คุณพร้อมหรือยัง ?
ARE YOU READY ? Download eBook for PocketPC Download offline for Palm

โดย : อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์
ศูนย์ส่งเสริมการประกาศในกลุ่มคริสตจักร CCMA

จำนวน 50 หน้า

หนังสือสำหรับประกาศพระกิตติคุณ

หมายเหตุ ข้อความ ด้านล่างนี้ เป็นเนื้อหาของ หนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ถ้าสนใจสามารถ หาซื้อได้จาก ร้านหนังสือ คริสเตียน ใกล้บ้านท่าน ท่านถ้าหาร้านหนังสือคริสเตียนไม่ได้

  ให้คลิกที่นี่  หรือติดต่อ โดยตรงที่ CCMA   ให้คลิกที่นี่

คุณพร้อมหรือยัง ?
เจาะลึกความจริงเกี่ยวกับความตาย

ความตายกับมนุษย์

1. มนุษย์ทุกคนต้องตาย

นี่เป็นสิ่งแท้จริงแน่นอน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรวยหรือจน คุณก็ต้องตาย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีการศึกษาสูงหรือคนที่ไร้การศึกษา คุณก็ต้องตายไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีอำนาจ มีตำแหน่งหรือเป็นคนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกงคุณก็ต้องตาย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีอวัยวะครบ 32 ประการ หรือ เป็นคนพิการ คุณก็ต้องตาย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนจีน คนลาว คนฝรั่ง คนอินเดียหรือคนไทยคุณก็ต้องตายและไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่กลัวตายหรือไม่กลัวตาย คุณก็ต้องตายอยู่ดี

ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาตินั้นมีคนมากมายหลายคนที่จะพยายามที่จะเอาชนะความตาย แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลวเช่น

  1. จิ๋นซีฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่
    ผู้ที่ได้สร้างกำแพงเมืองจีนที่เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ของโลกเมื่อมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต พระองค์ก็เกิดกลัวตายและไม่อยากตายพระองค์จึงได้ส่งคนไปยังทะเลตะวันออกเพื่อจะเสาะแสวงหายาอายุวัฒนะที่กินแล้วจะไม่ตายผลสุดท้ายเมื่อพระองค์ครองราชมาถึงปีที่ 37 ก็ถูกกลบลงในดิน ปัจจุบันนี้กำแพงเมืองจีนยังอยู่จิ๋นซีฮ่องเต้ไปไหนแล้ว

  2. สตาลิน (ผู้ก่อตั้งลัทธิคอมมิวนิสต์)
    ก็เป็นหนึ่งที่อยากจะได้ยาที่กินแล้วไม่ตาย จึงสนับสนุนบรรดานักวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นให้คิดค้นประดิษฐ์ยาที่กินแล้วไม่ตาย ผลสุดท้ายบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ทำการค้นคว้าทดลองเหล่านั้นก็ตายไปทีละคนทีละคน และต่อมาสตาลินก็เข้าร่วมขบวนการตายนี้กับพวกเขาด้วย

  3. มีคนหนึ่งเคยพูดว่า "ถ้าเราหยุดเวลาได้ เราคงไม่ตาย"
    แน่นอนถ้าพวกเราทำได้เช่นนี้ เราก็ไม่ตาย แต่ในเมื่อความเป็นจริงแล้วพวกเราไม่สามารถหยุดเวลาได้เลย ดังนั้นพวกเราทุกคนหนีมันไม่พ้น นั่นก็คือพวกเราทุกคนต้องตาย

2. มนุษย์ทุกคนต้องตาย

หลายคนเมื่อได้อ่านหัวข้อนี้ อาจจะพูดในใจของตนทันทีว่า "ไม่จริงหรอก ในโลกนี้มีหลายคนที่ไม่กลัวตาย ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่กลัวตาย ทำไมคุณมาด่วนสรุปว่าทุกคนต้องกลัวตายด้วยล่ะ"

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความหมายของคำว่า "กลัวตาย"นั้น ไม่ใช่หมายถึงการไม่กล้าเผชิญหน้ากับความตายมีหลายคนในโลกที่ยอมเสียสละชีวิตของตนเรื่องของความถูกต้อง เรื่องของประเทศชาติหรืออารมณ์ชั่ววูบ จึงทำให้พวกเขาเหล่านี้ดูเหมือนว่า "ไม่กลัวตาย"แต่คนที่ไม่กลัวตายเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเขาเข้าใจความลึกลับของความตายหรือมีความมั่นใจที่จะเอาชนะความตายได้แล้ว ตรงกันข้ามพวกเขารู้ดีว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่เจ็บปวดและน่ากลัว แต่เพราะ"อารมณ์" ของพวกเขาในเวลานั้นหรือบางสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาในเวลานั้น ทำให้เขามองเห็นว่าสำคัญกว่าการตายของชีวิตของเขา หรือจะยุติได้ด้วยการตายของชีวิตของเขา (กรณีการฆ่าตัวตาย)เพราะฉะนั้นจึงปลุกใจของตนเองไม่ให้กลัวความตาย แต่แท้จริงแล้วการไม่กลังตายของพวกเขาก็เพราะมีเรื่องเหตุการณ์บางอย่างที่สำคัญกว่าให้เขาเปรียบเทียบในเวลานั้นเท่านั้น ไม่ใช่เพราะ "ความตาย" มันไม่น่ากลัวอย่างแน่นอน ถ้าเอาเข้าจริง ๆ ลองคิดถึงความตายเพียงอย่างเดียวไม่ต้องมีองค์ประกอบใด ๆ แล้ว พวกเราทุกคนต่างก็กลัวตายกันอยู่ดี

คุณคงเคยได้ยินสำนวนจีนว่า "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" กันมาแล้ว เบื้องหลังของคนที่พูดประโยคนั้นก็คือเขาคิดว่าเขาเป็นคนที่ไม่กลัวตาย แต่เมื่อมาถึงจุดหรือวินาทีที่ต้องพบกับความตาย เขาก็เกิดความกลัวขึ้นมาทันที(หลายคนบอกว่า "ฉันไม่กลัวตาย" ส่วนมากก็อยู่ในขอบเขตสำนวนอันนี้คือแท้จริงกลัวตาย แต่ปากแข็งหรือเถียงเพื่อต้องการเอาชนะ)

หลายคนกลัวตายเพราะเขารู้สึกว่าจะต้อง "เจ็บ" ก่อนจึงจะตาย ซึ่งเป็นจริงในหลายคนแต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะบางคนไม่เจ็บก็ตายได้ เช่นการไหลตาย(นอนหลับแล้วตายไปเลย) เพราะฉะนั้นการ "กลัวเจ็บ" ไม่ใช่หมายความว่า"กลัวตาย"

ในเมื่อการไม่กล้าเผชิญหน้ากับความตายไม่ใช่หมายความว่า กลัวตาย การกลัวเจ็บไม่ใช่หมายความว่า กลัวตาย ถ้าเช่นนั้น การกลัวตาย คือการกลัวอะไร

มีเรื่องเล่าว่ามีเศรษฐีคนหนึ่งไปหาหมอเพราะรู้สึกว่าตนเองเจ็บหน้าอก เมื่อคุณหมอตรวจเช็คอาการเสร็จแล้วก็บอกเศรษฐีว่าเขาเป็นมะเร็งในปอดระยะสุดท้าย อยู่ได้ไม่เกิน 2 เดือน เศรษฐีนั้นหน้าซีดทันทีแล้วพูดกับคุณหมอว่า

เศรษฐี  คุณหมอช่วยผมด้วย
  
หมอ คุณกลัวตายหรือ
  
เศรษฐี  กลัวซิ ไม่กลัวผมจะมาหาหมอทำไม
  
หมอ ทุกวันเห็นดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตกคุณกลังไหม
  
เศรษฐี  ผมจะกลัวทำไม ดวงอาทิตย์ขึ้นดวงอาทิตย์ตกมันเป็นเรื่องธรรมดา
 
หมอเห็นไหมว่าคุณไม่ได้กลัวตาย คุณก็รู้ว่ามนุษย์เรามีเกิดก็มีตาย คุณตายก็เป็นเรื่องธรรมดา คุณไม่ตายสิเป็นเรื่องปิดปกติ
 
เศรษฐี  ในเมื่อผมไม่ได้กำลังกลัวความตายถ้าเช่นนั้นผมกำลังกลัวอะไรอยู่ล่ะหมอ
  
หมอคุณกำลังกลัวว่าคุณตายไปแล้วคุณจะพบกับอะไร คุณไม่พร้อมที่จะเผชิญกับมัน เพราะลึก ๆ คุณรู้ดีว่า เบื้องหลังความตายนั้นมันมีสิ่งที่น่ากลัวรอ คุณอยู่

สิ่งที่น่ากลัวที่คุณหมอพูดถึงคืออะไร ต่อไปเราจะกล่าวถึงมัน แต่ตอนนี้ให้เรารู้ว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม เราทุกคนต่างก็มีความ "กลัวตาย" ชนิดนี้ฝังอยู่ในความคิดลึก ๆ ในใจของเรา

3. ทุกเพศทุกวัยมีสิทธิ์ตายได้หมด

เมื่อพูดถึงความตายหลายหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวของเขาแต่เอาเข้าจริง ๆ เป็นเรื่องไกลตัวของคุณจริงหรือ คุณคิดว่ามีเพียงคนแก่จึงจะตายหรือ คุณคิดว่ามีเพียงคนป่วยจึงจะตายหรือ ไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ ถ้าเราดูโลงศพ เราจะเห็นว่ามีหลายขนาด นั่นแสดงว่า คนเราไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือทารก เด็กเล็ก เด็กใหญ่ วัยรุ่น หนุ่มสาว วัยกลางคนคนชรา ต่างก็มีโอกาสที่จะตายได้ทั้งสิ้นเพราะฉะนั้น อย่าคิดว่า "ความตาย" เป็นสิ่งที่ไกลตัวของคุณอีกต่อไปเลยครับ

4. ทุกคนไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่

"เครื่องบินสายการบิน… แอร์ไลน์ ตกกลางป่า มีคนเสียชีวิต 260 คน"

"รถบัสประทะกับรถสิบล้อ ตาย 52 คน บาดเจ็บระนาว"

นี่เป็นข่าวที่พวกเรามักจะเห็นปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์รายงานวันต่าง ๆ แต่ผมจะขอถามคุณข้อเดียว "ถ้าคนเหล่านั้นรู้ก่อนว่า เครื่องบินที่เขาโดยสาร รถที่พวกเขานั่งนั้นจะต้องตกหรือต้องคว่ำ คุณคิดว่าพวกเขาจะนั่งไหม "ไม่มีทางแน่นอน นั่นแสดงว่าพวกเราทุกคนไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่

5. ทุกคนไม่รู้ว่าตายแล้วจะพบกับอะไร

นี่เป็นปัญหาที่ลึกลับดำมืดสำหรับมนุษย์ทุกคน เกี่ยวกับความตายเบื้องหลังนี้ แต่ละชาติ แต่ละวัฒนธรรม แต่ละเผ่าพันธุ์ แต่ละศาสนา ต่างก็มีความคิดแตกต่างกันออกไป แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ทุกชาติ ทุกวัฒนธรรม ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกศาสนานั้น ถึงแม้พวกเขาจะมีความเชื่อของเขาว่า ตายไปแล้วจะพบกับอะไรก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่มีความมั่นใจ 100 % เลยว่า เมื่อพวกเขาตายไปจะพบกับสิ่งที่เขาเชื่อและเข้าใจนั้นจริงหรือเปล่า ดังนั้นถ้าคุณถามคนไทยสักคนหนึ่งว่า "ถ้าวันนี้คุณจากโลกไป (คือตาย)คุณคิดว่าคุณจะไปไหน" คุณอาจจะได้หลายคำตอบ แต่คำตอบที่คุณจะได้ยินจากพวกเขามากที่สุดก็คือ "ไม่รู้เหมือนกัน" หรือ"แล้วแต่บุญแล้วแต่กรรม" คำตอบเหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่มีความมั่นใจในสิ่งที่เขารู้และเข้าใจเลย ถ้าเช่นนั้นจริง ๆแล้วเมื่อมนุษย์ตายไปเขาจะพบกับอะไร ก่อนที่เราจะดูกันว่า "ตายแล้วจะพบกับอะไร" หรือ"อะไรอยู่เบื้องหลังความตาย" กันนั้น ก่อนอื่นให้เรามาดูกันว่า "ความตายคืออะไร" และ "ความตายมาจากไหน

ความตายคืออะไรและมาจากไหน

ความคิดเกี่ยวกับความตายของคนทั่วไปส่วนมากคิดว่าความตายก็คือการหยุดหายใจ ซึ่งก็ถูกต้อง 100 % แต่สำหรับคริสเตียนได้ให้ความหมายของความตายว่า "การแยกออก" หรือ"แยกจาก" พวกเราที่เป็นคริสเตียนเชื่อแน่ว่า มนุษย์เรานอกจากจะมีร่างกายแล้ว เรายังมีจิตตวิญญาณอีกด้วย ซึ่งจิตวิญญาณนี้เหมือนกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้าน ส่วนร่างกายนั้นเปรียบเสมือนที่พักอาศัย พระคัมภีร์ได้บอกเราว่า ตอนแรกที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้น มนุษย์จะไม่มีวันตายเลย ไม่ว่าฝ่ายร่างกายหรือฝ่ายวิญญาณ แต่ต่อมาเมื่อมนุษย์แยกออกจากพระเจ้า มนุษย์จึงเริ่มตายทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ดังนั้นแม้จะมีอากาศมากมาย แต่ร่างกายของมนุษย์เมื่อมาถึงจุดเสื่อม ก็ไม่สามารถที่จะหายใจเอาอากาศที่อยู่รอบตัวเข้ามาในร่างกายกได้ร่างกายก็หยุดเคลื่อนไหว และวิญญาณก็ออกจากร่างของเขา ซึ่งเราเรียกว่าการตายฝ่ายร่างกาย (รายละเอียดเราพูดกันในบทต่อไป)

ร่างกายมนุษย์จะต้องมีอากาศจึงจะเคลื่อนไหวได้ เช่นเดียวกันจิตวิญญาณของมนุษย์จะต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้ทรงสร้างมันจิตวิญญาณจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ ถ้ามนุษย์คนใดไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเขาก็จะต้องพบกับความตายฝ่ายวิญญาณซึ่งจะนำเขาไปพบกับสิ่งที่น่ากลัวมาก

เพื่อที่จะเข้าได้ง่าย ผมจะยกภาพภาพหนึ่งให้คุณเห็น ถ้าเราปลูกมะม่วงต้นหนึ่งแน่นอนมันจะต้องมีกิ่งก้านสาขามากมาย และตราบใดที่กิ่งก้านสาขานั้นยังติดอยู่กับลำต้น (ไม่แยกจากต้น)มันก็ไม่มีทางที่จะแห้ง เหี่ยวเฉา เน่าเปื่อยและตายได้เลย (บางคนอาจจะพูดว่า บางต้นกิ่งที่ติดกับต้นอาจจะตายได้อย่าลืมว่าผมกำลังพูดถึงภาพเปรียบเทียบ) แต่ถ้าต่อมามันถูกหักหรือแยกออกจากต้น ไม่นานมันก็ยิ่งมายิ่งแห้ง เหี่ยวเฉาเน่าเปื่อย และก็ตายไปในที่สุด (อิสยาห์ 64:6)

และนี่ก็คือภาพที่ให้เห็นถึง "ความตาย" ในความคิดของพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ได้บอกพวกเราว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เราให้มีความสัมพันธ์กับพระองค์ และมีพระประสงค์ไม่อยากให้มนุษย์แยกจากพระองค์ เพราะพระองค์เปรียบเสมือนกับต้นไม้ใหญ่ ตราบใดมนุษย์มีความสัมพันธ์กับพระองค์คือเชื่อฟังพระองค์ เขาก็จะไม่มีทางตายเลย

ในอดีตกาลพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา และใส่อิสระในการเลือกให้แก่พวกเขา ซึ่วไม่เหมือนกับที่พระองค์ทรงสร้างสัตว์ สัตว์ที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น พระเจ้าไม่ได้ประทานอิสระในการเลือกให้แก่มันเพราะฉะนั้นมันไม่มีสิทธิ์ที่จะดำเนินชีวิตตามชอบใจ แต่ต้องเดินตามวิถีชีวิตที่พระองค์ทรงกำหนดให้แก่มัน (สัตว์ถูกสร้างขึ้นมาไม่เหมือนกับมนุษย์มันไม่มีสภาพเป็นบุคคล ไม่มีมโนธรรม แต่มนุษย์ถูกสร้างตามพระลักษณะของพระเจ้า เขามีวิญญาณที่มีสภาพเป็นบุคคลมีมโนธรรม)

แต่มนุษย์ไม่ใช่เช่นนั้นถึงแม้พระเจ้าทรงกำหนดวิถีชีวิตให้แก่เขา แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงบังคับให้มนุษย์จะต้องเดินในวิถีที่พระองค์ทรงกำหนด แต่พระเจ้าทรงประทานอิสระในการเลือกให้แก่พวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมีอิสระที่จะเลือกได้ว่าจะเดินในทางที่พระเจ้าทรงกำหนดให้แก่เขา หรือจะไม่เดินในทางที่พระเจ้าทรงกำหนดให้แก่เขาก็ได้ โดยพระองค์จะทรงบอกเขาล่วงหน้าว่า ถ้าเขาใช้อิสระในการเลือกที่พระเจ้าประทานให้แก่เขา เลือกเดินในทางที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เดิน เขาจะไม่ตาแต่จะเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ แต่ถ้าหากเขาใช้อิสระในการเลือกที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เขามาเลือกเดินในทางที่พระเจ้าไม่ได้กำหนด (เลือกเดินตามใจชอบของตนเอง) เขาจะต้องตายและตกเป็นทาสของบาป แต่น่าเศร้าที่มนุษย์คู่แรกกลับเลือกเดินในทางที่พระเจ้าไม่ได้กำหนดให้แก่เขา ดังนั้นตั้งแต่ นั้นมามนุษย์ทุกคนก็ต่างติดเชื้อแห่งความตายนี้ นั่นก็คือการแยกออกจากพระเจ้า การแยกออกจากพระเจ้านี้พระคัมภีร์เรียกว่าความตาย

"เหตุฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลกเพราะคนเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคนเพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป (คือใช้อิสระในการเลือกที่พระเจ้าประทานให้แก่เขาในทางที่ผิด) (โรม 5:12)

"เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย (ความตายนี้ไม่ใช่การหยุดทุกอย่าง แต่เป็นการรับผลที่เขาได้ทำ เหมือนกับผิดกฎหมายก็ต้องติดคุก) (โรม 6 : 23)

สรุปแล้ว

บาป ก็คือ การใช้อิสระในการเลือกที่พระเจ้ามอบให้ในทางที่ผิด
ความตาย คือ การแยกออกจากพระเจ้า(เหมือนกิ่งแยกออกจากต้น มันจะเริ่มตายหรืออาจจะพูดได้ว่ามันตายแล้ว)

ความตายเป็นผลมาจากความบาป เหมือนกับติดคุก เป็นผลมาจากผิดกฎหมาย ( ใช้อิสระที่ทำในสิ่งที่กฎหมาย ทั้ง ๆที่ตัวเองก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะทำตามกฎหมายหรือไม่ทำ)

และตั้งแต่มนุษย์คู่แรกของโลกเป็นต้นมา มนุษย์ทุกคนต่างก็ทำบาป (คือใช้อิสระในการเลือกของเขาในทางที่ผิด) ทำให้ชีวิตของเขาแยกออกจากพระเจ้าแน่นอน การแยกออกจากพระเจ้าก็เหมือนกิ่งไม้ที่แยกออกจากต้น มนุษย์ทุกคนจึงยิ่งมา ยิ่งเริ่มแห้งเหี่ยวเฉา เน่าเปื่อย และตายในที่สุด)

ถ้าเราสำรวจดูชีวิตของพวกเราก็จะเห็นว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเป็นเหมือนกับกิ่งไม้ที่ถูกแยกออกจากต้นจริงๆ

กิ่งไม้ที่ถูกแยกออกจากต้น มนุษย์ที่ถูกแยกออกจากพระเจ้า
(ที่มาของความตาย )(ที่มาของความตาย)
1. เริ่มแห้ง (ไม่อยากแห้งก็ต้องแห้ง)1. เริ่มทำบาป (ไม่อยากทำบาปก็ต้องทำ)
2. เริ่มเหี่ยว 2. เริ่มมีการเจ็บปวดเจ็บไข้และปัญหา
3. เริ่มเน่าเปื่อย3. เริ่มเก็บสะสมปกปิดความผิดที่ตนกระทำ
4. ตายสนิท 4. ตายทางร่างกาย
5. นำไปทำปุ๋ยหรือทำฟืน5. เผชิญกับเหตุการณ์หลังความตาย

หลังจากตายแล้วจะพบกับอะไร

ในข้อที่ 5 ของช่องมนุษย์ที่เขียนว่า"เผชิญกับเหตุการณ์หลังความตาย" นั้น เขาจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์อะไรหรือ ?

พวกเราที่เป็นคริสเตียนเราเชื่อว่านับตั้งแต่มนุษย์ทำบาปคือแยกตัวออกจากพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระองค์ เขาก็เริ่มมีการตาย 3 อย่างนี้เกิดขึ้นในชีวิตของเขา คือ

  1. ตายฝ่ายวิญญาณ(เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ในขณะที่คุณเป็นอยู่)
  2. ตายฝ่ายร่างกาย จะเกิดแน่ในอนาคต
  3. ตายในนรก(แยกจากพระเจ้าเป็นนิตย์จะพบกับความตายนี้หรือไม่ เรามีสิทธิ์เลือกเมื่อยังมีชีวิตอยู่)

ตอนนี้ให้เรามาดูกันทีละอย่าง

1. ความตายฝ่ายวิญญาณ

คือการไม่เอาพระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลางในการดำเนินชีวิต แต่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางในการดำเนินชีวิต เขาจะกำหนดวิถีชีวิตขึ้นมาเองเขาจะกำหนดว่าสิ่งใดถูกหรือผิดด้วยตัวเอง เขาจะวางมาตรฐานศีลธรรมของตนเอง นี่เป็นผลจากการแยกออกจากพระเจ้า นี่เป็นความตายฝ่ายวิญญาณที่มนุษย์ทุกคนในโลกกำลังประสบอยู่ ซึ่งการตายฝ่ายวิญญาณนี้จะสังเกตได้ง่าย ๆ 5 ประการในชีวิตมนุษย์ทุกคนก็คือ

  1. ไม่สนใจพระเจ้า ไม่คิด ไม่แสวงหา ไม่ถวายเกียรติแด่พระองค์ ลบหลู่พระองค์ เกลียดชังพระเจ้าและเรื่องบของพระเจ้าโดยไร้สาเหตุ ฯลฯ

  2. ฉันทำผิดได้ไม่เป็นไร แต่คนอื่นห้ามทำผิด ฉันโกหกคนอื่นได้ไม่เป็นไร แต่ใครมาโกหกฉันน่าดู ฉันนินทาคนอื่นได้ไม่เป็นไร แต่คนอื่นห้ามนินทาฉันเด็ดขาด ฉันทำผิดเรื่องเพศได้ แต่ใครอย่ามาทำผิดเรื่องเพศกับครอบครัวฉัน

  3. ถึงแม้จะมีกฎหมาย และมาตรฐานศีลธรรมของศาสนา แต่เขาก็ยึดไว้แต่ปาก ส่วนการดำเนินชีวิตของเขาดำเนินตามตัวเองเห็นชอบ

  4. สอนได้ทำไม่ได้ - เช่น พ่อแม่สอนลูกว่าอย่าโกหก แต่ตัวเองโกหก ยิ่งมาก็ยิ่งหน้าซื่อใจคด มือถือสากปากถือศีล ถือศาสนาแต่เปลือกนอก แต่แก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ถือ

  5. แสวงหาในสิ่งที่เอาไปไม่ได้ - รู้ไหมว่าตายแล้วเอาไปไม่ได้…. รู้แต่ก็ยังอยากได้… ทำไม ?

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก็เพราะมนุษย์ทุกคนนั้นกำลังตายฝ่ายวิญญาณ และความตายฝ่ายวิญญาณนี้กำลังนำพวกเขาไปสู่การตายที่น่ากลัวอีกกสองอย่าง

2. ตายฝ่ายร่างกาย

นี่คือการเหี่ยวแห้งหรือการถดถอยของสังขาร ซึ่งเป็นผลมาจากการแยกฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้า ในชีวิตของพวกเราทุกคนที่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่แยกจากพระเจ้านี้จะเริ่มมีอาการปรากฏออกมาเรื่อยๆ เริ่มจากเด็ก และโตขึ้นจนถึงวัยชรา ร่างกายจะเริ่มเหี่ยวแห้งลง เหี่ยวลงและเหี่ยวลง และตายในที่สุด ดังนั้น จึงมีนักปรัชญาบางคนกล่าวว่า "การเริ่มต้นของชีวิตเป็นเรื่องที่เจ็บปวด เพราะมันเป็นการเริ่มต้นไปสู่จุดจบ" เบื้องหลังความคิดของเขาก็คือ เขากำลังบอกว่าถ้ามนุษย์เริ่มชีวิต และเมื่อไปถึงจุดที่เป็น "หนุ่มสาว" และหยุดอยู่ ณ จุดนี้ตลอดไปได้ ก็จะมีแต่ความสุข(นี่เป็นความคิดที่มีอยู่ในทุกคนทั่วโลก คือเด็กก็อยากเป็นผู้ใหญ่ คนชราก็อยากกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง แต่ความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถจะหยุดเวลาในช่วงนี้ได้เลย ดังนั้น เราจึงต้องพบกับความเจ็บปวดแห่งการพลัดพลากจากคนที่เรารักหรือคนที่รักเราคือการตายฝ่ายร่างกาย

3. การตายในนรก

พระคัมภีร์ได้บอกพวกเราว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่มีความรักและทรงมีความยุติธรรม ด้วยความรักพระองค์ไม่อยากจะลงโทษมนุษย์ (เพราะพระองค์ทรงรักมนุษย์เหมือนพ่อรักลูก) แต่เพราะความยุติธรรมจึงทำให้พระองค์จะต้องลงโทษความผิดบาป เพราะถ้าพระองค์ไม่ทรงลงโทษความผิดบาปแล้ว พระองค์ก็ไม่มีความยุติธรรม

หลังจากมนุษย์ตายฝ่ายร่างกาย วิญญาณของเขาจะออกจากร่างกายไปสู่สถานที่แห่งหนึ่ง เรียกว่าแดนคนตายเพื่อรอการพิพากษาจากพระเจ้าและเมื่อวันพิพากษามาถึงวิญญาณของเขาจะมีร่างกายอีกร่างกายหนึ่งและเมื่อจะต้องถูกนำตัวมายังหน้าบัลลังก์พิพากษา และพระเจ้าจะพิพากษาตามการกระทำของเขาที่ทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก พระเจ้าจะทรงพิพากษาด้วยความยุติธรรมรอบคอบที่สุด ผู้พิพากษาในโลกนี้อาจจะพิพากษาได้อย่างยุติธรรมในความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งและมีหลักฐานที่ชัดเจนเท่านั้น แต่การพิพากษาของพระเจ้านั้นยุติธรรม และพระองค์จะนำการกระทำทุกอย่างที่มนุษย์กระทำไม่ว่าในที่ลับที่แจ้งที่ชัดเจนหรือที่ปกปิดซ่อนไว้ในใจออกมาพิพากษาหมด

"พระองค์จะทรงเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ในความมืดให้แจ่มแจ้งกระจ่าง และจะทรงเผยความลับในใจของคนทั้งปวงด้วย" (1 โครินธ์4:5)

"พระเจ้าจะทรงพิพากษาตามข้อความที่ได้จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้นและตามที่เขาได้กระทำ" (วิวรณ์ 20: 12 )

และโทษของมนุษย์ที่ทำบาปจะได้รับก็คือ การตายในบึงไฟนรกซึ่งเป็นการตายครั้งที่ 2 (วิวรณ์ 20 : 13 - 15)
(การตายฝ่ายร่างกายเป็นการตายครั้งที่ 1 และการตายในนรกเป็นการตายครั้งที่ 2)

คุณยังจำคำพูดของคุณหมอที่พูดกับเศรษฐีตอนแรกได้ไหม "คุณไม่ได้กลัวตายหรอก แต่สิ่งที่คุณกลัวก็คือเบื้องหลังความตาย เพราะคุณไม่รู้ว่าคุณจะต้องพบกับอะไรคุณไม่พร้อมที่จะตาย เพราะลึก ๆ คุณรู้ดีว่าเบื้องหลังความตายมีสิ่งที่น่ากลัวกำลังรอคุณอยู่"

เหตุที่มนุษย์ทุกคนกลัวตายก็เพราะเขาไม่พร้อมที่จะเผชิญกับมัน (เหมือนเศรษฐี) ทำไมพวกเขาไม่พร้อมที่จะเผชิญกับมัน ก็เพราะเขารู้ดีว่าในชีวิตของเขามีความผิดบาปมากมายซ่อนอยู่ และถ้าเราพินิจดูชีวิตของตัวเองแล้ว เราก็จะพบว่า ตัวเรานั้นก็มีความผิดบาปมากมายซ่อนอยู่ในชีวิตเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการโกหก โลภ นินทา พูดเสียดสี ขี้เกียจ เห็นแก่ตัว เอาเปรียบคนอื่น อิจฉาริษยาตาร้อน ยุยง ไม่ให้อภัย อวดตัว เกลียดชัง พูดคำหยาบ ขโมย โกง ใส่หน้ากาก คิดแก้แค้น ผิดสัญญา จองหอง เย่อหยิ่ง ลามกสกปรก ด่าพ่อด่าแม่ เถียงพ่อเถียงแม่ ฯลฯ

สิ่งต่าง ๆ ข้างต้นเหล่านี้หลังจากการตายครั้งที่ 1 แล้ว จิตวิญญาณของเราก็จะออกจากร่างกายไปพบกับการพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้า แน่นอน ไม่มีมนุษย์คนใดในโลกที่จะสามารถรอดพ้นจากการพิพากษาที่ยุติธรรมอันแสนน่ากลัวนี้ได้เลย เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า (คือทำในสิ่งที่พระเจ้าไม่ประสงค์ให้เขาทำ) (โรม 3.23) ทำไมลึก ๆมนุษย์ทุกคนจึงไม่พร้อมที่จะตาย เพราะเขารู้ดีว่าเบื้องหลังความตายจะต้องพบกับการพิพากษาและเขาก็หนีไม่พ้น เพราะเขาได้ทำบาปมากมายถึงแม้เขาจะพยายามที่จะทำดีเพื่อลบล้างความผิดดบาปที่เขาทำ ก็ไม่สามารถลบล้างความผิดที่เขาเคยทำมาได้เลย (เหมือนกับนักโทษเมื่อทำผิด เขาต้องรับโทษสถานเดียว ไม่มีทางทำดีเพื่อชดใช้ความผิดที่ตนได้กระทำมาได้เลย)การทำดีของเขานั้นช่วยเขาได้แค่เพียง "ทำให้ข้อหาน้อยลงหน่อยท่านั้นเอง"สุดท้ายเขาจะต้องพบกับความตายครั้งที่ 2 นั่นคือการตายในบึงไฟนรก

นรกเป็นอย่างไร

นรกเป็นสถานที่ที่น่ากลัวมาก (เป็นสถานที่ที่ถูกตัดขาดจากพระเจ้าเป็นนิตย์ ธก 1.9) เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยไฟ ไฟมันจะเผาร่างกายฝ่ายวิญญาณ มันจะไม่ถูกไหม้จนเป็นผงธุลีแต่ยังจะคงสภาพของร่างกาย และจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานไม่มีสิ้นสุด ที่นรกนั้นคนที่ทำผิดบาปจะถูกทอดทิ้งไม่มีการปลอบโยน แต่จะเต็มไปด้วยการคร่ำครวญ การทุกข์ทรมาน ที่นรกคนยังมีความรู้สึกแต่ไม่ตายซึ่งอึดอัดมากเหมือนคุณต้องการอากาศจะหายใจแต่ไม่มี และคุณก็ไม่ตาย คุณรู้ว่าคุณจะรู้สึกอึดอัดมากเพียงใด

พระเจ้าไม่ได้สร้าง"นรก" สำหรับมนุษย์แต่สร้างสำหรับลงโทษบาป แต่เพราะเหตุที่มนุษย์ใช้อิสระในการเลือกของเขาในทางที่ผิดเขาจึงนำตัวของเขาเข้าไปสู่บึงไฟนรก ใครล่ะจะสามารถรอดจากบึงไฟนรกได้ พระคัมภีร์บอกว่าจะต้องเป็นผู้ไม่มีบาปเลย แล้วใครล่ะในโลกที่ไม่มีบาป เราทุกคนต่างก็มีบาปและทำบาปมาแล้วนับไม่ถ้วน

เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์จะมีทางที่รอดพ้นจากบึงไฟนรกได้ไหม

มนุษย์มีทางรอดจากความตายในนรกได้ไหม

ถ้าอาศัยกำลังหรือการกระทำของมนุษย์แล้ว พวกเขาไม่มีทางรอดจากนรกได้เลย เพราะว่าพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้วว่า "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย" เขาจะลบล้างความบาปโดยทางอื่นไม่ได้เลย นอกจากการตายในนรกเท่านั้น ไม่ว่าใครในโลกก็ไม่สามารถตายแทนกันได้เลย เพราะว่าทุกคนต่างก็ทำบาปและต้องรับโทษของตนเอง ดังนั้นด้วยความรักของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษยชาติ พระองค์จึงได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลกมารับสภาพเป็นมนุษย์ พระบุตรของพระองค์ก็คือ "องค์พระเยซูคริสต์" เมื่อขณะที่พระเยซูอยู่ในสภาพของมนุษย์นั้น ถึงแม้ว่าพระองค์จะมีอิสระในการเลือกที่จะทำบาปหรือทำตามวิถีของตนเอง แต่พระองค์ก็ไม่ใช้อิสระในการเลือกของพระองค์เหมือนมนุษย์คนอื่น (คือทำตามความพอใจหรือความต้องการขอตนเอง)แต่พระองค์ทรงใช้อิสระในการเลือกที่พระองค์มีอยู่นั้นมาทำตามในสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย ดังนั้นพระคัมภีร์จึงได้บันทึกไว้ว่า "พระองค์ไม่ได้ทำบาป" "พระองค์ปราศจากบาป" (ฮีบรู 4:15) (1 เปโตร 2 : 22) เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงทรงสามารถที่จะรับแบกบาปหรือใช้หนี้บาปในการตายในนรกให้แก่มวลมนุษย์ได้ (นั่นก็คือพระเยซูทรงสามารถที่จะรับโทษที่มนุษย์ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องรับคือความตายครั้งที่2 ได้) และเงื่อนไขในการรับโทษแทนพระเยซูคริสต์ ก็คือ เพียงแต่คนหนึ่งสำนึกในความผิดที่ตนทำ ยอมสารภาพต่อพระเจ้า และขอให้พระเยซูคริสต์ทรงรับโทษแทนจากใจจริง (คือมีความเสียใจต่อความผิดบาปและตัดสินใจที่จะไม่ทำบาปอีก) ความผิดบาปตั้งแต่ที่เขาเคยทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ถูกยกและชำระล้างออกไปหมด (1 ยอห์น 1: 9)" นั่นก็หมายความว่า เมื่อเขาจากโลกนี้ไปวันใด เขาจะไม่ต้องถูกพิพากษาให้พบกับความตายครั้งที่ 2 (คือการตายในบึงไฟนรก)อีกต่อไป แต่วิญญาณของเขาจะได้ขึ้นไปอยู่ในสถานที่ที่งดงามพระคัมภีร์เรียกว่า "สวรรค์"

มีหลายคนถามว่า "ทำไมชีวิตของพระเยซูคริสต์เพียงชีวิตเดียวจึงสามารถรับโทษแทนมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ได้" คำตอบนี้ง่ายมาก คุณลองคิดดูซิว่าผมมีเงิน 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ผมสามารถแลกเงินลาวได้กี่กีบ แน่นอนอาจจะแลกได้ถึง 1,000 กีบทำไมจึงแลกได้มากขนาดนั้น ก็เพราะค่าของเงินดอลล่าร์มีค่ามากกว่าเงินลาว ทำไมชีวิตของพระเยซูคริสต์ชีวิตเดียวจึงสามารถแลกได้กับชีวิตของคนมากมายได้ละ นั่นเป็นเพราะชีวิตของพระเยซูคริสต์มีค่ามากกว่าชีวิตของมนุษย์นั่นเอง (ดังนั้นการตายบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์จึงสามารถรับโทษบาป (ตายแทน) แก่คนทั้งโลกได้)

ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ เมื่อมาถึงจุดนี้ ผมขอให้คุณตรึกตรองดูชีวิตของคุณให้ดี ขอให้คุณถามตัวเองดูซิว่า พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายแล้วหรือยัง ถ้าไม่พร้อมเพราะเหตุใด ใช่เพราะความผิดบาปที่ซ่อนอยู่ในชีวิตมากมายไหม ถ้าใช่ รีบกลับใจและขอพระเจ้าทรงยกโทษบาปให้แก่คุณเถิดครับ วันนี้คุณมีทางที่จะรอดจากความตายในนรกแล้ว (คุณมีสิทธิ์เลือกได้) วันนี้คุณมีทางเลือกต่อการเอาชนะความตายได้แล้วโดยการพึ่งในพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์มาในโลกนี้ก็เพราะเหตุนี้

"โดยทางความตายของพระเยซูนั้น… พระองค์ได้ทรงทำลายผู้มีอำนาจแห่งความตาย คือ มารเสียได้ และจะได้ทรงช่วยเขาเหล่านั้นพ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิตเพราะเหตุกลัวความตาย" (ฮีบรู 2 : 14 - 15)

"โอ มัจจุราชเอ๋ย ชัยชะและเหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน เหล็กในของความตายนั้นคือบาป… สาธุการแด่พระเจ้าทรงประทานชัยชนะแก่เราทั้งหลายโดยพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา"(1 โครินธ์ 15 : 55 - 57)

"ความตายครั้งที่ 2จะไม่มีอำนาจเหนือผู้นั้นทีอยู่ในพระคริสต์" (วิวรณ์ 20 : 6)

ทัศนะของคริสเตียนเกี่ยวกับความตาย

ในสมัยก่อนเมื่อคนเห็นปรากฎการณ์สุริยุปราคาก็ตกใจและมีความหวาดกลัวมาก บางคนนึกว่ามียักษ์มาอมหรือกลืนดวงอาทิตย์ แต่พอมาถึงปัจจุบันนี้เมื่อคนเราได้เรียนรู้ความจริง ก็ไม่กลัวปรากฏการณ์นี้อีกต่อไป แต่เห็นเป็นเรื่อง "ธรรมดา" เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะพูดได้ว่า ถ้าเราได้รู้ว่าความจริงคืออะไรแล้วเราก็ไม่กลัวมันและจะมองเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

เช่นเดียวกันคนที่เป็นคริสเตียนนั้นเขาได้เรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับความตาย และได้มีประสบการณ์กับผู้นั้นที่มีชัยชนะเหนือความตายคือพระเยซูคริสต์ผู้สถิตอยู่ในใจของเขา (หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงตายบนไม้กางเขนแล้ว วันที่ 3พระองค์ก็ได้ฟื้นจากความตายและยังทรงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ การฟื้นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในความเชื่อของคริสเตียน เพราะถ้าพระเยซูคริสต์ไม่ได้ฟื้นขึ้นจากความตายและมีอยู่จนถึงทุกวันนี้จริง ๆแล้ว ศาสนาคริสต์ก็เป็นศาสนาที่โกหกหลอกลวงมนุษย์และน่าสมเพชที่สุด แต่ความจริงแล้วพระเยซูคริสต์ทรงฟื้นจากความตาย และยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้จริง ๆ )

ในเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงฟื้นจากความตายและมีชีวิตอยู่ ดังนั้นพวกเราที่เป็น คริสเตียนจึงไม่กลัวความตายอีกต่อไป ประวัติศาสตร์ของโลกหรือประวัติศาสตร์ของคริสเตียนก็ได้บันทึกคำพยานของคริสเตียนหลายล้านคนทั่วโลกที่มีสันติสุขและความหวังใจอย่างเหลือล้นเมื่อขณะที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับความตายฝ่ายร่างกาย ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่กลัวกับความตายที่อยู่เบื้องหน้าของเขา นั่นเป็นเพราะเขารู้ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังความตายและเขาก็พร้อมที่จะเผชิญกับความตายด้วยความมั่นใจ เพราะเขามั่นใจว่าบาปที่พวกเขาเคยมีและเคยทำนั้นได้รับการชำระโดยพระโลหิตของพระเยซู่คริสต์แล้ว ในความคิดของคริสเตียนนั้นเรามองความตายว่าเป็น…

1. การนอนหลับ (ความหวังใจ) "ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านได้ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้าอย่างคนอื่น ๆ ที่ไม่มีความหวัง เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์และทรงคืนพระชนม์แล้ว โดยพระเยซูนั้นพระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลีบไปแล้วนั้นกับพระองค์" (1เธสะโลนิกา 4:13 - 14)

เมื่อมีการตายก็โศกเศร้า ไม่ว่าเป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียนต่างก็เหมือนกัน แต่ความโศกเศร้าของคริสเตียนนั้นไม่ใช่เหมือนกับคนอื่นที่ไม่มีหวัง แน่นอนเราโศกเศร้าก็เพราะจากกันไป แต่เราก็มีความหวังว่าวันหนึ่งในอนาคตเราจะพบกันอีกบนสวรรค์ เพราะพระเจ้าสัญญากับพวกเราอย่างชัดเจนว่า ทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้านั้น เมื่อเขาตายไปแล้วจะมีวันหนึ่งที่เขาฟื้นจากความตายเหมือนกับพระเยซูคริสต์และจะไม่มีวันตายอีกเลยดังนั้นพระคัมภึร์จึงบอกว่า "การตาย" ของคริสเตียนนั้นเป็น "การนอนหลับ" และวันหนึ่งเขาก็จะตื่นขึ้น มีใครบ้างที่กลัวการนอนหลับ ดังนั้นพวกเราที่เป็นคริสเตียนไม่กลัวตาย

2. การถึงวาระพัก (สิ้นสุดงานในโลก)

"และข้าพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์ว่า "จงเขียนไว้เถิดว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปคนทั้งหลายที่ตายเพื่อพระองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข" จริงอย่างนั้น เขาได้หยุดพักจากการงานเขา เพราะการงานที่เขาได้กระทำนั้นจะติดตามเขาไป" (วิวรณ์ 14:13)

หลายคนในโลกคิดว่า "ความตาย" เป็นการสิ้นสุดของชีวิต (คือสงบแล้ว/ไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไปแล้ว) แต่พระคัมภีร์ได้บอกแก่เราอีกต่อไปว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการตายเป็นการเดินทางเข้าสู่ความทุกข์ทรมานเป็นนิจนิรันดร์ (เพราะมนุษย์ทุกคนจะต้องรับผลการกระทำของเขาที่เขาทำในขณะที่เขายังอยู่ในโลก)

แต่สำหรับคนเหล่านั้นที่สำนึกผิดและยอมรับการใช้หนี้บาปแทนของพระเยซูคริสต์ (พวกคริสเตียน) จะถือว่า "การตาย" เป็น "การถึงวาระพักผ่อน" นั่นก็คือเราได้สิ้นสุดงานที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้ทำในโลกนี้แล้ว พวกเรามีความเชื่อว่า การที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้สำเร็จ (นั่นคือการประกาศข่าวประเสริฐ) เมื่อเสร็ฐงานแล้วพระองค์ก็จะทรงเรียกเรากลับคืนไป ดังนั้นวันนี้พวกเราที่เป็นคริสเตียนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะพระเจ้ายังทรงมีงานให้เราทำ ถ้าวันใดพระองค์เห็นว่าเราหมดวาระหน้าทีในโลกนี้แล้ว พระองค์ก็จะทรงรับเรากลับบ้านบนสวรรค์ และจะทรงประทานบำเหน็จรางวัลให้แก่เราตามที่เรากระทำในโลกนี้ ดังนั้นพวกเราที่เป็นคริสเตียนจึงไม่กลัว "ความตาย"

3. เป็นการออกจากโลก (ย้ายบ้าน)

"ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่าข้าพเจ้า มีความปรารถนาที่จากไปอยู่กับพระคริสต์ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก" (ฟิลิปปี 1:23)

พวกเราที่เป็นคริสเตียนมองว่าการตายก็เป็นเหมือนกับการย้ายบ้าน ย้ายจากดินแดนที่ไม่แน่นอน ไปสู่ดินแดนที่มั่นคง ย้ายจากดินแดนที่สับสนวุ่นวายมีแต่ความทุกข์ไปสู่สถานที่งดงามและเต็มไปด้วยสันติสุข ย้ายจากการอยู่ร่วมกับมนุษย์ในโลกนี้ ไปสู่การอยู่ร่วมกับพระเจ้าบนสวรรค์

ในโลกนี้เต็มไปด้วยการคร่ำครวญ การร้องให้ การเจ็บปวด การทุกข์ทรมาน แต่พวกเราที่เป็นคริสเตียนจะได้ไปอยู่นั้น จะไม่มีการคร่ำครวญ ไม่มีการร้องไห้ ไม่มีการเจ็บปวด ไม่มีการทุกข์ทรมานและไม่มีการตายอีกต่อไป พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป* การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป (วิวรณ์ 21:1 - 4) ที่นั่นเราจะได้เห็น สัมผัส พูดคุยกับพระเยซูคริสต์ผู้ที่เรารัก รอคอยอยากจะพบ พระองค์จะโอบกอดเราและเช็ดน้ำตาทุกหยดออกจากตาของเรา และเราจะอยู่กับพระองค์เป็นนิจนิรันดร์ ดังนั้นพวกเราที่เป็นคริสเตียนจึงไม่กลัว "ความตาย"

คนในโลกนี้คิดว่าความตายคือ ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น แต่พวกเราที่เป็นคริสเตียนไม่ได้คิดเช่นนั้นเราเชื่อว่า ไปแล้วกลับ หลับแล้วตื่น ฟื้นต้องมี หนีต้องพ้น โดยการพึ่งในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

บทสรุป

จากเรื่องราวข้างต้นที่คุณได้อ่านมา เชื่อแน่ว่าบัดนี้คุณรู้แล้วว่าความตายคืออะไร ความตายมาจากไหน ตายไปแล้วจะพบกับอะไร ความตายเกี่ยวข้องอะไรกับคุณ และคุณจะเอาชนะความตายได้อย่างไร มาถึง ณ จุดนี้ คุณจะต้องใช้อิสระในการเลือกของคุณอีกครั้งเพื่อตัดสินใจของคุณเองว่า คุณจะต้องการที่รับความช่วยเหลือและการยกโทษบาปจากองค์พระเยซูคริสต์หรือไม่ขอให้คุณไตร่ตรองดูให้ดี อย่าลืมว่าตอนนี้ เวลานี้ คุณเหมือนกิ่งไม้ที่แยกออกจากต้นอยู่ และกำลังเหี่ยวแห้งลงไปทุกขณะ ตราบใดที่เซลล์ในกิ่งไม้นั้นยังไม่ตายสนิทมันยังมีสิทธิ์ที่จะกลับมา มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง นั้นก็คือ การนำมันไป "ชำ" กับต้นของมัน แต่ถ้าเซลล์ ในกิ่งนั้นตายสนิทแล้วต่อให้คน "ชำเก่ง" อย่างไรก็ไม่มีทางที่จะติดและกลับมีชีวิตได้อีกเลย เช่นเดียวกัน วันนี้โอกาสที่คุณจะรอดจาการตายในนรก หรือรอดจาการพิพากษาของ พระเจ้าได้นั้น ก็ตราบที่คุณมีลมหายใจอยู่ในโลกนี้เท่านั้น ถ้าคุณหมดลมหายใจเมื่อไหร่ คุณก็หมดโอกาสเมื่อนั้น พี่น้องครับ อย่าให้สายเกินไปเราไม่รู้ว่าวันไหน เวลาไหนเราจะหมดลมหายใจ รีบมารับเอาพระคุณความรอดจากพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ทรงรักคุณพร้อมที่จะรับโทษบาปแทนคุณเดี๋ยวนี้เถิดครับ

ถ้าคุณปรารถนาที่จะไห้พระเยซูยกโทษบาปให้แก่คุณแล้ว ขอให้คุณอธิฐานดังนี้

"ข้าแต่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

ข้าพเจ้าเป็นคนบาป ขอทรงเมตตาข้าพเจ้าด้วย

ข้าพเจ้ารู้ดีว่าข้าพเจ้าทำบาปและสมควรได้รับโทษ

ขอพระองค์ทรงยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยวันนี้

ข้าพเจ้าขอเปิดประตูใจเชิญพระเยซูคริสต์เข้ามาในใจ

เพื่อชำระล้างความผิดบาปของข้าพเจ้า

และขอให้ข้าพเจ้ามีความมั่นใจว่าจะได้อยู่กับพระองค์

เมื่อข้าพเจ้าจากโลกนี้ไป และช่วยข้าพเจ้าที่จะไช้ชีวิตที่เหลือในโลกนี้

ให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ด้วย

ข้าพเจ้าอธิษฐานทูลขอในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน"

ถ้าคุณได้อธิฐานตามข้างต้นนี้ด้วยความจริงใจแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยครับ เพราะคุณรอดแล้ว

Click Here

คำถาม/คำตอบ

วิญาณคืออะไร ?

ตอบ ท่านผู้อ่านที่รัก คุณเป็นมนุษย์ที่มีวิญญาณก็เพราะคุณมีวิญญาณนี่เองทำให้ชีวิตคุณมีค่า ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรกับสัตว์ และถ้าเช่นนั้นวิญญาณของพวกเราเป็นอย่างไรล่ะ ? และหลังจากที่พวกเราตายไปแล้วจะไปที่ไหนล่ะ ซึ่งคำตอบของปัญหานี้ไม่มีทางที่นักวิทยาศาสตร์จะหาคำตอบได้เลย แต่ว่าพระคัมภีร์ได้บอกเราล่วงหน้าไว้แล้วอย่างชัดเจนว่า วิญญาณของพวกเรานั้นจะไม่มีทางศูนย์สลายเป็นนิจนิรันดร์ และร่างกายของเรานั้นก็จะเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น คือเป็นเพียงห้องหรือบ้านหลังหนึ่ง และวิญญาณของเราก็คือเจ้าของห้องหรือบ้านหลังนั้น แต่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันนี้พวกเราก็ต่างก็ดูแลแต่เปลือกนอกของตัวเอง และละเลยวิญญาณของตัวเองที่เป็นนิจนิรันดร์ ทำให้สูญเสียคุณค่าชีวิตที่แท้จริงและความหมายของชีวิตไปและนีก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะต้องพบกับความพินาศเป็นนิจนิรันดร์ แท้จริงแล้ว ถ้าเราใช้เวลาตั้งมากในการดูแลร่างกายของตัวเองแล้ว เราก็ควรใช้เวลามากเป็นสิบเท่าพร้อมกับทุ่มเทในการไปดูแลจิตวิญญาณของตัวเองจึงจะถูก ก็เพราะว่าวิญญาณนั้นเป็น นิจนิรันดร์ แต่เนื้อหนังเป็นเพียงเวลาสั้น ๆ เท่านั้นและถ้าเอาความเป็นนิจนิรันดร์กับเวลาสั้น ๆ มาเปรียบเทียบกันดู จะเห็นว่ามันแตกต่างกันเป็นล้าน ๆ เท่า เพราะฉะนั้น การละเลยจิตวิญญาณของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจจริง ๆ

เพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์ จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์คือพระเยซูคริสต์ให้แก่พวกเรา และมาถูกตรึงตายบนไม้กางเขนก็เพื่อเรา พระองค์กระทำเช่นนี้เพราะอะไร ? นั่นก็เพราะว่าพระองค์ทรงรักวิญญาณของพวกเรา และพระคัมภีร์ได้ขนานนามพ่อของเราบนโลกว่า "บิดาที่ให้กำเนิดทางเนื้อหนัง" แต่ขนานนามพระเจ้าองค์ที่สร้างสรรพสิ่งว่า "พระบิดาของวิญญาณทั้งปวง" นั่นก็เพราะว่าที่แท้วิญญาณของพวกเรานั้นมีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า แต่เพราะมนุษย์ได้กระทำความผิดบาปจนลืมพระเจ้า และทำให้ความรู้สึกทางวิญญาณของตนสูญไป แต่วันนี้พระเจ้าไม่ประสงค์ที่จะให้วิญญาณของพวกเราพบกับความพินาศ จึงได้ทรงประทานชีวิตนิรันดร์โดยทางพระเยซูคริสต์เพื่อช่วยเราให้พ้นจากความผิดบาป และเพื่อจะให้พวกเรากลับคืนดีกับพระองค์ ได้เป็นลูกของพระองค์อีกครั้ง และยังได้อยู่กับพระเจ้า เป็นนิจนิรันดร์ นี่ไม่ใช่เรื่องที่มีความสุขที่สุดหรือ ? แล้วทำไม คุณยังจะหลงเข้าใจผิดคิดว่ามนุษย์ไม่มีวิญญาณอีกเล่า ?

เมื่อหลังจากที่มนุษย์ตายแล้ว จะกลายเป็นผีใช่ไหม ?

ตอบ : ไม่ครับ / นี่เป็นแผนการของมารซาตาน ที่จะหลอกให้คนเชื่อว่า เมื่อคนตายแล้วจะกลายเป็นผี คนเลยวางใจในการติดต่อกับผี และก็เชื่อในคำบอกของผีในการไปทำบาป เช่น ทำร้ายตัวเองจนถึงกับฆ่าตัวตาย และ หลังจากตายไปแล้วก็จะต้องไปอยู่กับมันในนรกตลอดไป เพราะฉะนั้น ในโลกนี้มีหลายคนติดต่อกับผี และยังยกตัวเองว่าสามารถที่จะติดต่อกับคนที่ตายไปแล้วคนนั้นได้ หรือยอมให้ผีเข้าไปสิงร่าง เพื่อจะตอบคำถามของคนที่ขอมัน แท้จริงแล้วผีสกปรกเหล่านี้ ได้ยืมเสียง ท่าทาง ของคนที่ตายแล้วมาหลอกคนเพื่อให้คนเชื่อมัน และถึงขั้นที่จะมอมเมาให้จนไม่มีทางที่จะหาพระเจ้าเที่ยงแท้ได้ ในที่สุดเขาจะต้องทำตามมันและจะต้องตายในความบาป และอาศัยอยู่กับมันในนรกเป็นนิจนิรันดร์

แท้จริงแล้วตามที่พระเยซูได้เล่าเรื่อง "เศรษฐีกับขอทาน ลาซารัส" (ดูในลูกา 16:19 - 31) หลังจากเศรษฐีตายไปแล้วก็ถูกวางไว้ในแดนคนตาย ในฝั่งที่เต็มไปด้วยไฟและแสนทุกข์ทรมาน และถึงแม้เขาจะคิดถึงพี่น้องของเขาอีก 5 คน ที่ชอบทำความผิดบาปอยู่เสมอ และไม่ยอมเชื่อว่าตายไปแล้วมีการพิพากษาก็ตาม เขาก็ไม่สามารถไปบอกพวกเขาได้เลยเขาทำได้แต่เพียงขอร้องให้อับราฮัมช่วยส่งลาซารัสให้ขึ้นไปบอกพวกเขา เพราะเขารู้ดีว่าคนบาปตายไปแล้วไม่สามารถที่จะปรากฏตัวบนโลกได้อีกเลย มีเพียงแต่การฟื้นจากความตายเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ แต่ อับราฮัมได้ปฏิเสธคำขอร้องของเรา และได้ชี้ให้เห็นว่าเขามีพระคัมภีร์และผู้รับใช้พระเจ้าในการที่จะบอกทางให้พวกเขาอย่างเพียงพอแล้ว

หรืออาจจะถามว่า ในเมื่อหลังจากความตายไปแล้วไม่สามารถกลับมายังโลกมนุษย์ได้อีก ถ้าเช่นนั้นข่าวคราวเกี่ยวกับผีในที่ต่าง ๆ ของโลก มันจะเป็นอย่างไรกันแน่ ? ตามที่มีคำอธิบายในพระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่า ผีทั้งหมดในโลกต่างก็เป็น "พวกทูตสวรรค์ที่ทำบาป" (2 เปโตร 2:4) "ทูตสวรรค์ที่ละทิ้งถิ่นฐานที่เหมาะสม" (ยูดา 6) พวกมันได้เคยรับใช้พระเจ้าบนสวรรค์ ต่อมาตั้งต้นเป็นศัตรูกับพระเจ้าจึงถูกพระเจ้าขับไล่ไป และพวกมันคิดจะทำลายกิจการของพระเจ้าโดยการ หลอกลวง มอมเมา และวิธีต่าง ๆ มากมายในการที่จะดึงคนให้หนีห่างจากพระเจ้า และมันได้ก่อตั้งศาสนาเทียมเท็จและพระเจ้าปลอมแปลงต่าง ๆ ในการมาควบคุมจิตใจมนุษย์ แต่เมื่อพระเยซูได้ทำลายอำนาจของมันโดยการตายของพระองค์แล้วพวกมันก็ไม่มีวิธีที่จะทำร้ายคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูได้เลย แต่คนเหล่านั้นไม่ยอมเชื่อพระองค์ และกลับคิดว่าคนเราตายไปแล้วก็จะกลายเป็นผี ก็เลยถูกมอมเมาอยู่โดยไม่รู้ตัว

คนที่เชื่อพระเยซูนั้นไม่ไหว้บรรพบุรุษ ไม่อกตัญญูใช่หรือไม่ ?

ตอบ : พระคัมภีร์เน้นมากก็คือเรื่องต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ และนี่ก็เป็น 1 ในบัญญัติ 10 ประการของพระเจ้า 4 ข้อแรกนั้นพูดถึงพระเจ้า 6 ข้อหลังพูดถึงคน และท่ามกลาง 6 ข้อหลังนั้น ข้อที่กตัญญูต่อพ่อแม่อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุด และพระคัมภีร์ยังได้บอกว่า คนที่ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่และกลับแช่งด่าพ่อแม่ ต้องโดนก้อนหินขว้างจนถึงตาย (เลเวนิติ 20 : 9) เพราะฉะนั้นคริสเตียนให้ความสำคัญกับการกตัญญูต่อพ่อแม่มาก

แต่การที่เรากตัญญูต่อพ่อแม่นั้น ไม่ได้หมายความว่ารอพวกเขาตายไปแล้วก็กราบไว้เขาเหมือนกับผู้วิเศษ เพราะถ้าหากตอนพ่อแม่มีชีวิตอยู่ ไม่กตัญญู ตายไปแล้วมากราบไหว้นั้นเป็นการหลอกลวงพ่อแม่ และไม่ว่าศาสนาพุทธหรือศาสนาคริสต์ อิสลาม หรือศาสนาใด ๆ ก็ตาม ต่างก็ไม่เชื่อว่าคนตายไปแล้วจะมีฤทธิ์เป็นผู้วิเศษ การที่ลูกหลานไปไหว้นั้นเป็นเพียงประเพณีที่สืบทอดกันมาเท่านั้น คุณลองคิดดูสิ การที่พ่อแม่หลายคนขณะที่ยังมีชีวิตทำความชั่วไว้มากมาย ตายไปแล้วก็กลายเป็นผู้วิเศษ สามารถที่จะคุ้มครองและประทานพรให้แก่ลูกหลานได้นั้น มันสมเหตุผลหรือไม่ ?

และถึงแม้คริสเตียนจะไม่กราบไหว้บรรพบุรุษ แต่เราก็มีพิธีที่จะระลึกและแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ได้อย่างดีที่สุด นั่นก็คือทุกครั้งที่เราไปทำความสะอาดหลุมฝังศพนั้น เราก็นำดอกไม้ไปวางและอธิฐานขอบคุณพระเจ้า และเล่าเรื่องการต่อสู้ของพ่อแม่เราให้แก่ลูกหลานฟัง และการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การกตัญญูต่อพ่อแม่หรือ ? ทำไมต้องใช้การจุดธูปเทียนไหว้ถึงจะนับว่ากตัญญูต่อพ่อแม่หรือ ? (บางคนใจไม่ได้ระลึกถึงพ่อแม่แม้สักนิดเดียว) เพราะฉะนั้น การกตัญญูต่อพ่อแม่ที่แท้จริงนั้นมันขึ้นอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับพิธีกรรม

นรกอยู่ที่ไหน สวรรค์อยู่ที่ไหน แดนคนตายและเมืองบรมสุขเกษมนั้นเป็นสถานที่อย่างไร ?

ตอบ : คนที่ถามปัญหาเช่นนี้ เพราะตามความคิดของเขา เขาคิดว่าในจักรวาลไม่มีทางที่จะหา สถานที่ที่เรียกว่า สวรรค์หรือนรกได้อย่างแน่นอนสุดท้ายจึงไม่ยอมเชื่อว่านรกนั้นมีอยู่จริงแท้จริงแล้วความคิดนี้ไร้เดียงสาจริง ๆ เพราะประการแรก มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับจักรวาล นี้น้อยมากจริง ๆ ถ้าหากพระเจ้าบอกว่าสรรค์ นรกนั้นอยู่ในดวงดาวหนึ่งในกาแล็คซี่อันหนึ่งอันใดแล้ว พวกเรามีทางพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามีจริงล่ะ แท้จริงแล้วที่เรียกว่าสวรรค์ นรกเป็นสถานที่ที่พะรเจ้าสร้างไว้สำหรับลงโทษมนุษย์หรือทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ (คือได้ใช้อิสระในการเลือกในทางที่ผิด) ขอเพียงแต่มีพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาด้วยความยุติธรรม ก็จะต้องมีนรกและสวรรค์อยู่อย่างแน่นอน ก็เหมือนกับคนที่ทำผิดกฎหมาย เขาไม่จำเป็นต้องถามว่า "คุกอยู่ที่ไหน" ขอเพียงแต่มีศาลที่ยุติธรรมเท่านั้นก็จะมีคุกเตรียมไว้ให้เขาอย่างแน่นอน (เพราะถ้าไม่เช่นนั้นหลังจากศาลตัดสินแล้ว นักโทษจะไปอยู่ที่ไหน) เช่นเดียวกัน พระคัมภีร์ได้บอกพวกเราว่า เมื่อคนที่ทำบาปตายไปแล้ว พวกเขาจะต้องอยู่ใสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่า "แดนคนตาย" ที่นั่นเต็มไปด้วยไฟและมีแต่ความทุกข์ทรมาน แต่นั่นเป็นเพียง "ที่กักขัง" ชั่วคราวเท่านั้น รอจนถึงวันที่พระเจ้าจะทรงพิพากษามนุษย์ (คือวันสุดท้ายของโลก) บรรดาคานบาปทุกคนจะฟื้นขึ้นมาใหม่ และจะต้องเผชิญกับการพิพากษาของพระเจ้า และเมื่อถึงเวลานั้นคนที่ทำบาปจะถูกกำหนดโทษแล้วแต่การกระทำของเขาว่าหนักหรือเบา และหลังจากนั้นก็จะถูกทิ้งลงไปในนรกรับความทุกข์ทรมานเป็นนิจนิรันดร์ และเมื่อพูดถึงสวรรค์แล้ว พระคัมภีร์ได้บอกพวกเราว่า หลังจากพวกเราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์นั้นได้ตายลง ก็จะไปที่ที่หนึ่งที่เรียกว่า "เมืองบรมสุขเกษม" ที่นั่นก็คือที่ที่พระเยซูคริสต์ทรงประทับอยู่ และพระเยซูยังทรงจัดเตรียมเมืองใหม่ให้แก่พวกเรา เมืองนี้เชื่อ "กรุงเยรูซาเล็มใหม่" เมืองนี้ก็คือเมืองสวรรค์ และในอนาคตบรรดาคนที่เชื่อพระเยซูและได้รับความรอดพวกเขาจะฟื้นจากความตาย หลังจากนั้นก็จะเข้าสวรรค์พร้อมกันและอาศัยอยู่กับพระเจ้าเป็นนิจนิรันดร์

พระเจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ทำไมพระองค์จึงมีสิทธิ์พิพากษาฉัน

ตอบ: ถ้าหากพระเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตในดวงดาวอื่น พระองค์ไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเรา พระองค์ก็ไปตามทางของพระองค์ เราก็ดำเนินไปตามทางของเรา ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับพระองค์ ไม่จำเป็นต้องมาดูแลหรือมามีสิทธิ์ที่จะพิพากษาพวกเราเลย แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างพวกเราทุกคนขึ้นมาและพระองค์ก็ทรงเป็นผู้สร้างฟ้า สวรรค์และจักรวาลนี้ด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เป็นธรรมดาที่พระองค์จำเป็นจะต้องทรงมีเป้าหมายและ มาตรฐานของพระองค์ในการสร้างพวกเรา และแน่นอนพระองค์ก็มีสิทธิ์ที่จะพิพากษาพวกเราด้วย ก็เหมือนกับว่าถ้าเราเป็นเจ้าของโรงงานวิทยุ เมื่อเราสร้างวิทยุขึ้นมา เราก็มีมาตรฐานในการสร้างวิทยุให้ได้ตามที่เราต้องการและตามความพอใจของเรา แต่ถ้าวิทยุเครื่องไหนมันดันไม่ได้ตามมาตรฐานที่พวกเรากำหนดไว้ เราก็มีสิทธิ์ที่จะ "ซ่อมแซม" หรือ "ทำลาย" มันได้อย่างแน่นอน ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเราก็เป็นเหมือนเช่นนี้แหละพวกเราที่เป็นมนุษย์ได้ทำความผิดบาปต่อพระเจ้าทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ การดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระองค์ที่ได้ทรงวางไว้ ทำให้พระสิริของพระเจ้าเสื่อมไป และทำให้พระนามของพระเจ้าเป็นมลทิน และเช่นนั้น พระองค์จะไม่มีสิทธิ์พิพากษาพวกเราหรือ

เหตุใดพวกเราคริสเตียนจึงไม่กราบไหว้ศพ

ตอบ : พระคัมภีร์ได้ย้ำหลายตอนว่า "จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า" และ "ถ้าผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน โดยเฉพาะในครอบครัว (รวมทั้งพ่อแม่) ผู้นั้นชั่วยิ่งกว่าคนไม่เชื่อพระเจ้าเสียอีก" (1 ทิโมที 5:8 ) จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าพระคัมภีร์ให้พวกเราที่เป็น คริสเตียนดูแล ให้เกียรติในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ดีที่สุด และการเลี้ยงดูพ่อแม่ของ คริสเตียนนั้นไม่ใช่หมายความว่า พ่อแม่อยากกินอะไรก็ซื้อให้กิน พ่อแม่อยากจะไปเที่ยวไหนก็พาไป พ่อแม่ไม่มีเงินก็ให้เงินพ่อแม่ใช้ นี่ไม่ใช่การเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ของคริสเตียน เพราะเช่นนี้ก็ไม่ผิดอะไรกับการเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ที่อยากกินอะไรก็หาให้มันกิน พามันไปเดินเล่น อาบน้ำให้มัน กอดจูบมัน เวลาอารมณ์ดีก็จับมันมากอดจูบ เวลาอารมณ์เสียก็ตีมัน แต่การเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ของคริสเตียนนั้นจะไม่เพียงแต่ดูแลพ่อแม่เพียงร่างกายเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงการให้เกียรติแก่ท่าน ไม่ตะคอกท่านเสียงดัง ๆ ไม่ใช้สายตาขมึงถึงพ่อแม่ ไม่ทุ่มเถียงพ่อแม่ มีความสุภาพอ่อนน้อมต่อพ่อแม่ มีอะไรก็ปรึกษาพ่อแม่ จะทำอะไรก็นึกถึงพ่อแม่ นี่จึงเป็นการกตัญญูต่อพ่อแม่อย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลาที่พ่อแม่จากโลกนี้ไป เราก็จัดงานศพและทำการฝังศพของท่านให้เรียบร้อย ในงานศพนั้นเราก็มีการจัดพิธีไว้อาลัยโดยสงบใจอธิฐานต่อพระเจ้า และใช้งานศพของท่านในการเตือนคนที่ยังอยู่ข้างหลังโดยการใช้พระวจนะของพระเจ้าให้เขาระลึกถึงชีวิตของตน และสำหรับญาติพี่น้องของผู้ตาย พระวจนะของพระเจ้าก็จะทำให้พวกเขาจะได้รับการปลอบประโลมและสันติสุขจากพระเจ้าในยามที่ต้องพบกับการพลัดพลากจากคนที่พวกเขารัก

ส่วนที่ว่าทำไมพวกเราที่เป็นคริสเตียนจึงไม่กราบไหว้ศพ (เราเชื่อว่าการมีใจจริงในการมาร่วมระลึกถึงผู้ตาย ก็ดีกว่ามาให้เกียรติผู้ตายโดยการเคารพแต่เพียงพิธี หลังจากนั้นก็กินเหล้า เล่นการพนัน) วิธีที่เราจัดงานศพก็คือ จัดช่อดอกไม้ และจัดบริเวณงานศพให้สวยงามสะอาดเรียบร้อยเพื่อให้เกียรติแก่ผู้ตาย (พวกเราจะไม่ลวก ๆ สกปรก หรือยังไงก็ได้เป็นอันขาด) หลังจากนั้นเราก็จะสงบใจหรือยืนไว้อาลัยแก่ผู้ตาย และกล่าวถึงชีวะประวัติของผู้ตายและของพระคุณพระเจ้าที่ทรงรับเขากลับบ้าน (ในกรณีผู้ตายเป็นคริสเตียน) และนี่ก็เป็นการจัดศพและไว้อาลัยแก่ผู้ตายของพวกเราที่เป็นคริสเตียน (แท้จริงแล้วถ้าเราถามตัวเราดูเองว่า เราอยากให้ลูกหลานของเรา หรือ เพื่อนพ้องของเราทำดีต่อเราเมื่อยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายไปแล้วจึงค่อยมาทำและให้เกียรติ)

ไว้วันหลังหรือก่อนตายค่อยเชื่อพระเยซูได้ไหม ?

ตอบ : ได้รับ ขอเพียงคุณยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น คุณก็ยังมีโอกาสเชื่อพระเยซูได้ แต่ทว่าประสบการณ์ได้บอกพวกเราว่า ถ้าคุณรอวันหลังค่อยเชื่อ บางทีคุณอาจไม่มีโอกาสที่จะตัดสินใจเชื่อก็อาจเป็นไปได้ เพราะว่า

  1. ถ้าคุณทิ้งช่วงเวลาที่จะตัดสินใจตอนนี้และคิดว่าวันหลังค่อยว่ากันใหม่แล้ว เมื่อคุณวางหนังสือเล่มนี้ลงและทำงานในอาชีพคุณต่อไป คุณก็จะต้องพบกับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ในที่สุดสภาพแวดล้อมก็ทำให้จิตใจที่อยากจะเชื่อพระเยซูก็ค่อย ๆ จางลง และมาซาตานก็ฉวยโอกาสตอนที่สภาพจิตใจของคุณกำลังเปลี่ยนไปนั้น มันก็จะบอกคุณหลายอย่างจนทำให้ความเชื่อของคุณจางลง ส่วนมากคำพูดที่มักจะใช้ก็คือ "การเชื่อพระเยซูยุ่งยากจริง ๆ" เดี๋ยวคนอื่นก็หัวเราะเยาะ" "เฮ้ย อย่าไปเชื่อ เดี๋ยวก็ไม่มีคนคบหรอก" "บ้าเหรอ ไปเชื่อพระเยซู" ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น และคุณก็ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านเสียงกระซิบเหล่านี้ของมัน ในที่สุดการอยากตัดสินใจเชื่อของคุณก็ยืดออกไปเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด

  2. คุณควรจะเข้าใจอย่างหนึ่งก็คือ คุณไม่ทราบเลยว่าอีก 5 นาทีข้างหน้าจะมีอะไรบ้างเกิดขึ้นกับคุณ อุบัติเหตุที่อยู่ข้างหน้าคุณนั้นมันพร้อมจะอุบัติขึ้นได้ทุกเมื่อ มีหลายคนที่บอกว่าวันหลังค่อยเชื่อพระเยซูแต่ก็ถูกรถชนตายไปก่อน เขาไม่มีวันหลังที่จะให้เขาเชื่อแล้ว ผมขอถามคุณหน่อยเถิดว่าคุณสามารถที่จะควบคุมวันพรุ่งนี้ได้หรือ คุณคิดว่าคุณจะยังคงแข็งแรงเหมือนกับวันนี้หรือ คุณมั่นใจหรือว่า "พรุ่งนี้คุณจะไม่พบอุบัติเหตุ"

  3. ถ้าหากวันนี้คุณเข้าใจผลดีของการเชื่อพระเยซูแล้ว และก็รู้อีกว่าวันนี้คุณสามารถพึ่งพระองค์ที่จะรอดพ้นจากความบาปและความตายในนรกแล้ว ทำไมจะต้องรอถึงวันหลังล่ะ หากวันนี้มีนักโทษคนหนึ่งที่ถูกจำคุกอยู่ วันหนึ่งพอรู้ว่าในหลวงทรงมีพระราชสารอภัยโทษให้ไปรับด่วน คุณคิดว่านักโทษคนนั้นจะรอดวันหลังหรือ ไม่มีทาง เขารีบไปรับสารนั้นอย่างเร็วที่สุด หรือคุณว่าไม่จริง
Click Here