แม่ในศตวรรษที่ 21

โดยอาจารย์ วิชาญ ฤทธิ์นิมิตร
The Life สาร GCF เดือน ก.ค. - ส.ค. 99

เราคงเคยได้ยินคำท้าทายเกี่ยวกับ “ศตวรรษที่ 21” เช่น คริสตจักรในศตวรรษที่ 21 เด็กในศตวรรษที่ 21 ฯลฯ แต่ผมอยากจะท้าทายเรื่อง “คุณแม่ในศตวรรษที่ 21” ควรมีคุณสมบัติและวิธีเผชิญกับยุคใหม่อย่างไร

เรามาดูคุณแม่ในสมัยก่อนทำหน้าที่เป็นแม่อย่างไร สรุปคือ “เป็นคุณแม่เต็มเวลาในบ้าน" คุณแม่ในสมัยก่อนไม่ต้องออกไปทำงานไม่ต้องแข่งขันในตลาดแรงงาน มีเวลาในการอบรมสั่งสอนและสนใจในปัญหาของลูกๆ และสามี แม่จึงเป็นหัวใจของครอบครัวที่สามารถให้ความรักความอบอุ่น กับสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นเราจะเห็นว่าคุณแม่ในยุค ก่อน มีเวลาจดจ่อทำหน้าเป็นคุณแม่อย่างเต็มที่ แต่ใน “ยุคที่ 21” นี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากมีองค์ประกอบภายนอกมาเปลี่ยนการปฏิบัติตัวเป็นคุณแม่ กล่าวคือ

ประการแรกคือ การพัฒนาขยายเมืองเราทราบว่า ในปัจจุบันมีพลเมือง 50% ของโลกอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เราทราบว่าชีวิตในเมืองต่างจากชีวิตในชนบททุกด้าน ในเมืองใหญ่เราพบปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัย เมื่อเรามาอาศัยในเมืองเราจำเป็นต้องมีบ้าน ดังนั้นมากว่าครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 60 %) ของรายได้จะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่อนบ้านหรือเช่าบ้าน ดังนั้นจึงต้องทำงานหนัก การหางานในเมืองก็ต้องแข่งขันสูง แต่คนยังเข้ามาในเมืองทั้งนี้เพราะเขาต้องการหางานที่ดีกว่า ได้รายได้สูงกว่า เมื่ออเมริกาเจอสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ มีงานหนึ่งต้องการคน 5 ตำแหน่ง แต่มีคนมาสมัครถึง 5000 คน ถึง 10000 คน ปัจจุบันผู้หญิงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ชาย มีโอกาสเข้าไปทำงานในตำแหน่งทำได้ และผู้หญิงหางานได้ง่าย เพราะผู้หญิงไม่ค่อยเลือกงาน ถ้าจำเป็นก็ยอมทำงานทุกชนิด

ชีวิตในเมืองต้องเผชิญกับปัญหาสังคม ไม่เพียงแต่ตัวคุณแม่เองที่ต้องเผชิญกับปัญหาสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญหาสังคมในเมืองส่งผลกระทบต่อลูกด้วย ที่อเมริกาคุณแม่จะกลัวมากเมื่อลูกติดยาเสพติด เพราะจะมีปัญหาหลายอย่างตามมา เช่นปัญหาการโจรกรรม การฆ่ากัน การสู้รบกัน โดยเฉพาะเด็กๆ ในเมืองนอกก็เข้าแก๊งอันธพาลเพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ลูกไม่ได้รับความอบอุ่น พ่อแม่ต้องไปทำงานเพื่อหาค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงปล่อยให้ลูกดูแลตัวเอง เมื่อลูกขาดคนที่จะมาช่วยเขาให้คำปรึกษา พวกเขาจึงไปหาอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “แก๊งอันธพาล” แก๊งนี้เราได้ยินว่า พวกเขาจะไปฆ่ากันยิงกัน วันใดไม่ได้ยินว่ามีการยิงกัน เราคงรู้สึกว่าไม่ใช่เมือง L.A.

ประการที่สอง คือ ขบวนการซึ่งเราเรียกว่า “World Economic System” หรือ “ระบบเศรษฐกิจทั่วโลก” นั่นคือถ้าระบบเศรษฐกิจประเทศหนึ่งล้ม ประเทศอื่นๆก็จะล้มตาม เนื่องจากเมื่อก่อนเราต่างคนต่างอยู่ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไประบบต่างๆ เกี่ยวข้องกัน เรารู้ว่าบริษัทอเมริกัน บริษัทในยุโรป บริษัทญี่ปุ่น มาผลิตผลิตภัณฑ์ของเขาในประเทศอื่นเพื่อให้ได้แรงงานถูกจะได้กำไรมาก การทำเช่นนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจหันเข้าหากัน เมื่อประเทศหนึ่งมีปัญหา อีกประเทศหนึ่งก็มีปัญหาด้วย เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจ เหยื่อของเศรษฐกิจก็คือ “แม่และลูก” ในประเทศอเมริกามีสภาพ “SINGLE PARENT” คือมีแม่คนเดียวหรือพ่อคนเดียว โดยเฉพาะแม่คนเดียวที่ต้องเลี้ยงดูและปกป้องครอบครัวเพิ่มขึ้นทุกปี ทุกปี และผู้หญิงในอเมริกาไม่ค่อยสนใจกับความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะว่าผู้ชายส่วนใหญ่เป็นที่พึ่งของผู้หญิงไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้หญิงทำงานมีเงินเดือนที่พอเพียง สามารถเลี้ยงดูลูกได้ เรื่องอะไรจะต้องมาอยู่กับผู้ชายที่ไม่เอาไหน ทำให้ความอดทนน้อยลง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบกับครอบครัวมากทีเดียว

ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้าน “Technology” ซึ่งมีความไวและรวดเร็วมาก ข้าพเจ้าพักที่ YMCA มีห้องอยู่ห้องหนึ่งเรียกว่า “Future Kid” ผมสงสัยพ่อแม่สมัยนี้เด็กตัวเล็กๆ ก็รู้จักคอมพิวเตอร์ เด็กบางคนอายุ 10 ปี ก็รู้จัก Internet มิฉะนั้นเด็กอายุ 5 ปี จะเห็นความสกปรกของผู้ใหญ่ซึ่งจะเป็นภัยต่อตาของเขา ต่อสมองและต่อจิตวิญญาณของเขา พวกเราที่เป็นคุณแม่คริสเตียน เราจะต้องเข้าใจ และรู้ทันว่าโลกนี้ไปถึงไหน โลกกำลังเสนออะไรมาให้ลูกของเรา

ในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร พัฒนาไปมากเพียงใดความเป็น “คุณแม่คริสเตียน” นั้นเรายังต้องรักษาความเชื่อให้คงอยู่ มิฉะนั้นเราจะถูกกระแสของโลกพัดพาไป พวกเราที่เป็นคริสเตียนก็จะหลงไป เหมือนที่พระเยซูทำนายไว้ว่าในยุคสุดท้าย ว่าคนมากมายจะถูกโลกชักจูงให้หลงไป ชักจูงไปในทางแห่งความชั่ว ความผิดบาป และผู้ที่จะปกป้องลูกของเรานั้นคือ “คุณแม่” (คุณพ่อด้วยแต่วันนี้จะเน้นเรื่องคุณแม่) เพราะคุณแม่มีไหวพริบและไวต่อความรู้สึก รู้ว่าอะไรเป็นภัยต่อลูก สัตว์ทุกชนิดก็จะมีความไวต่ออันตรายต่างๆที่มาถึงลูก

“พวกเราที่เป็นแม่ฝ่ายจิตวิญญาณเราต้องไวต่อภัยอันตรายที่มีต่อร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของลูกเช่นกัน” ดังนั้นการเป็นแม่ที่ดีในสายพระเนตรพระเจ้าต้องมีคุณสมบัติดังนี้

Click Here

  1. คุณต้องเป็นสตรีที่ดีของพระเจ้า (Best Women of God)

    ถ้าเราไม่เป็นสตรีที่ดีของพระเจ้า เราจะเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราเป็นสตรีที่ดีของพระเจ้า ผลของความเป็นคริสเตียน ก็จะส่องออกมาในความเป็นคริสเตียน ก็จะส่องออกมาในความเป็นคุณแม่ที่ดีของลูก ๆ ด้วย ตามหลักพระคัมภีร์เราควรจะรักลูก หรือ รักพระเจ้าเรารักมากว่ากัน “ถ้าเรารักพระเจ้าครึ่งหนึ่งของความรักที่มีต่อลูก คุณเชื่อหรือไม่ว่า คุณจะสามารถพลิกคริสตจักรจากหน้ามือเป็นหลังมือ” เมื่อข้าพเจ้าพักอยู่ที่ YMCA สังเกตแม่ ๆ ว่าอดทนเหลือเกิน แม่ ๆ จะมาเอาใจใส่ลูกปรนนิบัติลูก ลูกมาเล่นน้ำ ฝึกดนตรี ข้าพเจ้าเห็นแม่คนนั้นนั่งอยู่เฝ้าดูได้ทั้งวัน เมื่อลูกเอะอะ แม่จะรีบมาหาลูกถามว่า หิวน้ำ หิวข้าว กินไอศครีมไหม ถ้าพวกรักพระเจ้าอย่างที่รักลูก เราคิดว่าคริสตจักรจะเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าเรารักพระพรของพระเจ้ามากกว่าพระเจ้า ข้าพเจ้าอยากเตือนคุณแม่ทุกคนว่า ถึงแม้เราจะรักลูกมาก แต่อย่าลืมผู้ที่ให้ลูกเราคือพระเจ้า เพราะเรารู้สึกว่าลูกเป็นของขวัญมาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้น จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจ และสุดกำลัง คุณแม่จะสามารถชนะในกระแสในศตวรรษที่ 21 ไม่ต้องเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเรารักลูกของเราอย่างไร ให้เรารักพระเจ้ามากกว่าสักนิดเดียวก็พอ เราก็จะเป็นสตรีที่ยอดเยี่ยมของพระเจ้าได้

  2. คุณแม่จะต้องรักพระคำของพระเจ้า

    ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นเมื่อพบว่าหลายคริสตจักรจัดสัมมนาเรื่อง "ครอบครัว" ถึงแม้ว่าเราจะเผชิญปัญหาเศรษฐกิจแต่คริสตจักรได้ให้ความสำคัญ และเสนอสิ่งที่ดีกว่า คือการศึกษาพระคำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ข้าพเจ้าเสนอว่าจะจัดสัมมนาหัวข้อนี้ควรจัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้รูว่าพระเจ้าพูดถึงเรื่องครอบครัวอย่างไร ในสังคมมีนักปรัชญามากมายที่พูดถึงเรื่องของครอบครัว แต่สิ่งสำคัญเราต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งพระคำของพระเจ้า คุณแม่ที่ดีต้องเป็นผู้ที่รักพระคำของพระเจ้าให้พระคำของพระเจ้า แขวนอยู่ในคออยู่ในใจของเรา เราจึงจะเป็นแม่ที่ดีของพระเจ้าได้

  3. ต้องเป็นสตรีที่แสวงหาและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

    เราต้องการที่จะทำตามใจของเราเหลือเกิน เมื่อเราเป็นแม่เรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะบังคับลูกของเรา ให้ทำตามความปรารถนาของเรา แต่ให้เราทำตามแบบอย่างของพระเยซูว่า พระองค์ยอมเชื่อฟังบิดายอมทำตามแม้กระทั่งความมรณา เพราะฉะนั้นนี่เป็นแบบอย่างของเรา อีกตัวอย่างคือตอนที่พระเยซู อธิษฐานในสวนเกทเสมนี ให้การนี้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา ดังนั้นข้าพเจ้าอยากบอกพวกเราที่เป็นคุณแม่ว่า คุณอยากให้ลูกของคุณเป็นไปตามใจของคุณหรือเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า มีสตรีคนหนึ่งมารับข้าพเจ้าจาก BBC ไปที่วัฒนา เพราะว่ามีการประชุมผู้ปกครองสตรี สตรีผู้นั้นพูดว่า ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาลูกของเขาบอกเขาว่า ลูกอยากไปรับใช้พระเจ้า เวลานั้นเมื่อเขาได้ยินเขา Shock มาก รู้สึกน้อยใจ เสียใจมาก เขาใช้เวลาเป็นเดือนๆอธิษฐาน จนกระทั่งเขายอมจำนนกับพระเจ้าว่า ถ้าพระเจ้าใช้ลูกของเขา เขาก็ยอม "พ่อแม่หลายคนไม่ยอมให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของลูก เพราะอยากให้ลูกเป็นอย่างใจพ่อแม่" เราไม่เคยหยุดและถามพระเจ้าว่า พระเจ้าอยากให้ลูกของเราเป็นอย่างไร การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าไม่ใช่แสวงหาแล้วบอกพระเจ้าว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ พระเจ้าจะไม่สำแดงแก่เราแน่ เพราะพระเจ้ารู้ว่าเมื่อเรารู้แล้วเราจะปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้เราจึงขาดพระพร ในการรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า

    ทั้งนี้อะไรที่เราคิดว่าไม่ดี เสียเปรียบ อัปยศ ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับเราแน่ๆ น้ำพระทัยของพระเจ้ามีสิ่งดีในสายตาของเราเท่านั้น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นให้เราเป็นสตรีที่เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระเจ้า ต้องยอมจำนนและแสวงหาน้ำพระทัย ของพระเจ้า พร้อมที่จะถ่อมใจทำตาม น้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อให้สิ่งนั้นสำเร็จในชีวิตการเป็น "คุณแม่" ของคุณ

  4. สตรีที่ดีที่สุดของพระเจ้าจะต้องยำเกรงพระเจ้าและกลัวความบาป

    ในสุภาษิต 31 หนุนใจเราว่า แม้ว่าสตรีคนอื่นจะมีทุกอย่าง แต่สตรีคนนั้นที่รักและยำเกรงพระเจ้า ประเสริฐการสตรีคนอื่นๆ สตรีที่ยำเกรงพระเจ้าจึงเป็นสตรีที่น่าสรรเสริญ ในโลกปัจจุบันมีสิ่งทดลองที่ทำให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงล้มลงในความผิดบาป เมื่อถูกทดลอง ตามหลักพระคัมภีร์จะเห็นว่า ผู้หญิงล้มในการทดลองง่ายกว่า เพราะผู้หญิงเห็นอะไรๆก็ชอบ ภาษาตลาดบอกว่า "กัดไม่ปล่อย" ชอบอะไรต้องเอาให้ได้ ในพระคัมภีร์จึงบอกว่า "ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เราตกอยู่ในความผิดบาป ขอให้เรายำเกรงพระเจ้า เพราะความยำเกรงพระเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา เราจึงมีสติปัญญาในการดูแลครอบครัว"

  5. สตรีที่ดีของพระเจ้า ต้องรักคริสตจักรของพระเจ้า

    สตรีที่ดีของพระเจ้า ต้องรักคริสตจักรของพระเจ้า และร่วมขยายแผ่นดินของพระเจ้า คริสตจักรของ"อาจารย์โช ยอง กี" มีการขยายมาก ผมสังเกตว่าคริสตจักรขยายตัวมากเพราะผู้หญิง 95 % ของผู้นำกลุ่มเซลลเป็นผู้หญิง ผู้หญิงออกไปนำคนมาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าสร้างผู้หญิง ให้พูดมากกว่าผู้ชาย พระเจ้าใส่น้ำมันหล่อลื่นให้มากกว่า เพราะฉะนั้นผู้หญิงพูดเร็วกว่า และพูดเก่งกว่าผู้ชาย พระเจ้าจึงใช้ผู้หญิงเป็นพยานได้ดีกว่า เราต้องมีนิมิตในการร่วมขยายอาณาจักรของพระเจ้า บ่อยครั้งปัญหาจุกจิกของคริสตจักรก็เกิดขึ้น เพราะผู้หญิงเช่นกันดังนั้นสตรีที่ดี จึงต้องเป็นแบบอย่าง ทั้งในและนอกคริสตจักร

  6. สตรีที่ดีของพระเจ้าจะต้องเป็นภรรยาที่ดี

    ถ้าคุณไม่เป็นภรรยาที่ดี คุณจะเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ เพราะในตัวลูกของเรา เป็นผลมาจาก พ่อและแม่…ลูกไม่สามารถแยกอะไรออก ถ้าบางครั้งเราตำหนิพ่อของเขาต่อหน้าลูก เพราะเราหวังว่า ลูกจะจงรักภัคดี และอยู่ข้างเรา แต่ยิ่งเราตำหนิก็ยิ่งก่อสงครามในตัวลูก เพราะเราลืมไปว่า ในตัวลูกมีทั้ง พ่อและแม่ ยิ่งพูดว่า พ่อของเขาไม่ดี ลูกจะรู้สึกว่าตัวเขาไม่ดี เพราะพ่อของเขาไม่ดีทำให้เกิดปัญหาทางด้านจิตวิทยามากบางครั้งครอบครัว พ่อแม่ทะเลาะกัน ลูกมักจะมีปัญหา ถ้าคุณอยากเป็นแม่ที่ดี เราต้องเป็นภรรยาที่ดีก่อน

  7. การที่เราจะเป็นแม่ที่ดีในศตวรรษที่ 21 เป็นแม่ที่ทันสมัย

    การที่เราจะเป็นแม่ที่ดีในศตวรรษที่ 21 เป็นแม่ที่ทันสมัยไม่ใช่แต่งตัวทันสมัยแต่ทันสมัยในความคิด ทันสมัยในวัฒนธรรม…ทันสมัยในการมองโลก ด้วยความเข้าใจ เราสามารถแสวงหาความรู้จากคริสตจักรหรือรายการดีๆทางทีวี เราต้องพยายามเข้าใจการพัฒนาการ ด้านจิตใจ ร่างกายของลูกว่าเป็นอย่างไร เพื่อเราจะเข้าใจพฤติกรรมของลูกๆ และไม่ตกใจ เมื่อเห็นพฤติกรรมของลูกเปลี่ยนแปลงไป เช่น วัยรุ่น พฤติกรรมของเขา คือต้องการหาเพื่อน ต้องการการยอมรับจากสังคม ถ้าเราเข้าใจ เราจะได้หาสังคม ในคริสตจักรให้เขา เพื่อเขาจะได้มาคริสตจักรไม่ใช่ติดเพื่อนข้างนอก ทำให้ไม่มาโบสถ์ ความเข้าใจจะทำให้เราช่วยเหลือเขา ไปสู่จุดหมายได้ นอกจากนั้น เราต้องเข้าใจปัญหาที่ลูกเผชิญ ว่าสลับซับซ้อน ไม่ใช่เอาแต่ตำหนิ มิฉะนั้นลูกจะไม่คุยกับเรา เราต้องรักเขา ไม่ใช่ตามอารมณ์ของเรา แต่รักเขาตามหลักพื้นฐานแห่งความรักของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกว่า เมื่อเขายังเล็กอยู่ให้เราอบรมเขาไม่ใช่ทางของมนุษย์ ทางของสังคมหรือวัฒนธรรมเพื่อเขาจะได้เจริญเติบโต ในทางของพระเจ้าเมื่อเขาโตแล้วจะได้ไม่หลงทางไป แต่ดำเนินตามทางของพระเจ้า คุณแม่จะต้องอธิษฐานเผื่อ ห่วงใยจิตวิญญาณของลูกๆเสมอ เมื่อเราอายุมากขึ้นแล้ว ลูกก็ยิ่งมีความหมายสำคัญต่อเรา ถ้าลูกหลงจากทางของพระเจ้า ก็จะเป็นความผิดพลาดของเรา เนื่องจากพระเจ้าทรงมอบให้เราดูแลลูกๆ แม่จะต้องดำเนินชีวิต เป็นแบบอย่างในสายพระเนตรของพระเจ้า ต่อหน้าลูก เพื่อลูกจะเป็นแบบอย่าง เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะเป็นพ่อแม่ที่เอาใจใส่ลูกๆของเขาเช่นกัน

“คุณแม่ในศตวรรษที่ 21” จะต้องมีความรู้ความเข้าใจต่อโลกรอบข้าง มีทักษะที่จะเผชิญปัญหาของ ตัวเองและลูกๆ อีกทั้งยังต้องดำเนินชีวิต บนรากฐานแห่งพระคำของพระเจ้าเพื่อเป็นแบบอย่างต่อลูกๆ

สะท้อนความคิดสะกิดให้เขียน

คุณแม่ในศตวรรษที่ 21 ของอาจารย์วิชาญ เป็นประโยชน์มาก สิ่งที่คริสเตียนไทยที่เป็นคุณแม่ น่าจะคิดถึงและมีทัศนะเพิ่มเติมตามความเห็นของพระเจ้า เป็นดังนี้

1. แม่คริสเตียนควรมีนิมิต (Vision) คือ แม่เป็นผู้สร้างทรัพยากรบุคคล สร้างประวัติศาสตร์ในอนาคต หลายคนคิดว่า งานเลี้ยงลูกน่าเบื่อ ไร้ค่า ทั้งนี้เนื่องจาก การเลี้ยงลูกเป็นงานระยะยาวถึงจะเห็นผลได้ และผลก็คงอยู่ระยะยาวด้วย

2. แม่คริสเตียนควรมีภาพจัดเจนว่า พระเจ้าได้มอบหมายบทบาทหลายอย่างให้กับเรา ซึ่งบางบทบาทเหล่านี้ ตามกระแสของโลกเห็นตรงกันข้ามเช่น โลกเห็นว่างานเงินและชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับคริสเตียนต้องมองเห็น “ครอบครัว” สำคัญเช่น ถ้าเราต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาเลี้ยงลูกเมื่อลูกเล็ก เมื่อลูกเริ่มเรียนหนังสือ เราเลือกทำงานเท่าที่มีเวลา (อาจหางาน part time) เมื่อลูกเป็นวัยรุ่น ก็เลือกทำงาน ที่จะมีเวลาเพื่อคลุกคลีอยู่กับลูก ทำดังนี้ก็คงจะได้เงิน (รายได้) จำกัดด้วย แต่บทบาทสำคัญอันดับแรกของความเป็นแม่ก็ไม่เสีย ดังนั้นเสียงเงินบ้าง (มีรายได้น้อย) ก็คงไม่เป็นไร ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้เป็นแม่คริสเตียน จำเป็นต้องเข้าใจอย่างชัดเจน มิฉะนั้นจะรู้สึกสับสนหงุดหงิดและไม่มีสันติสุข

3. แม่คริสเตียนต้องทำงานหนัก ดู สุภาษิต 31:10-31 ดังนี้เธอๆทั้งหลายหากคิดว่าแต่งงานจะสบายคงคิดผิด เพราะแต่งงานแล้วต้องดูแลรับผิดชอบมากมาย activities เพิ่มเป็นทวีคูณ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของครอบครัว และการงานของคุณ แต่อย่าลืม … “งานสำคัญ…งานหลักในชีวิต” ถ้าตัดสินใจเลือกผิดไปแล้ว แก้ไขยากที่สุดก็คือ การเป็นแม่ที่สร้างประวัติศาสตร์…ดี หรือเลว! ให้กับ “ลูกและครอบครัว” ของคุณ

ตอบสนองบทความโดย…คุณสุนีย์ วงศ์กำชัย Click Here