให้ รักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชม ยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอและมี ความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น (1โครินธ์ 13:4-8)หากเราจะลองรักดูสักหน่อย เราก็ต้องเอารักอย่างนี้เป็นรากฐาน เราจึงจะมีรักที่แท้จริง

          ความรักเกิดจากการได้พบ แต่รักแรกพบอาจเป็นเพียงความหลง และความหลงนี่เองที่ทำให้เราตาบอด กินไม่ได้นอนไม่หลับ เรียนหรือทำงานก็ไม่ได้เพราะคิดถึงแต่เขา/เธออยู่เสมออย่างนี้ไม่ใช่รัก แต่เป็นไปได้ที่ รักแรกพบจะเป็นรักจริง เมื่อเราได้ผ่านความหลง ด้วยการอธิษฐาน อดทน รอคอย จนสามารถรู้สึกได้ว่าจิตใจ เราสงบ เรากินได้นอนหลับ เรียนหรือทำงานได้อย่างไม่กระวนกระวายใจ แม้วันเวลาผ่านไป เขา/เธอก็ยังคง อยู่ในความทรงจำ ที่สำคัญ ยังคงอยู่ในคำอธิษฐานเสมอ

          เมื่อตัวเรากับเขา/เธอเรียนรู้จักกันมากขึ้นในฐานะเพื่อนที่ไม่แสดงตัวว่าคู่กันอย่างออกนอกหน้าเพื่อนที่ไม่ พูดเพียง คำหวาน แต่คิดก่อนพูด เพื่อนที่คอยห่วงแต่ไม่หวง คอยถามแต่ไม่พร่ำเพรื่อ คอยดูแลแต่ไม่ทำให้ เขา/เธอรำคาญใจ เมื่อเรากับเขา/เธอมีอะไรที่คล้ายกัน ในเรื่องรสนิยม (เช่นการแต่งกาย สังคมรอบตัว) ความประพฤติ ความเป็นผู้ใหญ่ การศึกษา ความคิดสติปัญญา ฐานะ เป้าหมายในชีวิต อายุ ลักษณะนิสัย อารมณ์ เมื่อเรากับเขา/เธอเข้ากันได้ รู้สึกมั่นคงในจิตใจเมื่อคบกัน นี่แหละเรากำลังรู้จักรัก

ขั้นตอนของความรัก

1.อธิษฐานทูลขอให้เรื่องนี้เป็นการทรงนำจากพระเจ้า

          แม้ว่าพระองค์ทรงทราบและรู้จักเรา (สดด.139:1-13) แต่เราอธิษฐานเพราะเป็นการแสดงออกจากจิตใจ ส่วนลึกว่าเรามีพระเจ้า เรารักและขอพึ่งพิงในพระองค์ ให้พระองค์ทรงนำพาความคิด จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก การเลือกอย่างอิสระของเราจะเป็นการเลือกที่อยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าและมีพระหัตถ์ของพระองค์ทรง ช่วยเหลือค้ำจุน (สดด.55:22 )

2.วางใจในพระเจ้า (สภษ.3:5-6)

          หากรู้สึกกังวลว่าจะมีใครมาแย่งชิงเขา/เธอไปก่อนเรา หรือรู้สึกว่าเราไม่ดีสำหรับเขา/เธอเราควรวาง จิตใจลงให้พระองค์เป็นศูนย์กลาง คิดใคร่ครวญอยู่เสมอว่า รักที่เราสื่อออกไป ไม่ว่าจะด้วยตา ใจ และคำพูด นั้นเป็น ความรักที่มีความรักของพระเจ้าเป็นพื้นฐาน และ“อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อม สุขุมสมกับขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน” (โรม 12:3 )

3.ขอคำปรึกษา คำแนะนำ

          จากผู้ใหญ่จากพี่เลี้ยงซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณนี่เป็นหนทางหนึ่งที่พระเจ้าจะทรงเปิดเผยหรือสำแดง น้ำพระทัยของพระองค์ให้เราทราบ เมื่อเราได้นั่งลงแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้ให้คำปรึกษา ได้เปิดเผยความรู้สึก ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจากถ้อยคำที่ผู้ให้คำปรึกษาสะท้อนตัวเรากลับมาและที่สำคัญได้ร่วมใจกันอธิษฐานเผื่อ ในเรื่องนี้ เพื่อเราจะมีพลังก้าวเดินต่อไป

4.พัฒนาความสัมพันธ์

          เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้ทำความรู้จักกันและกันมากขึ้นโดยให้ชายเสนอแล้วหญิงสนองหมายความว่า พระเจ้าทรงสร้างชายขึ้นก่อน แล้วสร้างหญิงจากชาย ชายจึงควรให้เกียรติหญิงด้วยการเริ่มต้นเสนอ เช่น ยิ้ม ทักทาย พูดคุย โทรศัพท์ไปหา ห่วงใย ดูแล ช่วยเหลือ ฯลฯ หญิงก็ควรสนองอย่างสงวนท่าทีและรักษาจิตใจ “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” (สภษ. 4:23 )

5.ตกลงเป็นคู่รักกัน

          เราควรเข้าใจความหมายของคู่ครองที่แท้จริงตามความหมายในพระวจนะของพระเจ้าใน  ปฐก.2:22-25 บอกเราว่าหญิงเกิดจากซี่โครงของชาย หญิงจึงเป็นส่วนสนับสนุนและปกป้องหัวใจของชายซึ่งเป็นศูนย์กลาง ของความรักและอารมณ์ หญิงเป็นส่วนที่เข้ามาทำให้ร่างกายสมดุลย์ ช่วยให้ชายสมบูรณ์ ชายและหญิงจะเป็น คู่อุปถัมภ์กัน เป็นเนื้อเดียวกัน และไม่อายต่อกัน มีความจริงใจ ผูกพัน พระเจ้ามีพระประสงค์ให้หญิงและชาย มีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน (ปฐก.1:28 ) และเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่การมีคู่ครองจะช่วยป้องกันเรา จากการประพฤติในทางที่ไม่ถูกต้อง (1 คร.7:7 ) การตกลงนี้เป็นไปตามที่มีเขียนไว้ใน  อาโมส 3:3 ว่า “สองคน จะเดินไปด้วยกันได้หรือ นอกจากทั้งสองจะได้ตกลงกันไว้ก่อน” และอย่าลืมคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า 2 ข้อต่อไปนี้ไว้ให้มาก
          1.) เราต้องมั่นใจว่าเขา/เธอเป็นคนที่เชื่อพระเจ้า (2 คร.6:14 ) ให้ความรู้จักที่เรามีต่อเขานั้นลึกซึ้งและมีความ หมายเหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักตัวเรา
          2.) การออกไปด้วยกันสองคนตามลำพัง ให้เรารักษาความบริสุทธิ์ (1 ธส.4:3-8 ) อย่าเห็นร่างกายเป็นเครื่องเล่น หรือลองสัมผัส ลูบไล้ ซึ่งจะนำพาไปสู่ความสันพันธ์ทางเพศก่อนการสมรส (1 คร.6:15-20 ) ซึ่งนั่นคือความใคร่ ไม่ใช่รักแท้

6.ปรับตัวเข้าหากัน

          รู้เขารู้เราแล้วยอมรับซึ่งกันและกันโดยใช้บรรทัดฐานความรักใน  1 โครินธ์ 13:4-8 เพราะเรากับเขา/เธอ ต่างก็มีพื้นฐานครอบครัวและการปลูกฝังเลี้ยงดูที่ไม่เหมือนกัน แม้ชีวิตที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จะได้รับการ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอก็ตาม แต่บุคลิกภายในของเรากับเขา/เธอก็เป็นเอกลักษณ์ การเรียนรู้และยอมปรับเปลี่ยน ก็เพื่อจะ เสริมสร้างซึ่งกันและกัน เพื่อจะได้ครอบครองเรือนรักที่มั่นคงในอนาคต

7.เมื่อพบอุปสรรค

          คือพ่อแม่อาจจะยังไม่เห็นด้วยในขณะนี้เพราะเกรงว่าลูกจะลำบากหรือเกรงว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็น ครอบครัวใหญ่ “เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา...” (ปฐก.2:24 ) เราควร รับมือกับปัญหาโดยการอธิษฐานอยู่เสมอและอดทนรอคอย เพราะ “ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดี ไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จ...” (ฟป.1:6 )

8. กำหนดวันหมั้นและวันวิวาห์

          ดูเหมือนวันวิวาห์จะเป็นความฝันที่ห่างไกลแต่ในเมื่อตลอดระยะเวลาที่คบกันนั้นเป็นย่างก้าวที่เราได้ก้าว ไปด้วยความจริงใจระหว่างเรากับเขา/เธอ ทั้งใช้เวลา ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ แรงจิตวิญญาณ เราจึงไม่ควรมี ความคิดเพียงว่า "อยากจะลองสัมผัสรัก แต่ไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานสักหน่อย"ทั้งที่เรากำลังก้าว ไปในประสบ การณ์ที่จะนำไปสู่วันวิวาห์ที่เป็นจริงไม่ใช่ความฝันเหมือนกับที่เราได้ดำเนินชีวิตไปในพระคริสต์โดยหวังจะได้อยู่ กับพระ องค์ตลอดไป “...เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี” (วิวรณ์ 21:2 ) และภาพของการแต่งงาน ของเรา ก็จะเป็นเหมือนภาพที่เราได้พบกับพระเยซูคริสต์ “ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและเต้นโลดถวายพระ เกียรติแด่พระองค์เพราะถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อม แล้วทรงโปรดให้เจ้าสาวสวมผ้าป่านเนื้อละเอียด ใสบริสุทธิ์ เพราะผ้าป่านเนื้อดีนั้นได้แก่ การประพฤติอันชอบ ธรรมของพวกธรรมิกชน” (วิวรณ์ 19:7-8 ) นี่แหละหนา “วันวิวาห์”ที่รอคอย

          หากเราทำตามขั้นตอนทั้งหมด เราก็จะพบรักที่แท้จริง ได้พบว่ารักเป็นสิ่งสวยงาม รักเป็นความหวานชื่น รักทำให้ตาเราสว่าง เพราะเราเริ่มต้นจากความรักของพระเจ้าอันเป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไข ดังที่ โรม 8:38-39 บอก เราว่า “เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตายหรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้าหรือสิ่งซึ่งมีอยู่ใน ปัจจุบัน หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใด ๆ อื่นที่ได้ทรงสร้าง แล้วนั้น จะไม่สามารถทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ของเราได้”

          คนที่มีความรักก็เหมือนกำลังปลูกต้นไม้เขาต้องพรวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ที่สำคัญ ต้องได้รับแสงแดดจาก พระเจ้า การปลูกต้นไม้ต้องใช้เวลา อดทนรอคอย เพื่อรากของต้นไม้นั้นจะเป็นฐานที่มั่นคงส่วนรักนั้นก็ต้องมี พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐาน ต่อจากนั้นต้นไม้จึงเติบโตขึ้น มีลำต้นที่แตกกิ่งก้านและใบ แล้วในที่สุด ดอกรักก็จะบานงามตา ให้ได้ชื่นชมสมกับที่รอคอยClick Here