คริสเตียนกับการเมือง

อาจารย์ ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
ผู้อำนวยการศูนย์รวมนักศึกษาแบ๊บติสต์
ประธานกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรแตสแตนท์แห่งประเทศไทย
สาร GCF (THE LIFE) ก.ย.- ต.ค. 2004

มีคนเคยถามผมว่า....
"คุณธงชัย คริสเตียนยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ไหม หรือว่า ยุ่งเกี่ยวได้แต่เฉพาะการมุ้งเท่านั้น?"

ผมรู้สึกสะอึกที่คริสเตียนหลายคนแม้จะจบการศึกษาระดับ"ปัญญาชน" มาแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่เข้าใจ"จุดยืน"หรือ"บทบาท"ของคริสเตียนในสังคม!

พระเยซูคริสต์ทรงบัญชาไว้ชัดเจนว่า....คริสเตียนต้องมีบทบาทสำคัญในสังคม ในฐานะ

1) แสงสว่าง และ

2) เกลือ !

และพระองค์ทรงย้ำแล้วย้ำอีกว่า "แสงสว่าง" นั้น ถ้าเอาถังไปครอบไว้ ก็ไร้ประโยชน์
"เกลือ" นั้น ก็เช่นกัน ถ้าไม่เอาไปคลุกกับเนื้อหรือหมักกับผักก็ไร้ความหมาย!

"ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ "ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้ เมื่อจุดตะเกียงแล้วไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ " (มัทธิว 5:13-16)

พูดง่าย ๆ ก็คือ พระเยซูคริสต์ทรงสอนว่า คริสเตียนจะมัวอุเบกขาปลีกวิเวกไปจากสังคมไม่ได้!

เราต้องสำแดง "ความเป็นคริสเตียน" ต่อชุมชน ………….

ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ใหญ่    เราต้องสำแดงตัวเป็นพระคริสต์เล็ก หรือ คริสเตียน!

ถ้าพระเยซูทรงเป็นทาง ใหญ่สู่สวรรค์    เราต้องเป็นทางเล็กที่นำไปสู่ทางใหญ่นั้น!

พระเยซูคริสต์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กระทำพระราชกิจในเมือง และไม่ได้ปลีกวิเวกบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าเขา นอกจากทรงมีรีทรีตปลีกพระองค์เข้าเฝ้าพระบิดา (ที่เราเรียกกันว่า เฝ้าเดี่ยว) ในแต่ละช่วงสั้น ๆ เพื่อจะมีพลังรับใช้ในชุมชนต่อไป

เราต้องเข้าใจนะครับว่า...
คำว่า "เมือง" มาจากคำภาษากรีกว่า "Polis"
คำว่า "การเมือง" มาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Politics"

ตราบใดที่เรายังอาศัยอยู่ในเมืองไม่จะเป็นเมืองใหญ่หรือ เมืองเล็ก (อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน) ตราบนั้นเราหนีไม่พ้น "การเมือง" (politics) เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น ภายในเมืองที่เราอยู่ ไม่ว่าดีหรือเลว ล้วนกระทบต่อวิถีชีวิตคริสเตียนของเรา!

ประเด็นที่เราควรถามจึงไม่ใช่ว่า .....

"คริสเตียนยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้หรือไม่?" แต่ควรเป็นว่า "คริสเตียนควรจะเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร?" ต่างหาก!
ผมไม่เห็นหลักคำสอนในพระคัมภีร์ตอนใดที่สั่งให้เราไปยุ่งกับการเมือง หรือไปทำให้บ้านเมืองยุ่งเหยิง! แต่ว่าเรา ในฐานะ "ความสว่าง" และ "เกลือ" จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อ "เมือง" ที่เราอยู่ไม่ได้

และหากเราจะแกะรอยชีวิตของพระเยซูคริสต์ดู... เราจะเห็นชีวิตของพระองค์เกี่ยวข้องกับ "เมือง" (การเมือง) อย่างชัดเจน
1) พระเยซูคริสต์ทรงลงเรือข้ามฟากไปเมืองของพระองค์ (มธ.9:1)
2) พระเยซูคริสต์เสด็จไปทั่ว ไม่ว่าในหมู่บ้าน ในตำบล หรือในเมือง และทรงรักษาคนเจ็บป่วยพร้อมทั้งประกาศแผ่นดินของพระเจ้า (มก.6:56; ลก.5:12 )
3) พระเยซูทรงย้ำเสมอว่า พระองค์จะต้องไปประกาศตามเมืองต่าง ๆ ด้วย (ลก.4:43; 8:1)
4) พระเยซูคริสต์ทางบัญชาและใช้สาวกของพระองค์ให้เข้าไปในทุกเมืองและทุกตำบล เพื่อ ประกาศแผ่นดินของพระเจ้า (ลก.10:1; มธ.10:23)

ยิ่งในเวลานี้ "คณะกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งประเทศไทย (กปท)" ได้มีนิมิตและเป้าหมายที่ยอมรับกันเป็น"แผนชาติ" แล้วว่า …..

"ภายในปี 2010 จะมี
คริสตจักรในทุกอำเภอ
คริสเตียนในทุกตำบล และ
คนทุกหมู่บ้านจะได้ฟังพระกิตติคุณ!"

เรายิ่งต้องมุ่งความสนใจไปที่ "การเมือง" ที่จะเปิดช่องให้เรากระทำให้สำเร็จตามแผนชาติดังกล่าวได้ง่ายขึ้น!

ขอย้ำอีกครั้งว่า....

การเมือง นั้นเป็นสิ่งเลวร้าย ถ้าเราใช้ไปในทางผิด คือเพื่อเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ เช่น คอรับชั่น หรือในการทำลายล้าง ฝ่ายตรงข้ามของเรา

แต่การเมืองนั้นเป็นสิ่งดีเลิศและเป็นคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินของพระเจ้า หากเรารู้จักเกี่ยวข้องอย่างถูกช่องทาง โปร่งใสและสง่างาม!

* อะไรจะเกิดขึ้นต่อชาวอียิปต์ และชาวคานาอัน (รวมทั้งครอบครัวของโยเซฟ) หากโยเซฟไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองในการเตรียมตัวรับมือกับภัยภิบัติของความกันดารในช่วง 7 ปีแห่งความแห้งแล้ง?

* อะไรจะเกิดขึ้น หากโมเสส ไม่ขอเกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมืองของฟาโรห์ที่กดขี่ และใช้แรงงานชาวยิวอย่างไร้ความเป็นธรรม?

* อะไรจะเกิดขึ้น หากเนหะมีย์ไม่ได้รับการมอบอำนาจ(ทางการเมือง) ในการบูรณะกำแพงพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มจากกษัตริย์?

* อะไรจะเกิดขึ้นต่อชนชาติยิว หาก เอสเธอร์และโมรเดคัย ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับกิจการของบ้านเมือง?

และอะไรจะเกิดขึ้นหากเราไม่มีผู้เผยพระวจนะอีกหลาย ๆ คนที่กล้าหาญเผชิญกับอำนาจทางการเมืองที่ถูกนำไปใช้ในทางผิด ๆ ที่เป็น เหตุให้ประชาชนห่างไกลจากพระเจ้า และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อคนในชาติ?

แน่นอนว่า หากคนของพระเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เราคงไม่เห็นบทบาทของ
เอลียาห์, เอลีชา, เยเรมีย์, อิสยาห์, เอเสเคียล, ดาเนียล, โฮเชยา, โยเอล, ฮาโมส, โอบาดีย์, มีคาห์, นาฮูม, ฮะบากุก, เคฟันยาห์ และอื่นๆ
แม้แต่อาจารย์เปาโลเองก็ใช้ยุทธศาสตร์ "เมืองใหญ่" เป็นแผนแม่บทในการขยายแผ่นดินของพระเจ้าซึ่ง เราอ่านพบได้ในพระธรรมกิจการว่า ท่านและทีม...

....ลุกขึ้นเข้าไปในเมือง(กจ.9:6;14:20)
...หนีไปยังเมือง(กจ.14:6)
...ไปประกาศข่าวประเสริฐในเมือง (กจ.14:21)
...เที่ยวไปตามเมืองต่าง ๆ (กจ. 16:4)
...ส่งหนังสือ...มอบให้คน..ทุกเมือง(กจ.16:4)

เราจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จดหมายของอาจารย์เปาโลแทบทุกฉบับล้วนเขียนถึงผู้เชื่อในเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองโรม, โครินธ์, กาลาเทีย, เอเฟซัส, โคโลสี ฯลฯ

เนื้อหาในจดหมายเหล่านั้น ก็คือ คำแนะนำให้รู้จักวิธีดำรงและดำเนินชีวิตในสังคมเมือง ตามวิถีทางของพระเจ้า เพื่อให้คนทั้งปวงเห็นพระเยซูคริสต์ในเรา และหันกลับจากความมืดมาสู่ความสว่าง!

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คริสเตียนทั้งเกลียดและทั้งกลัวการเมืองมาจากการที่ คริสเตียนดี ๆ ไม่ยอมลงไปช่วยเหลือการเมืองให้ดีขึ้น เพราะยึดคติไทยโบราณที่ว่า "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"!

นั่นคือ หลีกหนีจากความรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพของคนทั้งในเมือง และนอกเมือง

(เหมือนอย่างที่โยนาห์วิ่งหนี Assignment หรืองานที่พระเจ้ามอบหมายให้กระทำในเมืองนีนะเวห์!)

ผลก็คือ มีบางคนที่ได้ชื่อว่า เป็นคริสเตียนที่ไม่เข้มแข็งในความเชื่อเข้าไปเล่นการเมืองแทน แล้วทำให้วงการคริสเตียนปั่นป่วน เพราะว่าพวกเขาทำหลายอย่างที่คริสเตียนที่ดีไม่พึงกระทำกัน!

ทำให้คริสเตียนทั้งหลายทั้งปวงมี อคติต่อการเมือง!

และทำให้คริสเตียนดีๆ ทิ้งโอกาสในการร่วมพัฒนาชุมชน สังคม หรือประเทศไปอย่างน่าเสียดาย!

สุดท้ายเราก็ปล่อยให้คนที่ "ไม่ดี" และ "ไม่เชื่อ" ในพระเจ้าขึ้นมาปกครองเรา และวางกฎระเบียบบีบคั้นคริสตจักรของพระเจ้าด้วยการลงคะแนนเสียงของเราเอง!

(อีกทั้ง การไม่ลงคะแนนเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นมีความผิดด้วยเช่นกัน!....

เห็นไหมครับว่า การเมืองมีผลกระทบต่อเราเข้าไปแล้วโดยไม่รู้ตัว!)

อย่างไรก็ตาม...คริสเตียนไทยควรจะขอบคุณพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้คริสเตียนและศาสนิกของทุกศาสนามีสิทธิเท่าเทียมกันในทางการเมือง!

คริสเตียนทุกคนจึงมีสิทธิเป็นผู้บริหารประเทศได้ทั้งนั้น หากมีคนสนับสนุน!

คุณลองคิดดูสิว่า อะไรจะเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หาก
เรามี ....

นายกรัฐมนตรี เป็นคริสเตียนที่ดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นคริสเตียนที่ดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นคริสเตียนที่ดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นคริสเตียนที่ดี

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าราชการในทุก ๆ จังหวัด เป็นคริสเตียนที่ดี! ฯลฯ

เราจึงไม่ควรถามคำถามระดับประถมอีกต่อไปแล้วว่า คริสเตียนควรเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่?

แต่เราควรจะถามคำถามระดับที่สูงขึ้นไปอีกสักนิดว่า คริสเตียนควรจะเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร?

แน่นอนครับว่า การเกี่ยวข้องกับการเมืองตั้งแต่ระดับล่างสุด ในระดับท้องถิ่นก่อน เป็นการเตรียมตัวที่ดีสำหรับการเป็นนักการเมือง
คริสเตียนในระดับที่สูงขึ้น หากมีความเป็นไปได้ และโอกาสเอื้ออำนวย!

นับเป็นความปีตียินดีของผมเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ยินว่า มีคริสเตียนบางท่านเป็นผู้แทนอยู่ใน อ.บ.ต. หรือ อ.บ.จ. มีบางคน เป็น ส.ข. และบางคนอาจจะได้เป็น ส.จ. ในเร็ว ๆ นี้ อีกทั้งยังมีคริสเตียนบางคน (เคย) เป็น ส.ส. และบางคนเป็น ส.ว.!

ช่างน่าเสียดายที่คริสเตียนหลายคนซึ่งอยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรติและทรงอิทธิพลแต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว หรือไม่ได้กระทำสิ่งที่มีอิทธิพลดีใด ๆ ต่อสังคมเท่าที่ควร!

ผมเฝ้าหวังว่า จะเห็น คริสเตียนที่ดีเป็นรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น!

แต่หากว่า พี่น้องคริสเตียนไม่สนับสนุนคริสเตียนที่ดีเข้าสู่เวทีการเมือง เราก็จะถูกปกครองโดยผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าอยู่เสมอไป!

หากถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสามารถตั้งพรรคการเมืองคริสเตียนขึ้นมาโดยเริ่มจากระดับท้องถิ่นก่อน?

คำตอบก็คือ ว่า ในระดับท้องถิ่น ในเวลานี้มีกลุ่มคริสเตียนเข้าไปมีบทบาททางการเมืองแล้ว โดยมีบางคนเป็นนายกเทศมนตรี หรือสมาชิกสภาเทศบาล!

เพียงแต่ว่า การตั้งพรรคการเมืองนั้นมีเงื่อนไข และระเบียบกฎหมายที่ยุ่งยากซับซ้อนอยู่ไม่น้อย แต่หากถามว่า เป็นไปได้ไหม?

ผมเห็นว่า เป็นไปได้ และควรเป็นไปตั้งนานแล้ว!

เพียงแต่คริสเตียนเป็นประชากรกลุ่มน้อย หากใช้ชื่อโจ่งแจ้งว่า เป็นพรรคคริสเตียนแลย โอกาสไม่ได้แจ้งเกิดจะมีสูง!

แนวคิดที่เป็นไปได้ในเวลานี้ คือเริ่มจากเป็นขบวนการทางการเมืองสีขาว (คือการเมืองดี) สร้างเครือข่ายกับพี่น้องที่เป็นและไม่ได้เป็น
คริสเตียน เริ่มจากญาติมิตร และคนรอบตัว จากนั้นก็นำเสนอชื่อและร่วมกันลงคะแนนเสียงเลือกคริสเตียนที่ดี ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นตัวแทนของคริสเตียนและญาติมิตรเข้าไปช่วยชุมชนและสังคมให้ดีขึ้น!

ที่เป็นไปได้มากที่สุด... ก็คือ ในการเลือกตั้งที่ผู้สมัครไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เช่น การเลือกตั้ง ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภาฯ) !

หากคริสเตียนและญาติมิตรร่วมกันลงคะแนนเสียงเลือก "เขา" หรือ "เธอ" อย่างเป็นเอกภาพเราก็จะได้ คริสเตียนอย่างน้อย 1 คน เป็น ส.ว. โดยไม่ยากเย็นอะไร!
และหากตัวแทนของคริสเตียนที่เข้าไปในสภาผู้แทนฯ เป็นบุคคลที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ มีชื่อเสียงดี มีความเชื่อดีมีความคิดความอ่านกว้างไกล และมีความสามารถในการนำเสนอ เขาหรือเธอเหล่านี้ก็จะเป็นแสงสว่างที่เข้าไปฉายแสงในสภาฯ และเป็นเกลือที่เข้าคลุกเคล้ากับกลุ่มบุคคลที่กำลังจะผ่านกฎหมายต่าง ๆ ออกมาปกครองคนในสังคม.....

อิทธิพลที่ดีของพระเยซูคริสต์ก็จะปรากฏผ่านกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่ออกมา!

ซึ่งจะเป็นคุณประโยชน์ต่อคริสตจักรไทยและประชากรไทยโดยรวม และยิ่งมีผู้แทนคริสเตียนเข้าไปในสภาฯ หรือในคณะรัฐบาลได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ "ความยุติธรรม ความบริบูรณ์ และความรัก" ของพระเจ้าแผ่กว้างออกไปสู่ทุกมุมของสังคมไทย มากขึ้นเท่านั้น!

ความกังวลในเรื่องกฎหมายที่ล่อแหลมต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งหลาย อาทิเช่น กฎหมายเกี่ยวกับ Entertainment Complex, กฎหมายการทำแท้งหรือการจดทะเบียนโสเภณี ฯลฯ ก็จะลงน้อยลง!

ในท้ายนี้ ....ขอสรุปว่า.....

คริสเตียนไทยควรมีท่าทีที่ถูกต้องต่อการเมือง (politics) โดยไม่เล่นการเมือง หรือไม่ยุ่งกับการเมืองในทางผิดเพื่อแย่งชิงอำนาจหรือผลประโยชน์เฉพาะของตัวเอง หรือกลุ่ม!

แต่เกี่ยวข้องและพัฒนาการเมือง ผ่านกระบวนการของการได้มาซึ่งอำนาจของพระเจ้าอย่างชอบธรรม จากประชาชน เพื่อใช้สิทธิอำนาจนั้นในการปกครอง ตามครรลองขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสม

ดังที่ อ.เปาโล เคยกล่าวไว้ว่า...

"ทุกคนจงยอมอยู่ใต้บังคับของผู้ที่มีอำนาจปกครอง เพราะว่าไม่มีอำนาจใดเลยที่มิได้มาจากพระเจ้า และผู้ที่ทรงอำนาจนั้น พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น เหตุฉะนั้นผู้ที่ขัดขืนอำนาจนั้น ก็ขัดขืนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น...... เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อให้ประโยชน์แก่ท่าน. ... .เหตุฉะนั้นท่านจะต้องอยู่ในบังคับบัญชา มิใช่เพราะเกรงพระอาชญาสิ่งเดียว แต่เพราะจิตที่สำนึกผิดชอบด้วย เพราะว่าผู้มีอำนาจนั้นเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า" (โรม 13:1-7)

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าคณะรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นวุฒิสภาฝ่ายนิติบัญญัติ หรือศาลซึ่งเป็นผู้พิพากษาฝ่ายตุลาการ จะเป็นผู้ใด.....เราที่เป็นคริสเตียนจะต้องยอมรับอำนาจของบุคคลเหล่านั้น โดยไม่ขัดขืน!

แล้วอะไรจะดีกว่ากัน ระหว่างการ สนับสนุนเลือกตั้งบุคคลที่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า กับบุคคลที่มีความเชื่อมั่นคงในพระเจ้า เข้าไปรับตำแหน่งนั้นเพื่อใช้อำนาจของพระเจ้า?

แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใด คุณคงไม่มีทางอื่นใดนอกจากต้องผ่านกระบวนทางการเมืองเท่านั้น!

ดังนั้น คุณคงตอบได้แล้วนะครับว่า "คริสเตียนควรจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่?"

ขอเชิญแสดงความเห็นเพิ่มเติม เลือกหัวข้อ คำพยานหรือแบ่งปันพระพร และหนุนใจ Witness Sharing Click Here คลิกที่นี่

Click Here