มนุษย์มาจากไหน
Where does man come from ? Download eBook for PocketPC Download offline for Palm

โดย : อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์
ศูนย์ส่งเสริมการประกาศในกลุ่มคริสตจักร CCMA

จำนวน 85 หน้า

หนังสือสำหรับประกาศพระกิตติคุณ

หมายเหตุ ข้อความ ด้านล่างนี้ เป็นเนื้อหาของ หนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ถ้าสนใจสามารถ หาซื้อได้จาก ร้านหนังสือ คริสเตียน ใกล้บ้านท่าน ท่านถ้าหาร้านหนังสือคริสเตียนไม่ได้

  ให้คลิกที่นี่  หรือติดต่อ โดยตรงที่ CCMA   ให้คลิกที่นี่

มนุษย์มาจากไหน

Where does man come from ?

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวในโลกที่ต้องการรู้ว่า เขาเป็นใคร? มาจากไหน?

มาอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร? และตายแล้วจะไปไหน?..........................

มนุษย์มาจากไหน?....มาจากลิงมา...มาจากเทวดา....มาจาก UFO หรือว่า

มาจากพระเจ้า

.....ใครคือผู้สร้างมนุษย์ หรือมนุษย์เกิดขึ้นมาเองโดยปราศจากการออกแบบ?

ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมมนุษย์เรามีกฏที่ดีงามภายในจิตใจ?...

ทำไมมนุษย์เราไม่สามารถทำตามกฏที่ดีงามที่เขารู้ว่าดี?....

ทำไมจึงเกิดมีศาสนาต่างๆมากมายเกิดขึ้นในโลก?...

ทำไมมาตรฐานของแต่ละศาสนาจึงต่างกัน?....

ทำไมสังคมโลกเวลานี้มันยุ่งเหยิงสิ้นดี?...

อะไรคือความหมายที่แท้จริงของมนุษย์ ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้

และอะไรคือมาตรฐานที่แท้จริงของมนุษย์ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้....

คำถามเหล่านี้มีคำตอบไหม?..และทำไมฉันอยากรู้คำตอบ?

คำนำ

ในท่ามกลางสรรพสิ่งที่มีชีวิตในโลกใบนี้ มีแต่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีศักยภาพในความคิดวินิจฉัย เราไม่เคยเห็น หมา แมวตัวไหนนั่งคิดมาก่อน และถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือมนุษย์เรานั้นมีความเข้าใจในเรื่องของเหตุผลนั่นเอง

เมื่อพูดถึง "เหตุผล" อีกสี่คำที่ขาดไม่ได้เลยที่จะต้องตามมาคือ "สมเหตุและผล" ทำไมผมจึงพูดเช่นนี้ เพราะบางอย่างมีเหตุผล แต่ไม่สมเหตุสมผล เช่น คุณบอกว่า "ผมจะเลือกผู้สมัคร ส.ส. คนนี้" อะไรคือเหตุผลในการเลือกของคุณ?.."เขาเป็นเพื่อนรักกับคุณพ่อของผม".."แต่ผมว่าคุณอย่าเลือกเขาเลย"...ทำไมล่ะ?.."เพราะเขามีประวัติโกงกินมาก่อน"...คุณลองคิดดูซิว่าการที่คุณจะเลือกเขามีเหตุผลไหม?....มี....แต่สมเหตุสมผลไหม?...การที่ผมเสนอว่าอย่าเลือกเขา ผมมีเหตุผลไหม?....มี...เหตุผลของคุณกับผมใครสมเหตุสมผลมากกว่ากันล่ะ?....คุณทราบดีอยู่แล้ว

เหตุผลที่สมเหตุสมผลเกี่ยวข้องกับศาสนาอย่างไรบ้าง?......นักวิชาการได้แบ่งศาสนาเป็น 3 ประเภท

1.ประเภทที่ไร้เหตุผลทุกประการ

มีแต่ประสบการณ์ส่วนตัว ลักษณะของศาสนาประเภทนี้ ไม่ต้องพูดเหตุและผลกันเลย เน้นแต่อภินิหาร การอวยพรต่างๆ แต่ไม่เน้นด้านศีลธรรมหรือการประพฤติที่ดีงามเลย ถ้าจะสรุปให้เห็นชัดเจน อาจจะสรุปศาสนาประเภทนี้ด้วยคำพูดกี่ประโยคต่อไปนี้..."พระอยู่ส่วนพระ ฉันอยู่ส่วนฉัน พระมีหน้าที่รับการไหว้ การรับของถวาย และอวยพรฉัน แต่อย่ามายุ่งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของฉัน ฉันจะเล่นไพ่ เล่นหวย ล่วงประเวณี โกหก ฯลฯ ไม่ต้องมาก้าวก่าย"...นี่เป็นลักษณะของศาสนาประเภทแรก

2.ประเภทที่สองศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลหลักข้อเชื่อ

นั่นก็คือเกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลของหลักข้อเชื่อ แต่ถ้าจะให้คนที่มีสติปัญญาที่ทำให้ใจเป็นกลางลองคิดและวิเคราะห์เหตุผลที่ศาสนาประเภทนี้ตั้งขึ้นก็จะพบว่า เป็นเหตุผลที่ไม่มีความสมเหตุสมผล ขัดแย้งกับความเข้าใจและความเป็นมนุษย์ผสมอยู่มากมาย

3.ศาสนาประเภทสุดท้าย เป็นศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลหลักข้อเชื่อเหมือนกัน

และเมื่อคนมีสติปํญญาที่ทำให้ใจเป็นกลางลองวิเคราะห์และไตร่ตรองดูเหตุผลหลักข้อเชื่อของศาสนานี้แล้ว ก็จะพบว่า เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลทุกและสอดคล้องกับความเข้าใจและความเป็นมนุษย์ทุกประการประการ

เมื่อคนหนึ่งได้ยินหรือได้ฟังข้อมูลที่วิเคราะห์ดูแล้วว่าไม่สมเหตุสมผลเลย ไม่น่าเชื่อถือเลย แต่ยังบังคับให้ตนเองนั้นเชื่อ คนทั่วไปจะเรียกว่า "งมงาย"........เมื่อเราพูดถึงการที่คนคนหนึ่งจะรับหรือไม่รับข้อมูลที่มีเหตุและผล ในโลกนี้เราสามารถแบ่งคนได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. เมื่อคนคนหนึ่งได้ฟังข้อมูลที่มีเหตุและผล แต่ไม่ยอมรับ ไม่เชื่อ ถ้าการไม่ยอมรับและไม่เชื่อของเขามาจากการไม่เข้าใจในเหตุผลนั้น นี่คือ "คนโง่"

  2. เมื่อคนคนหนึ่งได้ฟังข้อมูล ที่มีเหตุผล เมื่อฟังแล้วก็เข้าใจ และได้วิเคราะห์แล้วว่ามันสมเหตุสมผลที่แท้จริง ไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้เลย แต่ยังบังคับตนเองไม่ให้เชื่อและยอมรับ อย่างนี้เราเรียกว่า "คนใจแข็งกระด้าง หรือ เถียงเพื่อเอาชนะ"

  3. เมื่อคนคนหนึ่งได้ฟังข้อมูล ที่มีเหตุผล เมื่อฟังเข้าใจแล้ว วิเคราะห์แล้วเห็นว่าเหตุผลนั้นจริงและสมเหตุสมผล ไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้ จึงได้ตัดสินใจยอมรับ และเชื่อ คนอย่างนี้เราเรียกว่า "คนฉลาด หรือ คนมีเหตุผล"

หนังสือเล่มนี้ จะพูดถึงข้อมูล เหตุผล หลักฐาน ต่างๆที่สติปัญญาของมนุษย์สามารถที่จะเข้าใจได้ เมื่อคุณได้อ่านแล้ว เข้าใจแล้ว วิเคราะห์แล้ว ถ้าคุณเห็นว่ามีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ผมหวังว่าคุณคงจะเป็นคนประเภทที่ 3 ที่ฉลาดและเป็นคนมีเหตุผลในการยอมรับและเชื่อในสิ่งที่คุณได้อ่านและเข้าใจในสมอง และจะได้รับแนวทางของความหมายที่แท้จริงของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องอย่างแท้จริงในโลกใบนี้

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร
นิกร สิทธิจริยาภรณ์

บทที่ 1 คนมาจากลิงจริงหรือ?

แรกเริ่มเดิมทีเดียว มนุษย์ไม่ได้เชื่อว่าคนมาจากลิง หรือวิวัฒนาการมาจากสัตว์ชั้นต่ำที่ค่อยๆกลายมาเป็นสัตว์ชั้นสูง แต่มนุษย์แรกเริ่มเดิมทีนั้นเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา จนมาถึงสมัยยุคที่ศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิคเข้าสุ่ยุคมืดของศาสนา(ศตวรรษที่16ตอนต้นจนถึงศตวรรษที่19) คือถือว่าคำพูดของสันตะปาปาเป็นใหญ่และเปรียบเสมือนคำพูดของพระเจ้า เวลานั้นสันตะปาปาได้ตั้งหลักข้อเชื่อหลายอย่างที่ขัดแย้งกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแทนที่สันตะปาปาจะตรวจสอบจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ว่าจริงตามที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหรือไม่ แต่เขากลับยึดความคิดของเขาแบบยืนกราน จึงเกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรง

และเหตุการณ์หนึ่งที่คนทั่วโลกรู้ดีก็คือ การที่กาลิเลโอถูกขู่ว่าจะตัดสินประหารชีวิตเพราะไปโต้แย้งกับคำพูดที่สันตะปาปากล่าวว่า "โลกแบน" นับตั้งแต่นั้นในแวดวงของนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาของโลกเริ่มที่จะเอือมระอา มีอคติและเบื่อหน่ายกับศาสนาคริสต์ จึงเริ่มที่จะคิดที่มาของมนุษย์ที่แตกต่างจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ เพราะพวกเขาคิดว่า พระคริสต์ธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือไร้สาระ ไม่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะจริงๆแล้วพระคริสต์ธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือที่สอดคล้องกับการค้นพบที่สามารถสรุปได้เป็นจริงของวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง เมื่อคนคนหนึ่งอ้างว่าพระคริสต์ธรรมคัมภีร์นั้นขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ นั่นเป็นเพราะ 3 เหตุผลนี้

1.ความรู้ของมนุษย์ยังไปไม่ถึง

นี่พูดในแง่ของความมหัศจรรย์ของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์อ้างว่าขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ แท้จริงแล้วไม่ได้ขัดเลย แต่เพราะความรู้ของมนุษย์เรานั้นยังไปไม่ถึง เราจึงดูเหมือนว่าขัดกับหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์แต่ขัดกับความเข้าใจของเราที่เป็นมนุษย์ที่มีขีดจำกัดต่างหาก

ถ้าคุณมีเครื่อง ไทม์ แมชชีน ย้อนเวลาไปยุค 2,500 ปีที่แล้ว คุณไปบอก ขงจื้อ ที่กำลังลอกตำราทีละเล่มๆ ว่า ต่อไปเราจะพิมพ์ได้วันละ 10 ล้านฉบับ ขงจื้อจะว่าอย่างไร?...เป็นไปไม่ได้แน่นอน และถ้าคุณไปบอก จิ๋นซี ฮ่องเต้ที่กำลังนั่งบนม้าในขณะเดินทางจากเมืองฉางอันไปที่เมืองหลิ่วโจว (ซึ่งมีระยะทาง 1,200 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางในเวลานั้นทางม้า 10 วัน)ว่า ต่อไปเราจะมีพาหนะที่สามารถนำฮ่องเต้ไปถึงเมืองหลิ่วโจวได้ในเพียง 10 ชั่วโมง รับรองจิ๋นซีฮ่องเต้หัวเราะแน่แล้วจะพูดว่า "ข้าพเจ้าขี่ม้าเร็วขนาดนี้ ฝุ่นยังตลบไปหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นมันไม่แสบตาแย่หรือ?..เป็นไปไม่ได้หรอก..." สิ่งที่ขงจื้อกับจิ๋นซีฮ่องเต้บอกว่าเป็นไปไม่ได้ เวลานี้เป็นไปได้หรือยัง?.....อัศจรรย์ไหม? ขัดกับวิทยาศาสตร์ไหม?..คุณทราบดีอยู่แล้ว

2.นักวิทยาศาสตร์พยายามข้ามเกินขอบเขตของวิทยาศาสตร์

คุณอย่าลืมว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นขอบเขตความรู้ที่ต่ำที่สุดของความรู้ของมนุษย์ เพราะเป็นการศึกษาในสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์คือวัตถุ พืช สัตว์(ขอบเขตความรู้ของมนุษย์มี 3 ประการ คือต่ำกว่ามนุษย์(ธรรมชาติ) เท่ากว่ามนุษย์(ตัวมนุษย์เอง) สูงกว่ามนุษย์(พระเจ้า) เมื่อมนุษย์จะวิเคราะห์สิ่งที่ต่ำกว่าเขานั้นง่ายมาก แต่ถ้าเขาจะศึกษาเกี่ยวกับตัวของเขาเองนั้นยากแล้ว - รายละเอียดสามารถอ่านได้ในหนังสือ "พระเจ้าองค์ไหนคือพระเจ้าเที่ยงแท้")การเรียนรู้หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะอยู่ในขอบเขตในสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์เท่านั้น ถ้านักวิทยาศาสตร์จะพยายามล้ำเกินขอบเขตของความรู้ของเขา เขาจะพบว่ามันขัดแย้งและหาตำตอบไม่ได้ เช่น ถ้าลูกคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำให้คุณแม่ของเขาร้องไห้ หลังจากนั้นเขารีบเอาหลอดมาดูดเอาน้ำตาหยดหนึ่งของคุณแม่ของเขาไปทดลองและวิเคราะห์ในห้องวิทยาศาสตร์ เขาจะได้ส่วนผสมของเกลือ และน้ำ เท่านั้น แต่น้ำตาของคุณแม่ของเขามีเท่านั้นหรือ?...ไม่ใช่แน่นอน คุณทราบดีว่ามีมากกว่านั้น วิทยาศาสตร์วิเคราะห์ออกมาได้ไหม?..ไม่ได้...ไม่ได้แสดงว่าไม่มีใช่ไหม?...ไม่ใช่....มี.....คุณเข้าใจแล้วหรือยัง?

3.เพราะตีความหมายพระคัมภีร์ผิด

เหมือนกับสันตะปาปาที่พยายามหาข้อความหรือสำนวนในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์มาสนับสนุนความคิดของเขาว่า "โลกแบน"และถ้าจะพูดกันแบบเปิดอกและชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงแล้ว เราจะพบว่าการอธิบายว่าที่มาของมนุษย์ว่ามาจากการวิวัฒนาการนั้นเป็นหลักปรัชญา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์เลย แต่เพราะเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้นักปรัชญาอาศัย "วิทยาศาสตร์เป็นปลอก"มาเป็นตัวบังหลักปรัชญาของพวกเขา ในการโจมตีหลักข้อเชื่อที่ว่า คนมาจากการทรงสร้างของพระเจ้าที่บันทึกอยู่ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์

ที่มาของทฤษฎีวิวัฒนาการ

มาจากการที่นักธรณีวิทยาได้ค้นพบหลังจากทำการตรวจสอบชั้นดิน พวกเขาได้พบว่าซากฟอสซิลของสัตว์ชั้นต่ำจะอยู่ในชั้นดินที่ต่ำสุดและชั้นดินต่อๆมาก็เป็นซากฟอสซิลของสัตว์ชั้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆตามลำดับจนถึงซากฟอสซิลของมนุษย์ ต่อมามีพวกนักปรัชญากลุ่มหนึ่งพยายามที่จะอธิบายการค้นพบนี้ตามจินตนาการของพวกเขาว่า โลกเราใบนี้เริ่มต้นจากเซลล์ที่มีชีวิตเล็กๆและค่อยๆวิวัฒนาการออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมนุษย์ด้วย และเซลล์เหล่านี้ก็คือบรรพบุรุษของมนุษย์เรานั่นเอง(เวลานั้นในแวดวงวิทยาศาสตร์มีการค้นพบว่า มีเซลล์เล็กอยู่ในชีวิตทุกชีวิตในโลก

นี่เป็นสิ่งหนึ่งในการค้นพบของวิทยาศาสตร์ที่พวกนักปรัชญากลุ่มนี้ยกมาอ้างเพื่อสนับสนุนในทฤษฎีของเขา) แต่เมื่อพวกเขาได้นำเสนอความคิดของพวกเขาออกมาสู่สังคม ก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มศาสนาอย่างรุนแรง และเพราะเหตุที่พวกเขาขาดคำอธิบายที่ชัดเจนในความคิดของเขาจึงทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ และเงียบหายไปในที่สุด

จนถึงกลางยุคศตวรรษที่ 18 เวลานั้นศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิคได้นำศาสนาคริสต์เข้าสู่ยุคมืดสุดๆ เรื่องนี้จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อต่อต้านศาสนา ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ล ดาร์วิน(คศ 1809-1882)เขาได้สนใจในทางชีวภาคของสิ่งมีชีวิต และเห็นว่าความคิดในเรื่องเซลล์ที่มีชีวิตเล็กๆนั้นเป็นแหล่งที่มาของชีวิตทุกชีวิตในโลกเป็นสิ่งที่จริงในวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นมันน่าจะเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกมาจากการวิวัฒนาการของเซล์ลเล็กๆเหล่านี้

ดังนั้นเขาจึงพยายามหาข้อมูลและสิ่งที่ปรากฏในธรรมชาติเพื่อมาสนับสนุนทฤษฎีความเชื่อของเขา แท้จริงแล้วคำอธิบายของเขาไม่ใช่มีเหตุผลหรือมีน้ำหนักมากเลย แต่เพราะความที่สังคมในยุคนั้นเบื่อหน่าย และมีอคติต่อแวดวงศาสนา จึงทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาแพร่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว และหนังสือของเขาที่ชื่อว่า THE ORIGIN OF SPECIES ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง

ในหนังสือเล่มนี้ของเขาได้อธิบายถึงความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ของเซลล์ ที่มีศักยภาพในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่สูงมาก และเมื่อมันอยู่ในสภาพแวดล้อมใดๆมันก็จะปรับตัวในการสร้างรูปร่างของมันให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆเพื่อให้ชีวิตของมันสามารถดำรงอยู่ได้โดยใช้ระยะเวลา และ ความบังเอิญในการสร้างรูปร่างของมัน(รายละเอียดเราคงไม่สามารถที่จะอธิบายได้ในหนังสือเล่มเล็กๆนี้) ซึ่งมนุษย์เราก็มาจากสายพันธุ์ของลิงเอป(ape)โดยการใช้ระยะเวลาหลายล้านปีในการปรับสภาพรูปร่างจนเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมนุษย์ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิวัฒนาการไปเรื่อยๆไม่ได้หยุด

ดังนั้นในอนาคตอีกหลายล้านปีข้างหน้า มนุษย์อาจจะมีหัวโตขึ้นเพราะใช้สมองมาก และนิ้วมืออาจจะหดหายเพราะใช้แต่นิ้วชี้ ร่างกายภายในอาจจะมีการปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้จะมีอ๊อกซิเจนไม่ถึง 21 % ในอากาศก็ตาม และถ้ามีคนถาม ชาร์ล ดาร์วินว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลายพันธุ์ อะไรเป็นตัวคัดเลือกว่าเซลล์นี้ควรจะเป็นปลาวาฬ เซลล์นี้ควรจะเป็นผีเสื้อ เซลล์นี้ควรจะเป็นแรด เซลล์นี้ควรจะเป็นคนฯลฯ ชาร์ล ดาร์วินก็จะตอบว่า ไม่มีใครเป็นผู้ออกแบบและคัดเลือกกำหนดรูปร่างของพวกมัน ขบวนการคัดเลือกทางธรรมชาติในการมีชีวิตของมันเองที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตพันธุ์ต่างๆขึ้น

ถ้าเราจะสรุปความคิดในเรื่องนี้ของ ดาร์วิน เราสามารถสรุปได้ 3 ประการใหญ่ดังนี้

  1. การที่เกิดสิ่งมีชีวิตพันธุ์ต่างๆในโลกก็เพราะการที่ชีวิตปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย เช่นการปรับสีผิวของกิ้งก่าเพื่ออำพรางศัตรู และหาเหยื่อ หรือสิ่งมีชีวิตในทะเลทรายบางตัวที่หากินตอนกลางคืนไม่มีดวงตา เพราะมันต้องฝังตัวในดินทรายในเวลากลางวัน แม้มันจะไม่มีดวงตา แต่หูและจมูกของมันจะดีเป็นพิเศษ เป็นต้น(ซึ่งพวกมันใช้ระยะเวลาหลายล้านปีในการวิวัฒนาการจนเป็นสภาพที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้)

  2. มาจากการผสมพันธุ์แบบข้ามพันธุ์ เช่น ม้าผสม ฬาออกมาเป็น ล่อ

  3. มาจากการบังเอิญของการผิดปกติทางพันธุกรรม

แต่คำอธิบายของดาร์วินข้างต้นเชื่อถือได้หรือ แท้จริงแล้วขอเพียงแต่คนคนหนึ่งนั่นลงคิดก็ไม่ยากที่จะรู้ว่า คำอธิบายของดาร์วินเช่นนี้มีน้ำหนักน้อยมาก และก็ง่ายต่อการโต้แย้ง

1.ถ้ามาจากการปรับสภาพตามสภาพแวดล้อมเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำไมสิ่งมีชีวิตทุกอย่างไม่วิวัฒนาการให้มีปีกเหมือนกันหมด เพราะการมีปีกจะทำให้พ้นอันตรายได้ดีกว่า หรือ มนุษย์ทำไมไม่วิวัฒนาการให้มีตาอยู่ด้านหลังด้วยเพื่อเวลาคนมาตีหัวเราข้างหลังจะได้รู้ตัว ทำไมสัตว์บางตัวเช่น มด ไม่มีการวิวัฒนาการเลย

และอีกอย่างที่เป็นคำถามที่ข้องใจของนักชีววิทยาว่า ทำไมต้นไม้ไม่มีการวิวัฒนาการเลย นักพฤษศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ ดร. วิลลิทกล่าวว่า "ทฤษฎีวิวัฒนาการใช้ไม่ได้กับพืชเลย เมื่อสัตว์มันรู้ว่าสภาพแวดล้อมนี้อยู่ไม่ได้ มันมีขาที่จะหนีจากสภาพแวดล้อมนั้นๆ แต่พืชถ้าไม่มีน้ำ ไม่มีแสงแดดมันก็ยังอยู่ตรงนั้นและตายไปในที่สุด

นั่นแสดงให้เห็นว่าทฤษีวิวัฒนาการนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพืชเลย"(บางคนอาจจะโต้แย้งว่า พืชก็มีการวิวัฒนาการเหมือนกัน เช่น ต้นตะบองเพชรในทะเลทราย เมื่อมันเดินหนีไม่ได้ มันจึงปรับตัวของมันจากใบไม้อ่อนเป็นหนามแหลม เพื่อไม่ต้องคายน้ำ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในทะเลทรายได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมเราไม่เห็นใบของต้นตะบองเพชรที่มีส่วนผสมระหว่างใบอ่อนกับหนามบ้างเลย นั่นแสดงว่า แต่ไหนแต่ไรมันก็มีลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว

การที่พวกวิวัฒนาการพูดเช่นนี้ เป็นเพียงการจินตนาการตามความคิดของเขาเท่านั้นเอง(ซึ่งพวกเราคริสเตียนทราบดีว่า แท้จริงเป็นพระเจ้าที่ได้ออกแบบมันให้เหมาะสมกับสภาพภูมิกากาศเช่นนั้นตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ไม่เพียงแต่ต้นตะบองเพชรเท่านั้น แม้แต่พืชต่างๆ หรือ สัตว์ต่างๆ พระเจ้าก็ทรงสร้างพวกมันให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มันอยู่ทั้งสิ้น)

2.ถ้าว่ามาจากการผสมข้ามพันธุ์จึงเกิดพันธุ์ใหม่ขึ้น ดูเหมือนว่าเป็นอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ม้าผสมลาออกมาเป็นฬ่อหรืออย่างอื่นผสมกันออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่งนั้น มันก็ยังเป็นพันธุ์คล้ายๆกัน มันไม่สามารถ "ผ่าเหล่า"ได้เลย เช่นม้าผสมลาออกมาเป็นเสือ หรือ หมา แต่ออกมาเป็นฬ่อซึ่งเป็นสัตว์ที่ยังเป็นสัต ว์ในสายพันธุ์เดียวกันกับมันอยู่ดี

3.ถ้าว่ามาจากการบังเอิญของการผิดปกติทางพันธุกรรมยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะวงการแพทย์เองก็รู้ดีว่า การผิดปกติทางพันธุกรรมจะก่อให้เกิดผลในแง่ลบมากกว่าผลในแง่บวกมากนัก เช่น ถ้าภายในร่างกายเกิดผิดปกติ ก็คือ มะเร็ง หรือเด็กเกิดมาหัวโตผิดปกติ สมองใหญ่กว่าปกติ เด็กที่เกิดมามี11 นิ้ว เด็กที่เกิดมามีขนเต็มตัว หรือเด็กที่เกิดมามี2เพศ(กะเทยแท้) ซึ่งจะไม่ใช่รูปร่างที่สวยงามเลย แต่เมื่อเราดูสิ่งมีชีวิตต่างๆในโลก เราจะเห็นว่ามันมีรูปร่างที่สวยงามและสมส่วน ถ้าจะอธิบายว่าเกิดจากการออกแบบของผู้ออกแบบชั้นเยี่ยมก็ง่ายในการเชื่อมากกว่าที่จะอธิบายว่ามาจากการบังเอิญ เพราะการบังเอิญสร้างสรรสิ่งที่สวยไม่ได้ นอกจากการทำลาย เช่น ฉันบังเอิญทำแก้วน้ำหล่นแตก และเมื่อมันลงบนพื้น เศษแก้วก็บังเอิญประกอบเป็นภาพของโมนาลิซ่า คุณเชื่อไหม?...No way! ถึงแม้มันจะตกลงไปล้านครั้งก็บังเอิญเกิดภาพสวยไม่ได้หรอกนอกจาก..ความเละเทะ

จากเหตุผลข้างต้นเราจะเห็นว่า การอธิบายของดาร์วินนั้นมีน้ำหนักน้อยมาก แม้แต่ตัวของ ดาร์วินเองก็ทราบดี เขาได้พูดไว้ก่อนตายว่า ทฤษฎีของเขานั้นมีน้ำหนักน้อยมาก เพราะขาดข้อมูล 2 ประการนี้ ซึ่งเขาได้แต่หวังว่าในอนาคตจะมีผู้หาข้อมูลนี้พบ คือ Missing link(ซากฟอสซิลของสัตว์ที่กำลังกลายพันธุ์ - เช่น ถ้ามนุษย์มาจากลิงจริง เราก็น่าจะค้นพบซากของลิงในขณะที่อยู่ในกึ่งระหว่างกลางที่กำลังวิวัฒนาการเป็นคน(คนผสมลิง) แต่จนถึงปัจจุบันโลกนี้ถูกพลิกแผ่นดิน และมีมนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆทุกมุมของโลก ก็ยังไม่สามารถค้นพบ Missing link ได้เลย)

และอีกข้อมูลหนึ่งก็คือ การทำงานของระบบต่างๆในตัวของมนุษย์และสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบทางเดินของเลือด และการทำงานของ ดี เอ็น เอ ว่าแตกต่างหรือเหมือนกันเพียงไร ดาร์วินกล่าวว่า "ถ้าในอนาคตมีใครสามารถที่จะอธิบายได้ว่า ระบบการทำงานภายในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้ เขาคนนั้นก็จะสามารถที่จะลบล้างคำอธิบายเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการของข้าพเจ้าได้เลย"

และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Darwin Black Box : The Biochemical to Evolution เขียนโดย Michael j.Behe นักชีววิทยาชาวอเมริกา ได้เขย่าวงการทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างรุนแรง โดยเขาชี้ให้เห็นว่าการทำงานของระบบภายในของมนุษย์และสัตว์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเมื่อบรรดานักชีววิทยาทำการตรวจสอบข้อมูลที่เขานำเสนอ ก็เห็นว่าเป็นจริง ดังนั้นในปัจจุบันนี้แนวโน้มของคนตะวันตกค่อยๆเลิกที่จะค้นหาข้อมูลที่จะมาสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการอีกต่อไปแล้ว

แต่พวกเขากำลังหาที่มาของมนุษย์จากที่อื่นแทน นั่นคือ จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่นเอง พวกเขาพยายามหาสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น และตั้งสมุติฐานว่าพวกมนุษย์ต่างดาว อาจจะเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ก็ได้

สำหรับพวกเราที่เป็นคริสเตียน เราเห็นว่านี่เป็นลักษณะหรือปรากฏการณ์ของความบาปของมนุษย์ที่ไม่ยอมรับการทรงสร้างของพระเจ้า เพราะเขาคิดว่าถ้าพวกเขาเชื่อว่ามีพระเจ้าจะเป็นอันตรายต่อความประพฤติของเขา เพราะพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาทุกอย่าง แต่การที่พวกเขาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าทำให้พระเจ้าไม่มีอยู่จริงได้หรือ? ไม่มีทาง.....

ถึงแม้พวกเขาจะไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ยังมีอยู่จริง และเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาจริง ความไม่เชื่อของเขาไม่สามารถลบล้างความจริงได้เลย เหมือนกับถ้าเราไม่เชื่อว่าโลกนี้กำลังหมุนอยู่ ความไม่เชื่อของเราไม่ใช่มาลบล้างความจริงที่โลกกำลังหมุนอยู่ได้เลย ความจริงก็คือความจริงอยู่ดี เรื่องราวที่ผมจะอธิบายในบทต่อไปนี้คือความจริงที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ทรงเปิดเผยผ่านทางพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ถึงแม้เมื่อเขาอ่านแล้วจะไม่เชื่อ เขาก็จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า "ตัวของเขาไม่ค่อยมีเหตุผล" และ"กำลังเถียงเพื่อเอาชนะ" แต่อย่างไรก็ตามความไม่เชื่อของเขา ก็ไม่สามารถลบล้างความจริงของพระเจ้าที่ทรงเปิดเผยผ่านทางพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้เลย

Click Here

Click Here