ชีวิตที่ยอมจำนนและของขวัญจากพระเจ้า

คำพยาน โดย คุณปาฏลี ศิลา

คำพยานของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าจะเขียนเป็นหนังสือนอกเวลาสักเล่ม ก็คงได้เล่มอย่างหนา และมีอรรถรสที่มากมายอยู่ในนั้น น่าจะเป็นที่หนุนใจพี่น้องได้อย่างล้นเหลือจริงๆ แต่หากรอให้เขียนจนจบ ข้าพเจ้าก็คงเขียนไม่เสร็จสักที ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่า ..ณ ที่นี่ ข้าพเจ้าขอเขียนคำพยานที่ไม่ยาวมากนัก เพื่อพี่น้องจะได้รับคำหนุนใจ และจะเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า..

พระเจ้าทรงปั้นแต่งข้าพเจ้าให้มีหัวใจที่มีความชื่นชมยินดีอยู่เสมอ ร่างกายที่พระองค์ทรงปั้นแต่งก็เป็นที่น่าชื่นชมยินดี..แต่แล้ว ก็มีเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นแผนการณ์ของพระเจ้า ซึ่งในแผนการณ์นี้ได้ลงท้ายด้วยความรักที่พระเจ้าทรงให้ข้าพเจ้ามาอย่างล้นเหลือพอที่ข้าพเจ้าจะแจกจ่ายไปสู่คนอื่นๆในโลกนี้

--> ยน. 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ … ในแผนการณ์ของพระองค์ เราจะไม่มีวันที่จะต้องพินาศ แต่จะมีชีวิตที่นิรันดร์อย่างแน่นอน

...เหตุการณ์นี้ก็คือ เมื่อครั้งข้าพเจ้ายังเล็กมาก ข้าพเจ้าประสบอุบัติเหตุลื่นล้ม มีผลให้ขาข้างหนึ่งของข้าพเจ้าไม่ปกตินัก ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้า เพราะจากสิ่งนี้ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้า เป็นชีวิตที่นับพระพรได้มากมายในแต่ละวัน และชีวิตของข้าพเจ้าได้หนุนใจคนอื่นๆอีกมากมายในคำพยานนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะหนุนใจเรื่องของขวัญจากพระเจ้า คือลูกชายของข้าพเจ้า แต่ก่อนที่จะหนุนใจเรื่องนี้ ข้าพเจ้าก็คงไม่อาจที่จะบ่ายเบี่ยงในการอ้างถึงพ่อของลูก แม้ข้าพเจ้าจะไม่อยากกล่าวถึงนัก แต่หากได้กล่าวถึง ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเป็นที่หนุนใจได้ดีกับพี่น้องหลายคนที่เคยผ่านชีวิตครอบครัวที่ไม่สมหวังแบบข้าพเจ้า….

ด้วยเหตุที่ร่างกายของข้าพเจ้าไม่ได้สมบูรณ์เหมือนคนอื่นๆ ข้าพเจ้าปิดในทุกทางที่จะได้เจอผู้ชายที่ดีสักคน แม้ข้าพเจ้าจะมีโอกาสเจอเพื่อนผู้ชายที่ดีหลายๆคน ในลึกๆ ข้าพเจ้าหวังใจอยู่เสมอว่า ข้าพเจ้าจะได้เจอผู้ชายคริสเตียนที่เขารักพระเจ้ามาก เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า การที่เขารักพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาก็จะยอมรับข้าพเจ้าได้ และเขาก็จะเป็นสามีและพ่อที่ดีของลูกอย่างแน่นอน … แต่แล้ว ก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่มีความพยายามเป็นอย่างมากที่จะเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้า ….

เขาไม่ใช่คริสเตียนเหมือนที่ข้าพเจ้าหวังไว้ แต่เปรียบเทียบกับหลายคนในโลกนี้ ในด้านจิตใจ เขาดีที่สุด ไม่แตะต้องเหล้าบุหรี่ เป็นคนสุภาพ มีน้ำใจ และอ่อนโยน ข้าพเจ้ามองที่จิตใจ แม้รูปร่างหน้าตาภายนอกของเขาไม่เป็นดังที่ผู้หญิงทั่วไปหวังไว้ แม้ฐานะของเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย เราต่างก็เป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งคู่ ข้าพเจ้าคิดว่า หากจิตใจเขาดี เขาก็จะเป็นคนที่หล่อที่สุดในโลกของข้าพเจ้า และก็ใช่จริงๆด้วย เพราะความพยายามของเขาที่จะเอาชนะใจข้าพเจ้า เขาก็ทำสำเร็จ แม้ว่าจะใช้เวลานานมากก็ตาม และแล้วเราก็ตกลงแต่งงานกัน…

ชีวิตครอบครัวผ่านไปเกือบ 1 ปี แล้วเราก็ตัดสินใจมีลูก จนข้าพเจ้าก็มีลูกได้ทันที แต่แล้ว เหตุการณ์นี้ก็เปลี่ยนชีวิตครอบครัวที่แสนจะเรียบง่ายของข้าพเจ้าไปในทันทีด้วยเหมือนกัน…ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่ทรงปิดตาไม่ให้ข้าพเจ้ารู้เรื่องอะไรในการนอกใจของสามีในระหว่างที่ข้าพเจ้ากำลังท้อง...ข้าพเจ้ามีความสุขมากในขณะที่ข้าพเจ้ามีลูกอยู่ในท้อง ข้าพเจ้ายังเดินทางไปทำงานทุกวัน ข้าพเจ้าไปโบสถ์ไม่เคยขาด มีความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรงมาก ในทุกวันตอนพักเที่ยงข้าพเจ้าจะเดินไปตลาด ซื้อของให้สามี และซื้อของเล่นเตรียมให้ลูกเสมอ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ามีความสุขมาก เมื่อได้ซื้อของให้คนที่ข้าพเจ้ารักทั้งสองคน..

ข้าพเจ้าทำงานหนักจนถึงวันครบกำหนดที่ลูกจะคลอด แต่พระเจ้าก็ยังทรงปิดตาข้าพเจ้าไม่ให้ทราบความจริงเรื่องสามี ข้าพเจ้ามีความไว้วางใจในตัวสามีมาก และมีความเชื่อว่าเขาก็รักลูกและยังรักข้าพเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าไม่เคยแม้จะโทรตามสามีเพราะความเชื่อใจและให้เกียรติที่ข้าพเจ้ามีให้เขา

จนลูกอายุได้สัก 3 เดือน ก็ถึงเวลาที่พระเจ้าทรงเปิดเผยให้ข้าพเจ้าได้ทราบเท่าที่พระองค์ต้องการให้ข้าพเจ้าทราบ พระองค์ทรงเปิดเผยให้ข้าพเจ้าทราบโดยที่ข้าพเจ้าไม่ต้องดิ้นรนไปหาคำตอบ พระองค์ทรงเปิดเผยไปทีละขั้นในเวลาที่เหมาะสมมากจริงๆ และแล้วสามีก็ยอมรับว่า เขาต้องการไปมีคนใหม่อีกคนที่ดูดีกว่าข้าพเจ้า เหตุผลที่เขาจากไปก็คือ เขายอมรับในความผิดปกติของร่างกายข้าพเจ้าไม่ได้ แม้ว่าเขาจะบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา และที่สำคัญเขายังไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อ

ทันทีที่รับทราบเรื่องราวเหล่านี้ หากเป็นคนอื่นๆอาจจะตกใจ และสับสนมาก ข้าพเจ้าก็สับสนแต่ไม่ตกใจ สับสนที่ว่า เขาเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าเอง พยายามทำให้ข้าพเจ้ายอมรับในตัวเขา และเขาก็ตั้งใจจะจากไปเองอีก ทั้งที่เราก็รักกันมาก ความผูกพันของเราทั้งสองมากมายยิ่งนัก ข้าพเจ้าให้โอกาสเขาในเวลาที่เหมาะสม และก็ได้รับรู้ว่าเขามีความตั้งใจจะจากไปอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะปล่อยเขาไป โดยที่ยังไม่รู้จักผู้หญิงอีกคนของเขาเลยจนมาถึงบัดนี้ มีแต่พวกเขาที่รู้จักข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี…

1 คร. 7:15 แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์จะแยกไป ก็จงให้เขาไปเถิด เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นที่พี่น้องชายหญิงจะผูกมัดให้จำใจอยู่ด้วยกัน เพราะว่าพระจ้าได้ทรงเรียกเราให้อยู่อย่างสงบ

เหตุการณ์นี้ ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าทุกข์มากมายเลย คงมีแต่ความเสียใจ และข้าพเจ้ากลับขอบคุณพระเจ้า ที่ทรงแยกคนที่ไม่ได้รักข้าพเจ้าอย่างแท้จริงออกไป โดยที่เวลายังไม่สายสำหรับข้าพเจ้า หากลูกโตกว่านี้ ถ้าลูกรับรู้เรื่องราวคงยิ่งเป็นปัญหามากกว่า .. ซึ่งการจากกัน ทำให้ข้าพเจ้าเหมือนจะเพิ่งรู้จักตัวตนเขาจริงๆ ในคำพูดที่บอกว่า ความรักทำให้คนตาบอด ข้าพเจ้าว่าไม่จริง เพราะข้าพเจ้ามองเห็นตลอด แต่ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่นัก ซึ่งข้าพเจ้าคิดผิด ในเรื่องคู่ชีวิต ข้าพเจ้าควรที่จะต้องเลือกให้ดี ไม่ใช่ว่ามีคนเข้ามาในชีวิตก็คือคนที่ใช่ อาจเป็นแค่การทดลองเพื่อที่จะได้เจอคนที่ใช่ก็ได้ …ข้าพเจ้าไม่เคยเกลียดเขา เพียงแต่ข้าพเจ้าเกลียดความบาปของเขา หากไม่มีความบาปที่เขาตั้งใจ เขาก็คือคนดีที่สุดของข้าพเจ้าตลอดไป

สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในหลายๆอย่าง ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า การมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป แต่ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่า การมองโลกในแง่ดีจะผิด การมองโลกในแง่ดี การคิดบวก เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่ข้าพเจ้ามี ..แต่ว่า ข้าพเจ้าลืมไปอย่างหนึ่งว่า การมองโลกในแง่ดีแต่ก็ต้องเป็นไปตามคำสอนของพระเจ้าด้วย หากเรามองเขาในแง่ดี แต่เขาไม่ได้ประพฤติตามที่พระเจ้าได้สอน ก็ไม่ใช่แล้ว ตรงนี้ละเอียดอ่อนมาก ที่สำคัญให้ยึดคำสอนของพระเจ้า

มธ. 10:16 ดูเถิด เราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ

คร. 6:14 ท่านอย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้ย่างไร

หลังจากที่ได้เกริ่นเรื่องของอดีตสามีมาแล้ว ต่อไปข้าพเจ้าก็จะได้เข้าเรื่องของขวัญจากพระเจ้าได้สักที..

ของขวัญจากพระเจ้า

ข้าพเจ้านึกพระวจนะตอนนี้ได้เสมอ เป็นพระวจนะที่ข้าพเจ้าเลือกพิมพ์ในการ์ดแต่งงานด้วย รม. 8:28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ ข้าพเจ้าอยากขอบคุณพระเจ้าเป็นจำนวนมากมายที่ไม่สามารถนับได้เลย เพราะของขวัญชิ้นนี้ คือความชื่นชมยินดีอย่างมากมาย

ในเรื่องแรก เขามาอยู่ในท้องของข้าพเจ้าได้อย่างง่ายดาย และข้าพเจ้ารับรู้ได้ว่าเขาเข้ามาแล้วใน 1 วัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกมาก ข้าพเจ้าคงไม่สามารถเล่าอย่างละเอียดได้ในที่นื่ และเมื่อข้าพเจ้ามีเขาเข้ามาอยู่ในร่างกายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าแข็งแรงขึ้น ข้าพเจ้าไม่ป่วยเลย ไม่มีอาการแพ้ท้องใดๆ มีแค่รู้สึกว่าร่างกายจะหนักขึ้นทุกวัน.. ข้าพเจ้าขอบคุณอดีตสามีและพ่อแม่ของเขามาก เพราะเมื่อข้าพเจ้าท้อง เขาดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าได้รับสารอาหารที่ดี จนมีผลมาถึงตอนนี้ที่ลูกชายของข้าพเจ้าแข็งแรง ไม่ป่วยอะไรง่ายๆ สามารถเป็นคู่เที่ยวของข้าพเจ้าได้อย่างดีเยี่ยม ขอบคุณพระเจ้า…

ในเรื่องที่สอง เมื่อข้าพเจ้ามีลูก ทำให้ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะทราบว่าสามีไม่ได้รักข้าพเจ้าอย่างแท้จริง แม้ว่าข้าพเจ้าจะดูแลลูกได้ดีแค่ไหน แต่สามีก็ไม่ได้ต้องการความเป็นแม่ที่ดีของลูก สิ่งนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าตัดใจได้อย่างไม่ยากนัก

ในเรื่องที่สาม ของขวัญจากพระเจ้าชิ้นนี้ ทำให้ข้าพเจ้าแกร่งและมีความกล้ามากขึ้น เพื่อลูก ข้าพเจ้ายอมแยกทางกับสามี ข้าพเจ้าไม่ได้ทนอยู่เพื่อลูก เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า ในกรณีเรื่องราวของข้าพเจ้าสิ่งนั้นไม่ได้ทำเพื่อลูกอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าต้องการเอาเวลามาดูแลเด็กเล็กๆคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าตั้งใจให้เขาเกิด คงดีกว่าที่จะเสียเวลากับสามีที่ไม่มีใจ และมีชีวิตที่ไม่ซื่อสัตย์ทำผิดสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้า

…ข้าพเจ้าเชื่อว่าแผนการณ์ของพระเจ้าครั้งนี้ เป็นแผนการณ์ที่ดีเยี่ยม และไม่มีทางที่ข้าพเจ้าจะหันหลังกลับไปจากทางที่พระองค์ทรงช่วยข้าพเจ้านี้ พระเจ้าทรงหวงแหนข้าพเจ้ามาก ..ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า ตลอดเวลาชีวิตคู่ ข้าพเจ้าเฝ้าอธิษฐานเสมอว่า ข้าพเจ้าอยากมีชีวิตที่ได้อยู่กับคนที่ข้าพเจ้ารัก และเขารักข้าพเจ้าอย่างแท้จริง และพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้าแล้ว

ข้าพเจ้ายอมแม้กระทั่งทิ้งงานที่ดูมีเกียรติและที่ข้าพเจ้ารักมาก และทำมานาน 10 กว่าปี เพื่อที่จะดูแลลูก แม้ว่าหากข้าพเจ้าอยู่ทำงานต่อ ตำแหน่งของข้าพเจ้าก็จะสูงขึ้นไปอีกเพราะความสำเร็จของโปรเจ็คที่ข้าพเจ้าเพิ่งทำเสร็จไป พร้อมเงินเดือนที่เพิ่ม

..แต่ว่าหากข้าพเจ้าต้องสูญเสียเวลาไปกับการหาเงิน แล้วจิตใจของลูกจะขาดหายอะไรไปไหม จากการที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากพ่อแม่ของข้าพเจ้า (ดังที่ข้าพเจ้าได้บันทึกเรื่องราวของพ่อไว้ในตอนที่แล้ว...) ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า การมีชีวิตที่เรียบง่าย การมีความสุขความอบอุ่น แม้ไม่ได้ร่ำรวย หรือแทบจะไม่มีเลย ไม่ได้เป็นปัญหาของชีวิตเลย ความอบอุ่นที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กๆต่างหาก จะมีผลทำให้เราได้เติบโตทางด้านจิตใจ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และก็จะมีความชื่นบานอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าไม่มีความกลัว เมื่อได้ลาออกจากงาน ข้าพเจ้าไม่เคยมีความกลัวเลยว่า ถ้าไม่ได้งานใหม่ที่ดี แล้วเงินเดือนไม่สูงเหมือนเดิมจะทำอย่างไร เพราะข้าพเจ้ามีพระเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยกลัวอะไรทั้งนั้น

รม. 5:3 ยิ่งกว่านั้น เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน

จนพระเจ้าทรงอวยพระพรข้าพเจ้าอย่างมากมาย ข้าพเจ้าได้หาทางใช้วิธีทำงานในระบบออนไลน์ พระเจ้าให้งานที่ดีให้งานที่เป็นพระพร ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปต่างประเทศ และที่สำคัญข้าพเจ้าได้เจอความเป็นมิตรภาพในงานนั้น จนข้าพเจ้าสามารถที่จะมีงานที่ถือว่ามั่นคงในระดับหนึ่ง ที่สามารถเป็นหลักให้ลูกได้ …ขอบคุณพระเจ้า

ในเรื่องที่สี่ ของขวัญจากพระเจ้าชิ้นนี้ เขาคือเพื่อนที่แสนดีของข้าพเจ้า เขาเป็นเด็กที่ร่าเริงมาก แต่คนที่เพิ่งเจอเขาที่ไม่ได้ใกล้ชิดเขา อาจดูเหมือนเขาเงียบๆ จริงๆแล้วเขาเป็นเด็กที่ช่างพูดช่างถาม แต่ไม่ใช่เด็กพูดมาก มีความตั้งใจในสิ่งที่เขารับผิดชอบ เขาเป็นเด็กดีมาก มีความคิดเหตุผลค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ บางทีก็ชอบทำหน้าเครียดเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังคิดหนัก ก็เพราะเขากำลังคิดว่า จะประดิษฐ์ของเล่นยังไงดี เขาชอบเอาของเล่นที่เสียๆ มาประกอบเป็นชิ้นใหม่ ออกแบบของเล่นเอง พยายามทำอะไรด้วยตัวเองหลายๆอย่าง เป็นเด็กที่เรียนเก่งได้ลำดับแรกของห้องเรียนมาตลอด เพื่อนๆก็รักเขามาก เขามีความสุขที่ได้อยู่ที่โรงเรียน และที่บ้านเขาก็มีความสุขที่เขามีน้อง (หลานชายของข้าพเจ้า) เขาจะชอบดูแลน้อง ชอบสอนน้อง มีอะไรที่ข้าพเจ้าแนะนำเขา เขาจะทำได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ เปียโน กีตาร์ ข้าพเจ้าสนับสนุนด้านดนตรี เพราะดนตรีคือยารักษาหัวใจได้เป็นอย่างดี

ข้าพเจ้าไม่เคยบอกเขาในเรื่องไม่ดีของพ่อ ข้าพเจ้าให้เขารักพ่อของเขา และบอกเขาเสมอว่าพ่อก็รักเขามาก แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่ได้ปฎิบัติตามที่ข้าพเจ้าได้บอกต่อลูก แต่ก็ขอบคุณพระเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่าความผูกพันของเขากับพ่อ ก็ยังคงอยู่ตลอดไป แม้ว่าพ่อไม่ได้อยู่ด้วย ให้มองคนอื่นที่พ่อเสียชีวิตหรือลูกที่เกิดมาโดนทอดทิ้ง แต่เขายังมีพ่อที่เคยมาหาเขา และก็ยังมีอากงอาม่าของเขา ที่คอยแวะเวียนไปหาที่โบสถ์เสมอ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับอากงอาม่าที่รักเขามาก

ในเรื่องที่ 5 เขาเป็นเด็กที่มีความจำดีมาก เป็นพระพร และได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในเรื่องความจำนี้ได้อย่างมากมาย ตอนเขาอยู่ในท้อง เนื่องจากว่าข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบเสียงเพลงอยู่แล้ว ข้าพเจ้ามักเปิดเพลงสรรเสริญ ชื่อเพลง “พระเจ้าทรงเป็นศิลา” ให้เขาฟังเสมอ ตั้งแต่ข้าพเจ้าตั้งชื่อให้เขาว่า ศิลา ข้าพเจ้าให้ความหมายเพื่อให้เขานึกถึงความรักที่มั่นคงของพระเจ้าที่เปรียบเสมือนศิลา เขาไม่ต้องเป็นคนแกร่งหรือแข็งแรงแบบศิลา แต่ขอให้ใจของเขาเข้มแข็งและมีความรักที่มั่นคงเหมือนศิลา..

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาจนครบ 5 ข้อแล้ว แต่จริงๆแล้ว หากได้นับพระพรจากของขวัญชิ้นนี้ มันมากมายจริงๆ ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าในของขวัญชิ้นนี้ ข้าพเจ้าสอนลูกเสมอว่า ความรักของมนุษย์ไม่แน่นอน เช่นข้าพเจ้าก็เป็นมนุษย์และพ่อแม่ทุกคนก็เช่นกัน เมื่อยามที่เหนื่อยล้า ก็อาจจะไม่มีรอยยิ้มให้เขา อาจดูไม่น่ารักต่อเขาเหมือนเดิมนัก .. ไม่เหมือนกับความรักของพระเจ้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงมาก

…แม้ว่าเขาไม่ได้อยู่กับพ่อในโลกมนุษย์ แต่เขาก็ยังมีพ่อที่ยิ่งใหญ่มากกว่านัก ด้วยเหตุผลนี้ เขาเลยไม่ได้ไขว่คว้าหาพ่อแต่อย่างใด แต่เขาจะรับรู้เสมอว่าพ่อรักเขามาก ..ด้วยเหตุที่เรามีพระเจ้า เป็นความรักที่มั่นคงสูงสุดแล้ว ทำให้เราเข้าใจในความรักของมนุษย์ ทำให้เราไม่คาดหวังหรือต้องการความรักจากใครๆ เราเรียนรู้แค่ว่าเราจะมอบความรักความปรารถนาดีให้แก่คนอื่นๆ แต่เราไม่คาดหวังความรักจากใครเลย เพราะเรามีพระเจ้าที่รักเราที่สุดถึงปลายแผ่นดินโลกนี้แล้ว…

ข้าพเจ้าเคยลองตั้งคำถาม ถามลูกว่า ถ้าเรามีใครสักคนมาเพิ่ม หมายถึงคุณพ่อคนใหม่ จะดีไหม ข้าพเจ้าคิดเล่นๆ แต่ในใจไม่ได้ปรารถนาจริงๆ แต่คำตอบของเขาก็คือ เขายินดีที่จะมีพ่ออีกคน เพราะเขาต้องการเล่นแบบผู้ชายให้มากกว่านี้ แม้ว่าในทุกวันนี้เขามีลุงของเขาและน้องชายไว้เป็นเพื่อนเล่นแล้ว …แต่เขาก็ยังทิ้งท้ายไว้ว่า ... “แต่ว่า แม่รออีกไม่กี่ปี เดี๋ยวผมก็โตแล้ว ก็จะแข็งแรงช่วยแม่ได้เยอะ ก็ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกใหม่แล้วล่ะ” ...ขอบคุณพระเจ้า สำหรับของขวัญชิ้นนี้ เขาเป็นทุกอย่างของข้าพเจ้า เป็นทั้งลูก ทั้งเพื่อน ทั้งพี่ (อันนี้ใช่ เพราะมักอบรมสอนข้าพเจ้าอยู่บ่อยๆเช่นกัน ^^) เขาเป็นกระจกให้แก่ข้าพเจ้า

…และสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าหวังไว้ก็คือ ให้เขาเชื่อในพระเจ้าอย่างเข้มแข็ง แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กที่เรียนเก่ง แม้ว่าเขาจะทำอะไรได้หลายๆอย่าง ในอนาคตข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการให้เขาทำงานที่มีเงินเดือนสูงอะไรเลย ข้าพเจ้าหวังใจว่าเขาจะได้ถวายตัวรับใช้พระเจ้า ..ซึ่ง ณ ตอนนั้น ข้าพเจ้าก็คงจากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว แค่เขามั่นคงกับพระเจ้า ในวันที่เขามีปัญหา ในตอนนั้นที่เขาไม่เหลือใคร เขาจะพบทางออกที่เขาจะชื่นชมยินดีอยู่เสมอ เขาจะก้าวผ่านพ้นขวากหนามทุกอย่างโดยกำลังจากพระเจ้า

…ในอนาคตเราสองคนแม่ลูก ยังไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเราบ้าง จะมีความขัดสนเกิดขึ้นไหม แต่เราเชื่อว่า มธ. 6:33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้

… ชีวิตของข้าพเจ้า อาจเป็นที่หนุนใจตรงที่ว่า ข้าพเจ้าหวังใจในพระเจ้า ไม่หวังใจในมนุษย์ ทำให้ข้าพเจ้ามีความชื่นบานอยู่เสมอ ไม่เรียกร้องหรือคาดหวังในตัวของมนุษย์ เพราะเข้าใจในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน และข้าพเจ้ารับรู้ว่า ความทุกข์ยากคือศักดิ์ศรีที่พระเจ้ากำลังทำให้ข้าพเจ้าเป็นทองคำที่พระองค์จะทรงใช้การได้ เมื่อถึงเวลานั้น .....ขอทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องราวที่ข้าพเจ้าบันทึกได้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า … อาเมน.